รีวิว Harman Kardon ONYX Studio 2 ลำโพง in door ที่ราคาต่ำหมื่น

   เว็บไซต์ 108plaza ของเรามีลำโพงบลูทูธอีกหนึ่งตัวมาทำการรีวิวกันอีกแล้วครับเพื่อนๆ สำหรับลำโพงที่เพื่อนๆ เห็นในรูปตัวอย่างสินค้านั้น มีชื่อว่า Harman Kardon รุ่น ONYX Studio 2 ถือว่าเป็นรุ่นที่พัฒนามาเป็นเวอร์ชั่นที่ 2 แล้วนะครับ เปิดตัวมาได้สักประมาณ 6 เดือนกว่าๆ แล้วนะครับ จุดที่น่าสนใจนั้นมีอยู่หลายฟังก์ชั่นด้วยกัน แต่สำหรับใครที่เคยใช้รถยุโรป รถสปอร์ต หรือ เคยอ่านรีวิวในกลุ่มสินค้ายานยนต์ของเรามาบ้าง ก็จะพอทราบว่าชื่อ Harman Kardon นั้นเป็นแบรนด์เครื่องเสียงที่ติดมากับรถระดับหรูพวกนี้ในหลายๆ รุ่นเลยทีเดียว อย่าง mini cooper ก็มี อย่างรถในค่าย BMW ก็มีเครื่องเสียงแบรนด์นี้อยู่ ก็ต้องถือว่าได้แบรนด์ Harman Kardon นั้นเป็นเครื่องเสียงระดับ Hi-end เลยก็ว่าได้ แต่ว่าเสียงและคุณภาพจะดีแค่ไหน เราต้องมารีวิวกันครับ

   สำหรับ Harnan Kardon ONYX Studio 2 นั้นเปิดตัวมาให้เลือกด้วยกัน 2 สี ก็คือ สีขาว และ สีดำ เท่านั้นเอง มาดูฟังก์ชั่นการใช้งานที่ติดเอาไว้ข้างกล่องกันเลย อย่างแรกก็แน่นอนละครับ สามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายด้วยบลูทูธได้ แล้วก็มีการเสริมพลังเสียงของเบสด้วย Dual passive radiator ขนาด 4 นิ้ว 2 ตัวอยู่ด้านในลำโพงตัวนี้ ต่ดมาก็จะมีไมค์โครโฟนมาให้ในตัวเลย นั้นหมายความว่าสามารถรับสายเรียกเข้าจากโทรศัพท์ได้ด้วย แล้วก็มีระบบที่เวลาเราคุยโทรศัพท์ผ่านตัวลำโพงบลูทูธตัวนี้ ก็จะมีระบบป้องกันเสียงรบกวน เสียงสะท้อนต่างๆ มาให้ด้วย ก็น่าจะเพิ่มประสิทธิภาพในการพูดคุยสนทนาผ่านตัวลำโพงตัวนี้ได้ดียิ่งขึ้นนั้นเอง แล้วรายละเอียดข้างกล่องก็เขียนไว้อีกว่า ลำโพงตัวนี้ก็สามารถใช้งานได้นานติดต่อกันประมาฯ 5 ชั่วโมงที่ความดังปกตินะครับ แล้วแอดมินก็ได้ทำการทดสอบมาแล้วจากการใช้งานจริง ชาร์จแบตจนเต็มเลย แล้วก็เปิดเพลงเร่งสุดเลย สามารถใช้งานได้ประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้นเอง ก็ถือว่าใช้งานได้น้อยครับ แต่ปกติแล้วก็จะไม่ค่อยมีใครเร่งจนสุดเพราะว่ามันค่นอข้างดังเลยทีเดียวลำโพงตัวนี้ กำลังขับค่อนข้างเยอะ กำลังขับอยู่ที่ 60 wrms เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นมันก็ค่อนข้างที่จะกินแบตพอสมควร วิธีการแก้สำหรับคนที่ฟังในบ้าน เราก็แค่เสียบปลั๊กก็ใช้กันยาวๆ ไปเลย แต่เวลาออกไปปาร์ตี้ข้างนอกบ้านก็ใช้แบต ก็สามารถใช้กันได้ประมาณ 4 ชั่วโมงถ้าเร่งค่อ่นข้างดัง ก็ใช้ได้สบายๆ นะครับ สิ่งที่ให้มาในกล่องก็ไม่ได้มีอะไรมากเลย มีแค่สายไฟแล้วก็ adapter ที่เอาไว้ชาร์จแบตเตอร์รี่เท่านั้นเอง สายสัญญาณต่างๆ ไม่มีมาให้นะครับ ต้องไปหาซื้อเองถ้าใครจะใช้การเชื่อมต่อแบบ AUX 3.5 มม.

   ในส่วนของรูปแบบการดีไซน์ตัวเครื่องนั้นก็อย่างที่เห็นนะครับ เป็นลำโพงแบบทรงกลม แล้วก็มีขาตั้งอยู่ทางด้านหลัง ก็ตรงตัวนะครับ ลำโพงก็ต้องกลมๆ แบบนี้ ใครชอบก็สามารถไปมองๆ แล้วก็ขอทดสอบเปิดฟังกันจริงๆ ได้ตามร้านค้าชั่นนำทั่วไป มาดูกันที่ปุ่มการใช้งานต่างๆ ในตัวเครื่องกันบ้าง ก็จะมีปุ่มเพาเวอร์ ปุ่มเพิ่มเสียง ลดเสียง ปุ่มกดรับโทรศัพท์ และก็ปุ่ม pair บลูทูธ มีแค่นี้เองสำหรับปุ่มการใช้งาน ด้านหลังก็จะมีพอร์ดเชื่อมต่อเป็นที่เสียบปลั๊ก แล้วก็ช่อง AUX input แล้วก็มีปุ่ม reset ค่าต่างๆ ในกรณีที่ตัวเครื่องมีปัญหา ก็เอาไว้สำหรับช่างที่ทำการเซอร์วิส แนะนำว่าไม่ต้องไปทำอะไรกันนะครับ สำหรับขนาดของตัวเครื่องนั้นถือว่าไม่ได้ใหญ่จนเกินไป มีขนาดทรงกลมที่มีรัศมีประมาณ 28 เซนติเมตร ความหนาก็ประมาณ 16 เซนติเมตร ก็ราวๆ 1 ไม้บรรทัดนะครับ คิดคร่าวๆ คาดคะเนกันว่ามันจะเหมาะกับเราหรือเปล่า ส่วนเรื่องของน้ำหนักตัวเครื่อง อยู่ที่ประมาณ 2.2 กก. ก็ถือว่ากำลังพอดีกับน้ำหนักที่พอจะพกพาได้แต่ก็ต้องบอกว่าพกพาไม่ค่อยสะดวกมากนัก อาจจะอุ้มใส่รถไปฟังได้ อะไรแบบนั้น แต่ตัวบอดี้นั้น ต้องบอกว่าไม่ได้เป็นลำโพงที่เน้นการพกพามากเท่าไหร่นัก ไม่เน้นเรื่องการสมบุกสมบัน ลุยๆ เท่าไหร่นัก คือเหมาะกับฟังในบ้านหรือนอกบ้านเท่านั้นเอง สำหรับในด้านตวเครื่องนั้น จะมีลำโพงแบบ twitter หรือว่าดอกลำโพงที่ให้เสียงแหลมนี่แหละนะครับ ขนาด 3.4 นิ้ว 2 ตัวด้วยกันอยู่ด้านใน แล้วก็มีดอกลำโพงแบบ woofer ขนาด 3 นิ้ว 2 ตัวด้วยกัน ที่ให้เสียงกลางและเสียงทุ้มนั้นเอง ก็แบ่งกำลังขับเป็นตัวละ 15 wrms นั้นเอง

   สำหรับบุคลิกของเสียงที่เปิดจากลำโพงบลูทูธตัวนี้ คือ จากการทดสอบการใช้งานของแอดมินมาประมาณสัก 1 เดือนเต็มๆ คือเปิดทุกๆ แนวเพลงกันเลยทีเดียว คิดว่าน่าจะเหมาะกับคนที่ชอบฟังเพลงแบบ อะครูสติกส์ ที่ฟังเบาๆ เบสนุ่มลึก แล้วเสียงกลางแหลมก็กระจ่าง ใส ไม่ได้ปาดหัว เหมือนเรากำลังนั่งอยู่ในบรรยากาศของสายลมยามเย็น ท่ามกลางธรรมชาติดีๆ อะไรแบบนั้น คือไม่ได้เน้นเรื่องของอารมณ์เพลงร็อค เพลงหนักหน่วง สักเท่าไหร่ เรื่องของราคาอยู่ที่ประมาณ ต่ำหมื่น ครับ ใครสนใจก็ลองไปหาทดสอบด้วยตัวเองกันดูได้

รีวิว E-BLUE Glowing PC Gaming Desk โต๊ะวางคอมพิวเตอร์ PC แบบมาตรฐาน สำหรับสายเกมส์มิ่ง

   มาเอาใจคนที่ชอบเล่นเกมส์กันบ้างดีกว่านะครับ ในครั้งนี้เว็บไซต์ 108plaza ก็มีอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์สำหรับคนที่ชอบเล่นเกมส์กับคอมพิวเตอร์ PC โดยเฉพาะเลย แน่นอนว่าองค์ประกอบหลักๆ ก็จะมีอะไรบ้าง อย่างเช่น คอมพวเตอร์ แน่นอนต้องมี เมาส์ดีๆ สักตัวหนึ่ง คีย์บอร์ดดีๆ สักตัวหนึ่ง หูฟัง หรือว่าเป็นชุดลำโพง และหน้าจอมอนิเตอร์แจ๋มๆ แต่คอเกมส์หลายคนต้องอย่าลืมไปนะครับว่า เราจะขาดสิ่งนี้ไม่ได้

   นี่คือ gadget อีกหนึ่งตัวที่ค่อนข้างจำเป็นกับการเล่นเกมส์อย่างมากเลย นั้นก็คือ โต๊ะวางคอมพิวเตอร์ PC นั้นเอง มีชื่อว่า E-Blue Glowing PC Gaming Desk นั้นเอง เป็นโต๊ะที่ทำขึ้นมาตามมาตรฐานสากลก็ว่าได้ หลายคนอาจจะคิดว่าโต๊ะวาง PC เอาโต๊ะแบบไหนก็ได้มั้ง ไม่ใช่ครับ เรื่องของขนาด เรื่องของความสูง เรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ต้องมี แล้วโต๊ะตัวนี้มีมาให้ครบเลย

   E-Blus Glowing ตัวนี้ถือว่าเป็นเจ้าแรกเลยนะครับ ที่ผลิตโต๊ะสำหรับวางคอมพิวเตอร์ PC เพื่อสำหรับ gaming โดยเฉพาะเลย ด้วยขนาดที่มาตรฐานสากลจะมีขนาดความยาวอยู่ที่ 1.2 เมตร ขนาดความสูงขาดพื้นอยู่ที่ 80 ซม. นี่คือโต๊ะตามมาตรฐานที่ทั่วโลกจะมีการจัดการแข่งขันเล่นเกมส์ต่างๆ อะไรก็ว่ากันไปจะมีโต๊ะขนาดแบบนี้ให้ ด้านข้างของโต๊ะ รอบๆ เลยน่าจะถูกใจคนชอบเกมส์ เพราะว่ามีไฟ LED อยู่รอบเลย ด้านซ้ายก็จะมีไฟที่เป็นชื่อแบรนด์ E-Blue แล้วก็ด้านขวาจะเป็นชื่อรุ่น ส่วนไฟนั้นก็จะสามารถเปลี่ยนสีได้ 2 สีด้วยกัน จะมีสีแดง แล้วก็สีน้ำเงิน แต่ก็จะมีสวิทย์ควบคุมสามารถปิดเปิดไฟได้ แล้วก็มีรีโมทที่คอยควบคุมไฟให้กระพริบตามจังหวะต่างๆ อยู่ด้วย จะกระพริบช้า กระพริบเร็ว ค่อยๆ บีมแล้วก็สว่างขึ้นลง เลือกโหมดต่างๆ จากรีโมทได้เลย รอบๆ ขอบโต๊ะเองก็จะมีขอบกั้นอยู่ด้วย ก็ทำให้เวลาที่กันของตกพื้นก็สามารถป้องกันได้ส่วนหนึ่ง นอกจากนั้นเวลาที่ประกอบเรียบร้อยแล้ว จะมีสติกเกอร์แปะมาให้เป็นคล้ายๆ ตำแหน่งที่บอกว่าตรงนี้เราควรที่จะวางจอมอนิเตอร์นะ ตรงนี้เราควรจะวางเมาส์ วางคีย์บอร์ด วางหูฟัง แล้วก็จะมีรูให้ร้อยสายเมาส์ สายคีย์บอร์ดและก็สายหน้าจอมอนิเตอร์มาให้ด้วย แต่ก็มีข้อเสียหรือว่าจุดที่น่าติอยู่บ้าง ก็คือว่าตรงที่เจาะรูมาให้นั้น ตรงที่ร้อยสายเนี่ยนะครับ มันค่อนข้างที่จะรูเล็กไป เดี่ยวนี้สายต่างๆ มันค่อนข้างที่จะใหญ่ อย่างเช่น ถ้าเป็นสายถัก สายเมาส์ คีย์บอร์ด สายจอมอนิเตอร์ก็ตามแต่เนี่ยนะครับ มันค่อนข้างที่จะสายใหญ่ ตรงนี้อาจจะเข้าตรงรูที่เจาะเอาไว้ไม่ได้ทั้งหมดก็ได้ แล้วตรงสติ๊กเกอร์ที่บอกเอาไว้ว่าเป็นสติ๊กเกอร์ที่แปะเอาไว้บอกตำแหน่งต่างๆ นั้น บางทีมันอาจจะนูนขึ้นมารบกวนเวลาที่กำลังใช้เมาส์หรือว่านูนขึ้นมาจากแผ่นรองเมาส์อีกทีหนึ่งก็เป็นได้ ตรงนี้ก็คิดว่าไม่น่าจะแปะก็ได้ที่เป็นตัวสติ๊กเกอร์ถ้าใครที่ซื้อมาแล้ว แล้วก็ต้องประกอบเอง เพราะเราสามารถจัดการได้ว่าเราจะเอาอุปกรณ์ตัวไหนไว้ตรงไหนก้ได้ตามที่เราออกแบบและก็วางลงไปนะครับ

   ในส่วนถัดมาที่เพื่อนๆ เห็นในรูปอาจจะดูไม่ออกว่าส่วนของฐานหรือขาของโต๊ะนั้นเป็นวัสดุอะไร แต่แอดมินบอกได้เลยว่าในส่วนของของฐานนั้นทุกชิ้นเป็นเหล็กหมดเลย แน่นอนว่ามีความแข็งแรงแล้วก็มีเรื่องของการรับน้ำหนักได้ค่อนข้างที่จะเยอะ สามารถที่จะวางเคสคอมพิวเตอร์หนักๆ หรือว่าวางจอมอนิเตอร์หนักๆ ได้สบายๆ ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะต้องกลัวว่าโต๊ะจะรับน้ำหนักไม่ไหวหรืออย่างไรนะครับ ซึ่งในความคิดเห็นของแอดมินเอง ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งคนที่ยังใช้คอมพิวเตอร์ PC ที่เอาไว้ใช้เล่นเกมส์อยู่เหมือนกัน แล้วก็อัดสเปคของเคสเองเลย จัดเต็ม แต่งเอง D.I.Y. กันเองเลย ก็เห็นโต๊ะที่เอาไว้เล่นเกมส์แบบว่าดูดีมีสไตล์แบบนี้นะครับ ก็ต้องถือว่าถ้าเรามีเพื่อนๆ หรือใครที่ชอบเล่นเกมส์ด้วยกันเข้ามาเห็นโต๊ะนี้ มีไฟ LED กระพริบๆ อยู่รอบๆ โต๊ะแบบนี้ มันก็ทำให้ดูว่าเรากำลังเล่นเกมส์อยู่แน่นอนเลย อะไรแบบนี้นะครับ

   ก็คงคิดว่าคอ gaming หลายๆ ท่านน่าจะชอบ gadget สินค้าอินเทรนด์ที่นำมารีวิวกันในครั้งนี้นะครับสำหรับเจ้าตัว E-Blue Glowing Gaming Desk ตัวนี้ โต๊ะสำหรับคนชอบเล่นเกมส์ว่ากันแบบนั้นแล้วกัน มีวางขายตามร้านค้าชั้นนำ หรือว่ามีตัวแทนในบ้านเราเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับสำหรับ E-Blue ก็ลองๆ ไปหาซื้อหรือสอบถามราคากันได้

รีวิวลำโพงพกพาตัวใหม่ล่าสุด! Marshall Stockwell ลำโพงแบรนด์ดังจากสวีเดน

 

   สำหรับคนรักเสียงเพลงต้องห้ามพลาดกันอีกแล้ว เพราะในครั้งนี้ เว็บไซต์ 108plaza ของเราก็มีลำโพงบลูทูธแบบพกพา เรียกว่าพกพาง่าย ขนาดเล็กๆ แต่เป็นแบรนด์ระดับ Hi-end อีกเช่นเดิม เพื่อนๆ หลายคนที่เคยได้อ่านรีวิวของเราประจำๆ ก็จะทราบว่าลำโพงที่เราจะนำมารีวิวในครั้งนี้ แบรนด์ Marshall เนี่ยนะครับ เรียกว่าคุณภาพนั้นไม่ต้องห่วงเลย แล้วราคาก็ไม่ต้องห่วงเลยเช่นกัน ไม่ต้องห่วงว่าจะราคาถูกหลักพันอะไรแบบนี้นะครับ คือไม่มี ราคานี่หลักหมื่นอัพกันเลยทีเดียว แต่เรื่องของความเป็นแบรนด์อินเตอร์ แล้วก็เป็นสินค้านำเข้าด้วย ก็ต้องแพงเป็นธรรมดานะครับ

   ในเรื่องของรายละเอียดของตัวสินค้าที่จะรีวิวกันในครั้งนี้ก็คือตัวอย่างในรูปด้านบนนะครับ เป็นลำโพงบลูทูธแบรนด์ Marshall รุ่น Stockwell เรื่องของดีไซน์นั้นผมว่ามันสวยงามเลยทีเดียว แล้วก็มีขนาดที่เล็ก สามารถที่จะเก็บปุ่มการใช้งานต่างๆ ได้ สามารถเอาตั้งกับพื้นโต๊ะต่างๆ เป็นฐานสามเหลี่ยม ก็ดูสวยงามดี แล้วก็มีซองหนังแถมมาให้ด้วยในกล่อง แล้วก็สามารถกลายเป็นเพาเวอร์แบงค์ชาร์จไฟให้กับสมาร์ทโฟนได้ด้วย สำหรับด้านในตัวลำโพงนั้นจะมีดอกลำโพงที่เรียกว่า full range ที่ทำหน้าที่ให้ความถี่ในย่านของเสียงกลางและเสียงแหลมอยู่ด้านในตัวเครื่อง 2 ตัวด้วยกัน มีขนาด 2.25 นิ้ว เล่นเสียงแบบสเตอริโอ แล้วด้านล่างของตัวเครื่องก็จะมีดอกลำโพงที่เป็นดอกแบบ woofer ที่ให้ความถี่ของเสียงต่ำหรือเสียงเบสนั้นเอง ให้มา 2 ตัว ขนาด 2.25 นิ้วเช่นกัน เท่านั้นยังไม่พอครับ มีดอกที่ให้เสียงเบสยังไม่หนักแน่นพอ ยังมีตัวช่วยในการกระพรือของเสียงเบสเพิ่มเข้ามาเป็นแบบ passive radiator อยู่ตรงกลางอีก 2 ตัวด้วยกัน ก็คิดว่าเรื่องของเบสนั้นน่าจะหนักหน่วงเอาการถ้าดูจากสเปคตรงนี้ เพราะถือว่าเป็นรุ่นแรกๆ เลยที่ Marshall เพิ่มตัว passive แบบนี้เข้ามาให้ในลำโพงแบบพกพาแบบนี้นะครับ ในเรื่องของกำลังขับนั้น เป็นแบบเพาเวอร์แอมป์คราสดี กำลังขับข้างละ 13.5 wrms สามารถตอบสนองความถี่ได้ตั้งแต่ 50 Hz – 20 kHz กันเลยทีเดียว พูดง่ายๆ ภาษาชาวบ้านก็คือในย่านต่ำถึงย่านสูง เสียงเบสจนถึงเสียงแหลม ลำโพงตัวนี้ให้เสียงได้หมดเลย แล้วใครที่กำลังหาลำโพงบลูทูธแบบพกพาง่าย ใช้งานได้นานๆ ต้องตัวนี้เลยครับ เพราะสามารถใช้งานติดต่อกันโดยใช้แบตเตอร์รี่ เมื่อเปิดเสียงระดับกลางๆ จะใช้งานได้นาน 25 ชั่วโมงติดต่อกัน แต่ถ้าเร่งสุดเนี่ย อย่างน้อยๆ สุดเลย 15 ชั่วโมแอดมินว่าใช้งานได้สบายๆ เลยนะครับ ในส่วนของการเชื่อมต่อนั้น ก็ได้แค่การเชื่อมต่อกับบลูทูธ v4.0 แล้วก็เชื่อมต่อแบบสาย AUX input 3.5 มม. เท่านั้นเองนะครับ

   เมื่อแกะกล่องออกมาก็จะมีคู่มือการใช้งานมาให้ สำหรับใครที่ใช้งานไม่เป็นก็สามารถดูคู่มือที่เป็นภาพประกอบมาให้ได้ด้วย ต่อมาก็จะมีสายชาร์จที่เป็นปลั๊กเสียบได้เลย แล้วก็มีตัวเครื่อง เท่านั้นเอง ไม่มีสาย AUX 3.5 มาให้นะครับ ตัวเครื่องก็ค่อนข้างสวยงามอย่างที่บอกไป เป็นสีแดงบุด้วยผ้ากัมมะหยี่มาด้วย ปุ่มการใช้งานอยู่ด้านบน สามารถที่จะเก็บปุ่มได้ ที่ปุ่มก็จะประกอบไปด้วยช่องเสียบ AUX input 3.5 ต่อมาก็จะเป็นปุ่มเลือกโหมดว่าจะเอาเป็นช่องสัญญาณบลูทูธหรือเป็น AUX input ถัดมาเป็นปุ่มเพิ่มลดเสียง ต้องบอกว่าทุกปุ่มสามารถกดลงไปให้เรียบไปกับตัวเครื่องได้เมื่อไม่ใช้งาน แล้วก็กดอีกหนึ่งครั้งเพื่อให้ปุ่มเด้งขึ้นมาได้ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการพกพา ถัดมาอีกหนึ่งปุ่มเป็นการปรับบ่านความถี่ ชอบเสียบทุ้มมากก็ปรับหมุนไป ชอบแบบเสียงแหลมๆ ใสๆ ก็ปรับหมุนไปหาความถี่ที่เราต้องการ ต่อมาก็จะเป็นปุ่มกดรับสายเรียกเข้าโทรศัพท์ ลำโพงพกพาตัวนี้มีไมค์โครโฟนในตัว สามารถพูด สนทนาเป็น speaker pnone ได้ด้วย แล้วก็ปุ่ม pair บลูทูธ ปุ่มสุดท้ายเป็นปุ่มเพาเวอร์ ส่วนช่องเสียบชาร์จไฟก็จะอยู่ทางด้านข้างของตัวเครื่อง ด้านหลังก็จะมี USB port ที่เอาไว้เสียบชาร์จแบตเตอร์รี่ในยามฉุกเฉินได้ด้วย แล้วก็สามารถเปลี่ยนแบตเตอร์รี่ได้เองในอนาคตด้วยถ้าเกิดว่าแบตเสื่อมนะครับ

   ในส่วนของบุคลิกเสียงในลำโพงบลูทูธตัวนี้ ก็อาจจะเหมาะกับคนที่ชอบฟังเพลงแบบเบาๆ ฟังสบาย เพลงช้าๆ ที่ให้มิติเสียงและรายละเอียดได้ครบเลย เบสนุ่มลึก แล้วก็เสียงกลางฟังชัดเจน เสียงแหลมก็ใสมากเลยทีเดียว อาจจะไม่เหมาะกับคนที่ชอบฟังเพลงประเภทหนักหน่วง เพลงเร็วแบบร็อคโหดๆ แบบนั้นไม่เหมาะ แล้วถ้าใครที่ชอบเพลงลูกทุ่งใสๆ ฟังสบายๆ ลำโพงตัวนี้เหมาะมากๆ แต่ราคาก็อย่างที่บอกไปว่าเล็กๆ แบบนี้ หลักหมื่นต้นๆ เลยทีเดียว ถ้าสนใจก็ลองไปหาฟังด้วยตัวเองกันดูได้

รีวิว Dtac Phone S1 สมาร์ทโฟน 4G ที่ราคาถูกที่สุดในตอนนี้ 2,500 มีทอน

   ถึงแม้ว่าเทคโนโลยี 4G ในบ้านเราเองตอนนี้ก็มีกันมานานพอสมควร แต่ก็มีบางคนที่ยังเข้าไม่ถึงระบบ 4G กันเนื่องจากว่าสมาร์ทโฟนที่สามารถรองรับ 4G ได้นั้นก็จะมีราคาที่ไม่ได้เบาสักเท่าไหร่ ราคาจะประมาณสัก 4 พันขึ้นไป ซึ่งบางคนก็อาจจะมีงบไม่ถึงก็เป็นได้ ล่าสุดทางเว็บไซต์ 108plaza ของเราก็ได้ทราบข้อมูลจากผู้ให้บริการ 4G จาก Dtac ว่ามีสมาร์ทโฟนที่ราคาเบาๆ สามารถให้ผู้คนที่มีงบอไม่มากนัก แต่ก็อยากจะสัมผัสกับ 4G ที่สามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ดีที่สุดในบ้านเราตอนนี้ได้ใช้งานกันในราคาประมาณ 2 พันกลางๆ อะไรแบบนี้นะครับ ก็เลยจับสมาร์ทโฟนตัวนี้มารีวิวให้เพื่อนๆ ได้ติดตามกันว่าราคามันถูก แต่จะใช้ดีหรือไม่

   Gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ Dtac Phone S1 นั้นเองครับ เป็นสมาร์ทโฟนที่เปิดตัวมาภายใต้แบรนด์ Dtac แต่จริงๆ แล้วก็จะเป็นทางฝั่งของ HTC ที่ผลิตสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ออกมานะครับ เมื่อเปิดกล้องมาดูนั้น ก็จะพบว่าอุปกรณ์เสริมที่ตัวเครื่องนั้นให้มาครบเลย ทั้งเคสกันรอยแบบพลาสติก ฟิล์มกันรอย แล้วก็สายชาร์จ หัวชาร์จ แล้วก็มีการรับประกันตัวเครื่องกันนานถึง 15 เดือน แต่ก่อนที่จะไปรีวิวเรื่องสเปค ก็มาดูการวัดคะแนนจาก antutu กันสักนิดหนึ่ง ด้วยหนาจอขนาด 4 นิ้วตัวนี้จะได้คะแนนเท่าไหร่ คะแนนก็อยู่ที่ 23720 คะแนน ก็คงพอจะรู้ว่าเป็นสมาร์ทโฟนระดับล่างนะครับ แต่อย่าไปสนใจครับ เอาเรื่องการใช้งานดีกว่า เพราะว่าแอดมินเองก็ทดสอบใช้งานผ่านตัวระบบ 4G ของทาง Dtac แล้ว การเล่นแอปต่างๆ ก็สามารถทำได้นะครับ ไม่ธรรมดา เล่นเกมส์ทั่วไปก็สามารถตอบสนองได้ดีเลย การเปิดเว็บในเบราเซอร์ google chrome ก็สามารถทำได้ด้วยก็ไม่ได้ไหลลื่นมากเท่าไหร่ แต่ก็สามารถเล่นได้แบบไม่ติดขัดอะไร สามารถเปิดวีดีโอใน facebook ก็ทำได้ดูรู้เรื่อง ภาพก็พอใช้ได้ครับ แล้วก็เปิดดูวีดีโอใน youtube อันนี้ก็สามารถใช้งานได้เช่นกัน สรุปแล้ว ก็ใช้งานดีในระดับที่ถือว่าเป็นตัวสมาร์ทโฟนรุ่นเริ่มต้นก็แล้วกันนะครับ

   สำหรับสเปคของ dtac phone s1 ตัวนี้ก็จะมาพร้อมกับชิปประมวลผลเป็น mediate MT6735m วิ่งด้วยความเร็ว 1.0 GHz แบบ 4 แกนสมอง ส่วน GPU เป็น Mali-T720 ให้ RAM 1 GB ROM 8 GB ระบบปฏิบัติการภายในนั้นยังไม่ใช้เวอร์ชั่นล่าสุด แต่ยังคงเป็นเวอร์ชั่น 5.1 lollipop เนื่องจากว่าตัวหน่วยความจำภายในตัวเครื่องนั้นให้มาน้อยนะครับ เมื่อลงแอปลงระบบปฏิบัติการแล้วเนี่ย จะเหลือเพียงแค่ 3.5 GB เท่านั้นเอง แต่ไม่ต้องกลัวครับ ทาง dtac phone s1 ตัวนี้ก็ยังสามารถที่จะเพิ่มหน่วยความจำสำรองเป็นตัว micro sd card ได้สูงสุดที่ 32 GB เช่นกันนะครับ เพราะฉะนั้นก็สบายใจได้ว่าสมาร์ทโฟนราคาไม่ได้แพงมาก จะเก็บอะไรได้เยอะไหม ได้แน่นอนครับ แต่ต้องหาซื้อเองนะครับสำหรับตัว micro sd card เพราะว่าไม่ได้แถมมาให้ในกล่องแต่อย่างใด

   เมื่อดูสเปคกันไปพอสมควรแล้ว มาดูการใช้งานกันต่อเลย สำหรับการทดสอบการ touch บนหน้าจอแล้ว ก็พบว่าสามารถ touch ได้พร้อมกันเพียงแค่ 2 จุดเท่านั้นเอง ก็อาจจะไม่ค่อยทันใจเพื่อนๆ ที่ใช้งานคร่องๆ มากเท่าไหร่นัก อาจจะช้าไปบ้างในบางเวลา ถัดมาในส่วนของความละเอียดหน้าจอที่ให้มานั้นอยู่ที่ 800*480 พิกเซล ถือว่าแสดงผลได้กลางๆ สีสันก็ปกติไม่ได้มีผิดเพี้ยนแต่อย่างใด ในส่วนของกล้องกันล้าง กล้องหลังนั้นให้ความละเอียดมาที่ 5 ล้านพิกเซล สามารถถ่ายวีดีโอได้สูงสุดที่ระดับ 720p ส่วนของกล้องหน้าให้ความละเอียดมาที่ 2 ลานพิกเซล แต่ที่ให้มาคือไฟแฟลดช์ที่ให้มาทั้งด้านหน้าและด้านหลังเลย ก็ช่วยให้ถ่ายในที่แสงน้อยได้ดีอีกนิดหนึ่ง แต่หลังจากแอดมินทดสอบก็พบว่าถ้าเปิดแฟลดช์กล้องหน้า ถ่ายในที่มึด ภาพที่ได้ก็จะไม่ดีเท่าไหร่ สีจะเพี้ยน noise บริเวณรอบๆ ก็จะเยอะตามไปด้วย แต่ก็ถือว่าถ่ายได้ในที่แสงปกติได้ดีทั้งกล้องหน้ากล้องหลังนะครับ แต่กล้องหลังเป็นแบบ fix focus ก็อาจจะทำให้การจับวัตถุในระยะใกล้ๆ มีปัญหาบ้าง

   ก็ต้องเรียนตรงๆ นะครับว่า gadget สินค้าอินเทรนด์ที่นำมารีวิวกันในครั้งนี้กับตัว dtac phone s1 ตัวนี้ที่เปิดตัวมาในราคา 2,490 บาท ที่สามารถรองรับ 4G จาก dtac ได้เนี่ยนะครับ ก็ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นเริ่มต้นของ 4G ก็แล้วกัน สำหรับคนที่ใช้มือถือราคาหลักหมื่นแล้วมาใช้ก็คงไม่เหมาะ แต่จะเหมาะกับคนสูงอายุ เด็ก หรือ คนที่ต้องการเอามาใช้งานเป็นเครื่องสำรอง ใช้งานทางด้านการโทรศัพท์เสียเป็นส่วนใหญ่ อะไรแบบนี้มากกว่านะครับ

รีวิวลำโพงบลูทูธ Monster SuperStar Bluetooth ลำโพงที่สามารถกันน้ำ กันฝุ่นได้

 

   เว็บไซต์ 108plaza ของสวัสดีกับเพื่อนๆ ที่ติดตามการรีวิว gadget ใหม่ๆ แล้วก็สินค้าที่เปิดตัวมาใหม่ ทุกชนิด ทุกยี่ห้อ ทุกรุ่นเรียกว่านำมารีวิวกันในแบบฉบับของเราเอง แต่ในตอนนี้เราอยุ่กับลำโพงบลูทูธจากแบรนด์ในฝั่งอเมริกาอย่าง Monster อีกหนึ่งรุ่นครับเพื่อนๆ ถือว่าเป็นยี่ห้อที่เราได้รีวิวกันบ่อยที่สุดเลย เพราะว่าเพื่อนๆ ขอเข้ามาเยอะว่าอยากให้รีวิวรุ่นนี้ แบรนด์นี้กันให้หน่อย ก็จัดไปตามคำขอเลยครับ

   เราอยู่กับลำโพงบลูทูธตัวนี้เลยมีชื่อว่า Monster SuperStar Bluetooth ประมาณว่าเป็นรุ่นที่โด่งดังเลยทีเดียว แต่จะดังดี ดังเพราะ ดังมีคุณภาพอย่างชื่อรุ่นจริงหรือไม่ ต้องมารีวิวกันครับ จุดเด่นอย่างแรกที่ได้สัมผัสลำโพงรุ่นนี้ ต้องบอกเลยว่าเน้นพกพาจริงๆ ครับ เพราะเมื่อเปิดกล่องขึ้นมา จับดูถือได้ถนัดมือเลยทีเดียว แล้วก็ลองเอาใส่กระเป๋ากางเกงด้านหน้าดู ใส่ได้ครับ ก็คือพกพาจริงๆ สะดวกมาก บอดี้ก็จะมีตัวซีลีโคลนครอบมาด้วย เป็นตัวกันลื่นแล้วก็กันรอยได้ด้วย กันแรงกระแทกได้ด้วย ก็เอาไปลุยๆ ได้ในระดับหนึ่ง เพราะนอกจากจะตัวเล็กแล้ว ยังได้มาตรฐาน IPx 4 ก็คือกันฝุ่นได้ กันน้ำแบบว่าสาดกระเซนมาโดนอะไรแบบนี้ได้บ้าง จะไม่พัง แต่ก็ไม่ถึงขั้นแบบว่าเปียก จุ่มน้ำ แช่น้ำ อะไรแบบนั้นไม่ได้นะครับ พัง ทีนี้มาดูเรื่องของอุปกรณ์ภายในตัวลำโพงกันบ้าง ก็จะประกอบไปด้วยดอกลำโพงหรือที่เรียกกันเป็นภาษาเทคนิคสักนิดหนึ่งก็จะเรียกว่าลำโพง full range จำนวน 2 ตัว ขนาด 1 นิ้วอยู่ด้านซ้ายแล้วก็ด้านขวา มิติเสียงก็จะเป็นแบบสเตอริโอ แล้วด้านล่างก็จะมีลำโพง passive radiator ทั้งด้านหน้าและด้านหลังอยู่ที่ 2 ตัวด้วยกัน ถัดมาในส่วนของการใช้งาน จะมีปุ่มที่มีสัญลักษณ์ให้เห็นอย่างชัดเจนเลยทีเดียว ก็จะมีปุ่มเพาเวอร์ ปุ่มเพิ่มเสียง ลดเสียง แล้วก็จะมีปุ่ม pair บลูทูธ ถัดมาก็จะมีปุ่มเป็นรูปไมค์โครโฟนอยู่ นั้นแปลว่าจะสามารถกดรับโทรศัพท์ได้ผ่านลำโพงบลูทูธตัวนี้ แล้วก็จะมีระบบป้องกันเสียง noise หรือว่าป้องกันเสียงรบกวน เสียงสะท้อน อะไรแบบนี้เวลาที่เราคุยโทรศัพท์ผ่านตัวลำโพงบลูทูธตัวนี้ อย่างเสียงเวลาที่เรากดรับโทรศัพท์ ถ้าลำโพงบลูทูธที่ไม่ได้มาตรฐานก็จะมีเสียงสะท้อนเป็นเสียงแอ็คโค่ออกมา ก็ทำให้คุยไม่รู้เรื่อง แต่ตัวนี้แอดมินทำการทดสอบคุยโทรศัพท์เรียบร้อยแล้ว ถือว่าไม่มีเสียงรบกวน คุยได้ยินชัดเจนดี ตัวไมค์โครโฟนก็ดูดเสียงและส่งไปให้ปลายสายได้ยินชัดเจนดีเช่นกัน ในส่วนนี้ถือว่าผ่านมาตรฐานการทดสอบของทีมงาน 108plaza ของเรานะครับ

   อุปกรณ์เสริมที่ให้มาในกล่อง ก็จะมีแค่สายชาร์จที่เป็น micro USB เท่านั้น ไม่มีหัวชาร์จ แล้วก็มีกระเป๋าใส่ลำโพงมาให้ แบบว่าหิ้วไปไหนได้สะดวก เป็นกระเป๋าแบบตาข่าย มีเท่านี้จริงๆ สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มา ก็มีให้มาไม่เยอะ ที่ขาดไปก็คือสาย AUX 3.5 มม. ไม่มีมาให้ ใครที่จะใช้งานแบบสายก็อาจจะต้องไปหาซื้อเอาข้างนอก ซึ่งตอนที่เปิดตัวลำโพงบลุทูธ Monster superstar รุ่นนี้ออกมา ก็มีราคาอยู่ที่ประมาณ 5,890 บาท ก็เป็นราคากลางที่เอาไว้ให้เพื่อนๆ ได้เช็คราคากันว่าไปหาร้านขายที่ให้ราคาถูกกว่านี้หรือมีการจัดโปรโมชั่นอยู่ ถ้าชอบและพอใจในเรื่องของราคา ก็สามารถซื้อหากันได้ เปิดตัวออกมาอยู่ด้วยกัน 4 สี ได้แก่ สีดำ สีขาว สีฟ้า แล้วก็สีน้ำเงิน ส่วนด้วยแอดมินบอกเลยว่าชอบสีฟ้า ค่อนข้างที่จะสวยดีเลยทีเดียว ส่วนเรื่องของมิติเสียงนั้น ถ้าถามว่าให้คะแนนเท่าไหร่จากเต็ม 10 ในราคาก็ไม่ถือว่าถูกนะครับ เล็กๆ แค่นี้ห้าพันกว่าบาทแล้ว ก็ตให้คะแนนไปที่ 8.5 แล้วกัน จุดเด่นอย่างแรกเลยที่ชอบ เสียงดังดีมากเลย เรียกว่าตัวเล็กแต่พริกขี้หนูครับ พลังเสียงบอกเลยว่าไปงาน out door เปิดกันกลางแจ้งกลางวงปาร์ตี้หรือพูดคุยกันต้องเบาเสียงเลยทีเดียว แต่มิติของเสียงถ้าเร่งสุดอาจจะฟังไม่ดูไฟเราะเท่าไหร่ หมายถึงเสียงเมื่อเร่งสุดก้ไม่แตก ไม่พล่า ไม่มัว แต่ว่ามันอาจจะดูว่าแสบหูไปนิด ด้วยมิติเสียงแหลมที่มันจัดจ้านเกินไป ไม่ค่อยใส แต่ถ้าฟังปกติ เบาๆ ชิวๆ แอดมินว่ามันดีเลย

   ในส่วนของมิติเสียงกลาง และ เสียงเบสนั้น เรียกว่าเคลียร์และฟังได้สบายหูดีมากเลย เสียงเบสก็มีความนุ่มพอมีมิติที่รู้สึกได้ เนื่องด้วยมันเป็นลำโพงขนาดเล็กนะครับ เบสกระแทกแรงๆ หนักหน่วง ก็คงไม่ใช่ ถ้าอยากได้แบบนั้นต้องไปหาที่รุ่นใหญ่กว่านี้

รีวิว DDA DM16 by MIDAS Analog Mixer สามารถใช้ได้ทั้งงาน Live และ Studio 16 input

 

   มากันอีกแล้ว! สำหรับคนรักในการทำ liv and sound แล้วก็คนที่อยากจะมีชุดเครื่องเสียงสักหนึ่งชุดเป็นของตัวเอง ในครั้งนี้แอดมินมี mixer อีกหนึ่งตัวที่ค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ที่กำลังต้องการในตลาดของ sound engineer ก็ว่าได้ เป็นมิกเซอร์แบบอานาร็อก ขนาดเล็กๆ สามารถใช้ได้ในงานเวทีที่มีเครื่องดนตรีไม่มากนักได้ แล้วก็สามารถใช้ในงานห้องสตูดิโอในการบันทึกเสียงก็ได้ด้วย น่าสนใจอย่างไร ไปดูรีวิวกันครับ

   ก่อนอื่นต้องขอเล่าถึงความเป็นมาของแบรนด์ DDA กันสักนิดหนึ่ง ถือว่าได้รับความนิยมในตลาดบ้านเรามาประมาณสักเกือบๆ 20 กว่าปีได้ แล้วถ้าใครได้เคยติดตามการรีวิว digital mixer ยี่ห้อ MIDAS ไปแล้วก็รู้จักกับแบรนด์ดังๆ ระดับสากลตัวนี้ ก็จะพอรู้ว่า DDA นั้นก็เป็นรุ่นน้องของ MIDAS ด้วยนั้นเอง ก็ต้องถือว่า DDA DM16 มิกเซอร์ตัวนี้ก็เป็นแบบอานาร็อก มิกเซอร์ ที่ใช้กันง่ายๆ ทั่วไป คือต้องบอกก่อนว่า ในยุคปัจจุบันนี้หลายคนอาจจะนิยมเล่นมิกเซอร์ที่เป็นดิจิตอลกันหมดแล้ว เพราะว่ามันมีขนาดเล็กแล้วก็ช่อง input ก็เยอะ สิ่งอำนวยความสะดวกในเชิงลึก ทั้งเรื่องของเอฟเฟค การทำกรุ๊ป การทำซาวด์เช็คต่างๆ มันก็ง่าย แต่ในความง่ายนั้นสำหรับคนที่พึ่งเริ่มหัดเล่นเครื่องเสียงหรือคนที่เก่งระดับอาจารย์แค่ไหน ก็คิดว่ายังคงชอบมิกเซอร์ที่เป็นอานาร็อกอยู่ดี เพราะว่ามันง่าย มันสามารถใช้งานได้ทันที หมุนตัวไหน ปุ่มไหน ทำอะไร กดได้เลย แต่ถ้าเป็นดิจิตตอลก็จะกดตรงนั้น ไปที่ตรงนี้ อะไรแบบนี้นะครับ

   สำหรับ DDA DM16 มิกเซอร์ตัวนี้มีทั้งหมด 12 ปรีไมค์โครโฟน แล้วก็มีอีก 2 stereo ซึ่งก็ต้องบอกว่าจุดเด่นของมิกเซอร์ตัวนี้อย่างแรกเลย ก็แน่นอนว่ามันมีขนาดที่ไม่ได้ใหญ่มาก ถ้าใครที่มีเครื่องเสียงที่รับงานเวที เครื่องดนตรีมีชุดกลอง กีตาร์ เบส คีย์บอร์ด แค่นี้รวมถึงไมค์โครโฟนอีก 2 ตัว สามารถใช้งานดนตรีได้สบายๆ เลย ในส่วนของเรื่องปุ่มปรับแต่งที่หน้ามิกเซอร์กันบ้าง เริ่มตั้งแค่ภาพค gain ก็สามารถรับย่านความถี่ต่ำๆ จนไปถึงความถี่สูงได้ ถัดมาในส่วนของภาค EQ ในมิกเซอร์ตัวนี้ก็มีให้ปรับถึง 4 ย่านด้วยกัน ก็จะมีให้ปรับแต่งได้ทั้งในย่าน low , mid-low , mid-hi , แล้วก็ย่าน hi ที่สามารถเลือกได้เลยว่าจะบูทหรือจะคัดความถี่ในย่านไหนออกไป ถัดมาในส่วนของการทำมอนิเตอร์ด้านบนเวที ก็มีมาตรฐานของการเป็นมิกเซอร์ขนาดเล็กด้วยการทีช่อง AUX มาให้ 2 AUX ด้วยกัน สามารถนำ AUX 1 ไปทำมอนิเตอร์ให้กับนักร้องที่ด้านหน้าเวที แล้วก็นำ AUX 2 ไปทำมอนิเตอร์ให้กับนักดนตรีบนเวที อย่างนี้ก็ได้ด้วยเช่นกัน แล้วสำหรับช่องเสียบ monitor ก็มีมาให้คนที่เป็น sound engineer หรือว่าคนมิกนี่แหละนะครับ ฟังจากเสียงดนตรีทั้งหมดได้ด้วยเช่นกัน นอกนั้นก้จะมีช่อง master แบบ 2 ชาแนลให้ output ไปยังเครื่องปรุงต่างๆ ปกติ ไม่ว่าจะเป็นภาค EQ ไปหายัง cross over แล้วจากนั้นก็ไปเข้าที่ power amp เพื่อแยกเสียง อะไรแบบนี้ก็ว่ากันไป ถือว่าใช้งานได้ดีเลยทีเดียวสำหรับงานดนตรีขนาดกลางนะครับ

   ข้อดีในส่วนถัดมาของมิกเซอร์ตัวนี้ก็คือว่า สามารถที่จะ insert จากตัวช่องปรีไมค์โครโฟนทั้ง 12 ชาแนล อินพุท ได้เลย ไมว่าเราจะต่อเอฟเฟคนอก ให้เลือกที่จะกลับเข้ามาในชาแนลไหนก็ได้ที่อยู่ในมิกเซอร์ตัวนี้ รวมไปถึงสามารถจะ insert ในช่อง master ก็ได้ด้วย ส่วน sound engineer ท่านใดที่อยากจะบันทึกเสียงหรือว่า record out การทำซาวด์ในแต่ละครั้งที่เล่นดนตรีเอาไว้ฟังหรือเอาไว้จัเก็บเป็นไฟล์ดิจิตอลเอาไว้ ก็สามารถที่จะทำได้เช่นกัน สำหรับคำถามที่คิดว่ามีอยู่ในใจเพื่อนๆ หลายคนที่เข้ามาอ่านรีวิวในครั้งนี้ เมื่ออธิบายสรรถคุณของมิกเซอร์ตัวนี้มาทั้งหมดแล้ว ก็คงจะอยากทราบว่า มิกเซอร์ตัวนี้มขนาดเล็กก็จริง ถามว่ามันหนักกี่กิโลกรัม คำตอบคือ หนัก 5 กิโลกรัม ก็คงไม่หนักเท่าไหร่นะครับ เชื่อว่าเพาเวอร์แอมป์ของเพื่อนๆ นั้นน่าจะหนักกว่านี้เยอะเลย ก็ถือว่าเป็นมิกเซอร์ที่เคลื่อนย้านได้สะดวกแล้วก็มีขนาดเล็กด้วย

   ทั้งหมดทั้งมวลที่รีวิวมาเกี่ยวกับ gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ DDA DM16 Analog mixer ตัวนี้ การรีวิวจะดีแค่ไหนก็ต้องเน้นย้ำว่าก่อนที่จะตัดสินใจซื้อต้องไปทดสอบใช้งานดูด้วยตัวเองกันก่อนเลยนะครับ เพราะว่ามิกเซอร์แต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อนั้นให้น้ำเสียงที่ออกมาแตกต่างกันออกไป แล้วแต่ความชอบของแต่ละท่านครับ

รีวิว HP Pavilion 15 Gaming Notebook โน๊ตบุ๊คจอใหญ่ สเปคแรง

   ใครที่กำลังมองหาโน๊ตบุ๊คสักเครื่องหนึ่ง ที่เอาไว้เล่นเกมส์โดยเฉพาะเลย เน้นที่สเปคแรงๆ หน้าจอใหญ่นิดหนึ่ง มีฟังก์ชั่นการใช้งานค่อนข้างครบ ในครั้งนี้เองทางเว็บไซต์ 108plaza ก็มีโน๊ตบุ๊คจากทาง HP อีกหนึ่งรุ่นที่เป็นโน๊ตบุ๊คสำหรับเล่นเกมสืมารีวิวให้เพื่อนๆ ได้ติกตามกันในครั้งนี้

   โน้ตบุ๊คที่ได้มารีวิวกันในครั้งนี้เป็นรุ่น HP Pavilion 15 เป็นอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ที่มีดีไซน์ก็อย่างที่เห็นในรูปตัวอย่างสินค้านะครับ ตามความคิดเห็นก็ของแอดมินเองก็บอกเลยว่าค่อนข้างสวยงาม ทีนี้มาดูดีไซน์ภายนอกกันก่อนเลยว่ามีฟังก์ชั่นอะไรให้ได้ใช้งานกันบ้าง เริ่มต้นด้วยพอร์ตเชื่อมต่อที่ให้มาในตัวเครื่องด้านขวาก่อนเลย ก็จะมี USB 2.0 1 port , HDMI 1 port, แล้วก็มีช่องระบายความร้อนอยู่ด้านข้างด้วย ส่วนด้านซ้าย ก็จะมี USB 3.0 2 port ช่องเสียบ card reader แล้วก็สามารถใช้เป็นเครื่องอ่านแผ่น ดีวีดี ซีดี ได้ด้วย แล้วก็มีช่องเสียบไฟ AC adapter ด้านล่างก็จะมีช่องระบายความร้อนต่างๆ ก็ถือว่าออกแบบมาได้ดีเลย ค่อนข้างแน่นหนา สามารถลุยๆ เล่นเกมส์กันแบบมันส์ๆ โหด ได้ดีเลยทีเดียวละ แอดมินเห็นเพื่อนๆ บางคนที่เล่นเกมส์แล้วจะชอบออกลีลาท่าทางต่างๆ กันค่อนข้างเยอะ บางทีโน๊ตบุ๊คที่อบบางอาจจะไม่ค่อยทนมือทันเท้าสักเท่าไหร่ แต่สำหรับ HP เครื่องนี้ถือว่าทนได้สบายนะครับ เมื่อเปิดฝาพับหน้าจอขึ้นมา จะเห็นว่าดีไซน์ของ HP รุ่นนี้จะออกแบบเป็นทูโทนคือสีดำ-เขียว เมื่อกดปุ่มเพาเวอร์ก็จะมีไฟสีเขียวที่ปุ่มตรงแป้นคีย์บอร์ดด้วย ดีไซน์ค่อนข้างเหมาะเลย เมื่อเปิดมาก็จะเห็นสติ๊กเกอร์บอกสเปคไว้ว่า เป็น intel core i7 generation 6700HQ สำหรับตัวการ์ดจอนั้นก็จะเป็น Nvidia gefroce GTX 950M ถ้าถามว่าการ์ดจอตัว ซี่รี่ย์ที่ขึ้นต้นด้วยเลข 9 นี่เป็นอย่างไร ในความคิดของแอดมินเคยรู้จักกับตัวการ์ดจอที่แรงกว่านี้ยังมีอยู่ แต่ไม่ใช่รุ่นนี้ แต่ถามว่าตัวซีรี่ย์ 950 แรงไหม ตอบเลยว่าแรง แต่แรงในระดับกลางๆ นะครับ ถือว่ายังไม่ที่สุดก็แล้วกัน ในส่วนของ RAM นั้นให้มาที่ 8 GB หน่วยความจำในตัวเครื่องนั้นให้มาที่ 1 TB แล้วก็มีหน่วยความจำแบบ SSD ให้มาด้วย แต่ในความคิดเห็นของแอดมินตรงนี้ก็คิดว่าตัว SSD น่าจะเหมาะกับการที่จะเอาไว้ boots ตัวเครื่องให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิมมากกว่า ไม่เหมาะที่จะเอาไว้เก็บข้อมูลที่มากนัก ก็จะทำให้สเปคนั้นทำงานได้เต็มที่มากขึ้น ส่วนของขนาดหน้าจอนั้นก็ให้มาที่ 15 นิ้วตามชื่อรุ่นที่เรียกว่า Pavilion 15 นั้นเอง ความละเอียดของหน้าจอก็เป็นแบบ IPS ความคมชัดระดับ Full HD ด้วย สีสันของหน้าจอนั้นต้องบอกเลยว่าค่อนข้างประทับใจ เพราะจอเป็นแบบ IPS ที่ทำมาได้ดีเลยทีเดียว สีสันในการเล่นเกมส์ที่มีกราฟฟิกเยอะๆ ก็จะมีดูเหมือนว่าจะแสดงผลออกมาได้ค่อนข้างเป็นธรรมชาติดีมากเลย แล้วก็ทำให้มิติของภาพนั้นไหลลื่นด้วย

   ถัดมาในส่วนของการทดสอบเล่นเกมส์ จริงๆ แล้วแอดมินและทีมงาน 108plaza ของเราได้โน๊ตบุ๊ค HP Pavilion 15 เครื่องนี้มาทำการทดสอบกันในส่วนของการใช้งานในหลายๆ ด้านมาแล้วสักระยะหนึ่ง ก็นานพอสมควร ประมาณสัก 2 สัปดาห์ก่อนที่จะมาเขียนรีวิวนะครับเพื่อนๆ จุดเด่นสำหรับคนที่ชอบเล่นเกมส์ฟุตบอลอย่าง fifa เนี่ยบอกเลยเล่นสนุกครับ เพราะแอดมินเองและทีมงานเล่นกันทุกวันเลยหลังจากที่ได้เครื่องมา ข้อดีที่ตรวจพบนั้น อย่างแรกเลย เรื่องของจอภาพ แสดงสีสันได้ไหลลื่น ไม่มีกระพริบหรือหน่วงเลยทีเดียว อย่างต่อมาคือเฟรมเลดค่อนข้างตอบสนองกับการปรับกราฟฟิกของภาพในเกมส์นั้นได้ดีเลยทีเดียว อย่างต่อมา เรื่องของเสียงลำโพงที่ได้จากตัวเครื่องเองนั้น เราไม่ได้เชื่อมต่อลำโพงข้างนอกหรือลำโพงบลูทูธแต่อย่างใดนะครับ เน้นที่ตัวลำโพงที่ตัวเครื่องเลย ก็พบว่ามีเสียงที่ค่อนข้างจะดังดีเลย มิติของเสียงอาจจะไม่สนุกเท่ากับลำโพงข้างนอกสักเท่าไหร่ เพราะจะขาดมิติของเสียบเบสไปบ้าง แต่ถือว่าเล่นเกมส์อื่นๆ ที่ไม่ใช่เกมส์ fifa ก็ได้ทุกเกมส์เลย เกมส์ออนไลน์ในประเทศไทยทุกเกมส์แอดมินว่าเล่นได้หมดไม่มีปัญหาอะไรนะครับ

   ก็ต้องถือว่า gadget สินค้าอินเทรนด์ที่ 108plaza นำมารีวิวกันในตอนนี้เนี่ย เป็น Notebook gaming อีกเครื่องหนึ่งที่เอามาเล่นเกมส์ได้อย่างดีเลยทีเดียว แต่ก็สามารถที่จะใช้งานในด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นงานตัดต่อหรืองานกราฟฟิกต่างๆ ได้ด้วย ส่วนของการใช้งานทั่วไปก็สบายมากอยู่แล้ว คือครบครันอเนกประสงค์กันเลยทีเดียว สำหรับโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ก็เปิดตัวกันมานานแล้วก็คิดว่าน่าจะมีวางขายกันในร้านไอทีทั่วไปแล้วนะครับ

รีวิว Asus zenfone Go TV สมาร์ทโฟนที่ดูทีวีดิจิตอลได้ไม่ต้องง้อเน็ตจากมือถือนิกายเซน สเปคน่าใช้ในราคา 6,000 มีทอน

 

   สำหรับตลาดสมาร์ทโฟนบ้านเรานั้น ถือว่าคึกคักมาตลอดเลย แล้วก็มีผู้ผลิตจากหลายๆ ค่ายก็ทยอยเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ กันมาแบบรายวันเลยทีเดียว แล้วล่าสุดสมาร์ทโฟนนิกาย เซนก็เปิดตัวสมาร์ทโฟนที่มาเอาใจคนรัการชอบทีวีดิจิตอลแบบไม่ต้องง้ออินเตอร์เน็ต อยู่ที่ไหนก็สามารถทีวีได้ ในชื่อรุ่นว่า Asus zenfone Go TV เปิดตัวมาแล้วในงาน TME 2016 ในช่วงที่ผ่านมาในราคา 5,990 บาท แล้วในครั้งนี้เองเว็บไซต์ 108plaza ของเราก็ได้มีโอกาสนำเจ้าสมาร์ทโฟนตัวนี้นี่แหละครับมารีวิวให้เพื่อนๆ ได้ติดตามกัน สเปคจะน่าใช้แค่ไหน มาดูกันเลย

   Gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ถือว่ามาแทนที่สมาร์ทโฟนดิจิตอลทีวีอย่างผู้ผลิตมือถือแบรนด์ไทยที่ก่อนหน้านี้ทำสมาร์ทโฟนดิจิตอลทีวีออกมาขายกัน แต่ก็หายเงียบไปสักพักใหญ่ๆ แล้ว ไม่มีมือถือรุ่นใหม่ออกมาทำตลาดเลย อย่างค่าย ไอโมบายด์ นะครับ แต่สำหรับตัว asus zenfone go tv เครื่องนี้ สิ่งที่ให้มาในกล่องก็จะมีตัวเครื่อง ตัววอล์ชาร์จ สายชาร์จ แล้วก็คู่มือการใช้งาน เท่านี้เองที่ให้มาในกล่อง สำหรับตัวเครื่องที่เห็นจุดเด่นอย่างแรกเลยที่ไม่ได้มีเขียนเอาไว้ในสเปคก็คือ ตัวเครื่องนั้นจะรองรับการ OTG หรือการเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายนอกอย่างตัว flash drive ที่เป็นการเสียบเข้ากับ OTG ได้ด้วย นอกจากนี้ก็ยังสามารถใช่งานแบบ OTG ร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ มากมาย อย่างเช่นตัวไฟ LED หรือ จะใช้เป็นการชาร์จแบตให้กับมือถือเครื่องอื่นเป็นแบบเพาเวอร์แบงค์ก็ทำได้เช่นกัน แต่ความจุของแบตเตอร์รี่ zenfone go tv นั้นที่ให้มาก็ได้มากมายอะไร ก็มีความจุแค่ 3100 mAh เท่านั้นเอง ก็พอที่จะชาร์จเป็นเพาเวอร์แบงค์ได้บ้างในกรณีฉุกเฉินจริงๆ อะไรแบบนั้นมากกว่า ถัดมาในส่วนของการใช้งานในโหมด ดิจิตอล ทีวี นั้น หลังจากที่แอดมินเองได้ทำการทดสอบใช้งานมาสักระยะหนึ่ง เกือบๆ 2 สัปดาห์ ก้ได้ทดสอบในการดูทีวีดิจิตอลในบ้านเราได้ทั้งหมดเลประมาณ 40 กว่าช่องเนี่ยนะครับ แล้วบางคนสงสัยว่าพื้นที่อย่างที่อยู่นอกเมือง ที่สัญาณภาคพื้นที่เป็นทีวีดิจิตอลยังไม่ครอบคลุมเท่าไหร่เนี่ยนะครับ ก็จะมีปัญหาอยู่บ้างเหมือนกัน ก็คือจะสแกนหาช่องไม่เจอ จับสัญญาณไม่ได้ แต่แอดมินเองได้ทดสอบแล้ว ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาอะไร ถือว่าใช้งานได้ดีเลยทีเดียวสำหรับการดูทีวี เมื่อเราเสียบสายสัญญาณที่ให้มาในกล่องแล้ว จะเป็นสายสัญญาณที่เสียบเช้าทางตัวช่องเสียบหูฟังนะครับ จากนั้นเราก็ทำการสแกนค้นหาช่องสถานีต่างๆ ก็ใช้เวลาครั้งแรกอาจจะสแกนนานนิดหนึ่ง แต่พอสแกนเจอทั้งหมดแล้วก็เข้ากดดูตามช่องได้เลย พบว่าเมื่อกดเปลี่ยนช่องดูไปหลายๆ ช่องก็ทำได้ดีครับ รวดเร็วดีมากเลยในการเปลี่ยนช่องต่างๆ แล้วก็ที่สำคัญ ใครที่ไม่อยากจะพลาดทุกรายการที่ออกอากาศไป เราสามารถที่จะกดบันทึกวีดีโอนั้นได้จากรายการที่ออกอากาศอยู่ในขณะนั้นได้ ส่วนจะบันทึกได้นานแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของหน่วยความจำของเราที่ใส่เข้าไปน้นเอง เบื้องต้นจะสามารถบันทึกได้อย่างน้อย 14 ชั่วโมงขึ้นไปนะครับ ก็ถือว่าตอบโจทย์ในการดูทีวีดิจิตอลอย่างมากเลย เรื่องของสีสันของภาพ และ ในส่วนของลำโพงที่ให้เสียงมานั้น ต้องบอกว่าเป็นหน้าจอ IPS ที่แสดงผลได้ในระดับที่ดีเลยทีเดียว เสียงของลำโพงก็ดังใช้ได้ ถ้าอยู่บริเวณข้างนอกที่มีเสียงรบกวนเยอะๆ ก็ใช้งานได้สบาย

   เมื่อดูการใช้งานเบื้องต้นกันไปแล้ว แอดมินจะพาไปดูเรื่องของสเปคคร่าวๆ กันบ้างว่าในราคา 5,990 บาทเนี่ยนะครับจะน่าซื้อหรือไม่ มาพร้อมกับขนาดหน้าจอ 5.5 นิ้ว เป็นหน้าจอที่มีความคมชัดระดับ HD 720p ตัวหน้าจอนั้นเป็นกระจก gorilla glass 3 ถัดมาในส่วนของชิปประมวลผลเป็น Qualcomm snapdragon 400 แบบ quad core 4 แกนสมอง วิ่งด้วยความเร็ว 1.4 GHz ส่วนของ GPU เป็น adreno 306 ให้ RAM 2 GB ROM 16 GB และมีให้เลือกอีกหนึ่งรุ่นเป็นตัว ROM 32 GB แต่ทั้งสองรุ่นก็สามารถที่จะเพิ่มหน่วยความจำภายนอกหรือว่า micro sd caed ได้สูงสุดที่ 64 GB ถัดมาในส่วนของกล้องนั้น กล้องหน้าจะให้ความละเอียดมาที่ 5 ล้านพิกเซล f/2.0 แล้วก็กล้องหลังเป็นแบบ PixelMaster คือเลือกตั้งค่าได้ 2 ระดับ ความละเอียดที่ 8 ล้านพิกเซลและ 13 ล้านพิกเซล f/2.0 เช่นกัน

   ก็ต้องบอกว่าหลังจากที่ทดสอบใช้งานกันมาสักระยะหนึ่งแล้ว gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ ก็คงจะเด่นไปในเรื่องของดิจิตอลทีวีเสียเป็นส่วนใหญ่ที่ตรงตามชื่อรุ่น ส่วนการใช้งานอื่นๆ ก็อยู่ในระดับกลางๆ แล้วความเป็น asus นิกายเซน อย่างที่ใครๆ รู้ดีและพูดกันในสังคมออนไลน์ต่าๆง ก็มีพอมีอารมณ์นั้นอยู่บ้าง สำหรับอาการหน่วงเป็นบางครั้ง ก็ลองไปทดสอบด้วยตัวเองกันดูได้ในราคาที่ไม่ได้สูงมากนัก

รีวิว Casio G-SHOCK GULFMASTER GN-1000 จุดเด่นอยู่ที่สายและราคาไม่ถึงหมื่น

   สำหรับแฟนพันธ์แท้ของ G-shock ต้องห้ามพลาดกับการรีวิวอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์จากทาง casio นะครับ เพราะในครั้งนี้ 108plaza ของเราได้รรับนาฬิการุ่นหนึ่งจากท่านผู้ที่ใจดี นำนาฬิกาใหม่แกะกล่องมาให้เรารีวิว จะเป็นรุ่นไหนอย่างไร ไปดูกันครับ

   เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ได้เห็นรูปตัวอย่างสินค้ากันไปแล้ว เรียกว่าสวยงามถูกใจผมและคาดว่าน่าจะถูกใจใครหลายๆ คนเลยทีเดียว วันนี้เราอยู่กับ G-shock รุ่น GULFMASTER GN-1000 ครับ เป็นรุ่นที่ซอยย่อยมาอีกทีหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนกับ g-shock เองจะแบ่งรุ่นย่อยๆ ออกมาทำตลาดกันเยอะเลยทีเดียวในปีที่ผ่านมา แล้วตัวนี้ก็ต้องบอกว่าเป็นรุ่นที่ซอยย่อยลงมาให้คนที่มีงบต่ำกว่าหมื่นบาทเนี่ยได้ลองซื้อไปเล่น ไปใช้งานกันได้สบายๆ แล้วก็สวยด้วย เรื่องการใช้งานเนี่ยผมบอกได้เลยว่ามีฟังก์ชั่นครบครันเลยทีเดียว แล้วก็รุ่นอื่นๆ ที่เป็น series gulfmaster ก็มีอีกหลายๆ รุ่นด้วยเช่นกัน แล้วก็ตัวอื่นๆ ราคาก็สูงกว่าหลักหมื่นแน่นอน แต่ผมเลือกรุ่นย่อยตัวนี้ก็เพราะว่าราคามันเบาๆ ที่สุดแล้วนะครับ ซึ่งรุ่นนี้ก็ออกมาพร้อมกันให้เลือกอยู่ 3 สี 3 แบบ ด้วยกัน ก็จะมีสีแรกเลย เป็นแบบทูโทน สีน้ำเงินแดง ที่เป็นลายของ เป๊ปซี่ แล้วก็แบบที่สองเป็นสีเหลือง แล้วก็แบบที่สามเป็นสีน้ำเงินล้วน ต้องบอกว่าตอนที่ได้รุ่นนี้มาแล้วได้สัมผัสครั้งแรกเลย หลังจากที่แกะกล่องขึ้นมาดู เป็นกล่องเหล็กนะครับ ในกล่องก็มีคู่มือการใช้งาน มีใบรับประกันว่าเป็นของแท้มาเรียบร้อย เรารีวิวกันของแท้นะครับ ไม่มีของหิ้ว ของมิเลอร์ อะไรแบบนั้นไม่เอา สัมผัสแรกเลยเนี่ยนะครับ ก็คงเป็ฯที่การจับที่สายของนาฬิกา มันรู้สึกว่ามันนุ่มมากเลย นุ่มแบบว่าใส่สบาย ใครที่มีออาการแบบว่าแพ้สายนาฬิกา จะเป็นผื่น คัน อะไรแบบนี้นะครับ แต่ถ้าได้ใส่นาฬิการุ่นนี้ผมว่าไม่แพ้แน่ๆ เพราะดูวัสดุที่นำมาทำสายมันดีมากเลย ผมก็เคยจับนาฬิกา g-shock มาก็หลายๆ รุ่น แต่ตัวนี้ผมชอบตรงสายนี่แหละครับ มันนุ่ม เบา ใส่สบาย ไม่ได้นุ่มแบบว่าอ่อนยวบยาบ แบบนั้นไม่ใช่นะครับ ด้วยความที่ว่าสายมันนุ่มใส่สบาย ผมก็เลยสงสัยก็เลยไปหาข้อมูลจากทางผู้ผลิตมา ก็ได้คำตอบมาว่านาฬิการุ่นนี้ สายเค้าทำมาจากวัสดุที่เค้าเรียกว่า ซอฟโพลีเทน ที่มันมีความเบา บาง แล้วก็นุ่ม ผมค่อนข้างชอบครับ มันใส่สบายจริงๆ ต้องยกนิ้วให้เลยในนาฬิการุ่นนี้ บรรยายเรื่องายไปเสียเยอะเลย ทีนี้มาดูเรื่องของฟังก์ชั่นการใช้งานกันบ้างนะครับ ก็ต้องถือว่ามันมีให้เราได้ใช้งานกันครบเลย ตั้งแต่เรื่องของการบอกอุณหภูมิได้ด้วย ถ้าเราใส่เอาไว้ที่ข้อมือเรา มันก็จะบอกอุณหภูมิที่ตัวเรา แต่ถ้าเราถอดเอาไว้ มันก็จะบอกเป็นตัวอุณหภูมิห้อง ณ ขณะนั้น ให้เราได้ทราบ แล้วก็มีบอกทิศให้ด้วย มีเข็มทิศมาให้ แล้วก็สามารถบอกข้างขึ้น ข้างแรม มาให้ด้วย บนตัวเรือนหน้าปัดนาฬิกาก็จะมีเป็นรูปพระจันทร์แบบเต็มดวงหรือว่าครึ่งเสี้ยว อะไรแบบนั้นนะครับ แล้วก็สามารถบอกน้ำขึ้น น้ำลงหรือทะเลได้ด้วย ใครที่อยู่ทะเล สามารถเอาไปใช้ได้ด้วย นี่ก็เป็นฟังก์ชั่นแบบคร่าวๆ ที่นอกเหนือจากการบอกวันที่และเวลาได้ หน้าตาของตัวนาฬิการุ่นนี้ มันดูเหมือนจะคล้ายๆ กับหุ่นยนต์เหมือนกัน ก็ดูวัยรุ่นเลยนะครับ ใครใส่ก็ให้อารมณ์แบบว่าดูลุยๆ สปอร์ตๆ นิดหนึ่งนะครับ

   ในเรื่องของการใช้งานในปุ่มต่างๆ บนตัวเรือนนาฬิกาเนี่ยนะครับ ปุ่มทางซ้ายมือตัวบนเนี่ย จะเป็นการกดเพื่อเปลี่ยนดูวันที่ เวลา หรือวินาที ที่เป็นตัวดิจิตอล ที่นาฬิการุ่นนี้จะบอกเราได้ทั้งที่เป็นเข็มหรือว่าอานาร็อค กับ ที่เป็นตัวเลขแบบดิจิตอล ก็ดูทันสมัยดี ถึงแม้ว่าจะเปิดตัวกันมาในช่วงปลายปี 2015 ที่ผ่านมานะครับ มาถึงตอนนี้ก็ประมาณ 5 เดือนได้แล้ว แต่ถ้าใครซื้อตอนนี้ก็ถือว่ายังไม่ตกเทรนด์ ถัดลงมาอีกหนึ่งปุ่มทางซ้าย จะเป็นการกดเพื่อดูอุณหภูมิ ซึ่งถ้าเราถอดไว้แล้วพึ่งมาใส่ เราจะต้องทิ้งไว้สักครุ่หนึ่งถึงจะวัดอุณหภูมิในตัวเราได้ ปุ่มถัดมาเป็นเป็นปุ่มกดเพื่อดูเข็มทิศ แล็วก็ดูน้ำขึ้น น้ำลง แล้วก็จะมีตัวเซนเซอร์วัดอุณหภูมิอยู่ที่ด้านข้างตัวเรือน นาฬิการุ่นนี้สามารถกันน้ำได้ 20 บาร์ หรือว่าความลึกที่ 200 เมตร

   ก็เป็นอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ที่มาริวิวกันในครั้งนี้ ที่ผมเองก็ค่อนข้างชอบเป็นการส่วนตัวด้วยนะครับ ใครที่อยากได้เป็นเจ้าของก็ลองไปหาซื้อกันดูตามร้ายขายนาฬิกาชั้นนำ แล้วก็ต้องดูว่ามีใบรับประกันแล้วก็ดูว่าเป็นของแท้ด้วยรึเปล่านะครับ

Preview XIaomi Mi Bunny SmartWatch สีสันสวยงามสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เปิดตัวแล้วที่ประเทศจีน

   ก็ต้องบอกว่าเดี่ยวนี้นะครับ เหล่าบรรดา gadget สินค้าอินเทรนด์ของคนไอที ที่เป็นเรื่องของนาฬิกาอัจฉริยะ smartwatch ต่างๆ รวมไปถึงตัวที่เป็น fitness tracker ต่างๆ มีเปิดตัวแล้วก็วางขายกันอย่างมากมายเลยทีเดียว แต่ทั่วไปอย่างที่เห็นกันอยู่ในตลาดไอทีตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าจะมีแต่กลุ่มลูกค้าที่เป็นของผู้ใหญ่ครับ ดังนั้น ก็มีผู้ผลิตสินค้าไอทีแบรนด์อินเตอร์จากจีนแบรนด์หนึ่ง ได้ทำการเปิดตัว smartwatch เพื่อใช้สำหรับเด็กโดยเฉพาะเลย แล้วก็ได้เปิดตัวมาอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย ซึ่งในครั้งนี้ 108plaza ก็จะได้นำเอารายละเอียดการเปิดตัวเบื้องต้นมามาอัพเดทให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันก่อนใครๆ ในบ้านเราเลยทีเดียวครับ แต่จะเป็นแบรนด์อะไร สินค้าเป็นแบบไหน จะน่าใช้สำหรับเด็กหรือไม่ ไปดูกันครับ

   Wearable ที่เราจะพรีวิวกันก่อนใครในครั้งนี้มาจาก Xiaomi นั้นเองครับ ล่าสุดได้ทำการเปิดตัว smartwatch สำหรับเด็กโดยเฉพาะ โดยมีตัวอย่างสินค้าอย่างที่เพื่อนๆ ได้เห็นกันอยู่ในรูปด้านบนนี้นะครับ มีชื่อว่า Mi Bunny is a children ตัวนี้นี่แหละครับ เรียกว่าสีสันสวยงามก็คิดว่าเด็กๆ คงจะชอบกันนะครับ ซึ่งการทำงานของ Mi bunny ตัวนี้จะมีระบบรองรับการทำงานหรือการเชื่อมต่อแบบทั้งที่เป็น wifi และก็ Bluetooth ด้วย รวมไปถึงตัวที่เป็น GPS ติดตามตัวได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีปุ่มฟังก์ชั่นการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือแบบฉุกเฉินหรือที่เรียกว่าปุ่ม SOS ได้อีกด้วยแล้วก็พร้อมกับการบันทึกเสียงสั้นๆ แบบไม่กี่นาที เพื่อพูดเข้าไปเป็นประโยคสั้นๆ ได้พอเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตัวเด็กเอง แล้วจากนั้นก็ส่งไปหาผู้ปกครองเพื่อของ่ความช่วยเหลือต่อไปนั้นเองนะครับ โดยตัว mi bunny smartwatch ตัวนี้จะสามารถรองรับการใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนที่มีระบบปฏิบัติการ Android 4.2 ขึ้นไป โดยตัว smartwatch เครื่องนี้จะมาพร้อมกับความจุของแบตเตอร์รี่ขนาด 300 mAh อีกด้วย แล้วก็สามารถที่จะเปิดเครื่องสแตนบายได้เป็นเวลาถึง 6 วันด้วยกัน ส่วนน้ำหนักของตัว smartwatch เรือนนี้จะมีน้ำหนักเบาเพียง 37 กรัมเท่านั้น ก็เชื่อว่าเมื่อใส่เอาไว้ที่ข้อมือของเด็กแล้ว เด็กจะไม่รำคาญแล้วก็ถอดทิ้งไปก่อนแน่นอน เพราะมันมีน้ำหนักเบา แล้วก็ใส่สบาย ตัวสายรัดข้อมือนั้น ทาง xiaomi เองก็บอกว่า ทำมาจากตัวซีลีโคลนที่เป็นแบบป้องกันการแพ้หรือการเกิดผื่นคันของเด็กที่แพ้ง่ายได้ด้วย ซึ่งก็เชื่อว่า เมื่อเปิดตัวพร้อมจำหน่ายในบ้านเราแล้ว จะได้นำมารีวิวกันจริงๆ นะครับ

   ซึ่งทาง xiaomi เองก็ได้เปิดเผยมาพร้อมกับราคาของตัว mi bunny smartwatch เรือนนี้ด้วยราคาอยู่ที่ 299 หยวน ถ้าคิดเป็นเงินไทยแล้ว ก็อยู่ราวๆ ประมาณ 1 พันกว่าบาทเท่านั้นเอง แต่เมื่อเข้ามาในบ้านเราจริงแล้ว จะอยู่ที่ราคาเท่าไหร่นั้น ต้องติดตามกันอีกที แล้วจะเข้ามาในบ้านเราหรือไม่ อันนี้ยังไม่มีความชัดเจนจากบริษัท xiaomi ประเทศไทยนะครับ ซึ่งรายละเอียดต่างๆของตัว mi bunny นั้นก็ยังถูกเปิดเผยออกมาเพียงเท่านี้เองนะครับ แต่ถ้าตามที่เราได้วิเคราะห์กันแล้ว จะมีตัวนาฬิกาของเด็กที่เป็นอีกหนึ่ง wearable ที่ใช้แบรนด์ว่า imoo ที่เราเคยรีวิวไปแล้วเมื่อประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมานั้น ก็ต้องบอกว่าตัว mi bunny นาฬิกาอัจฉริยะ เพื่อเด็กตัวนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวที่ราคามันไม่แพง แต่ก็สามารถติดตามตัวลูกน้อยเวลาที่ไปโรงเรียน หรือ จะพาไปเดินห้างสรรพสินค้า หรือ บริเวณที่มีผู้คนเยอะๆ บางทีอาจจะดูแลลูกน้อยหรือว่าบุตรหลายได้ไม่ดีพอ ก็สามารถใส่ gadget ตัวนี้เอาไว้ที่ข้อแขนของเด็กได้ ในกรณีที่เด็กโตพอคุยรู้เรื่องแล้ว เราก้จะต้องสอนวิธีการใช้งานเบื้องต้นที่ต้องขอ่ความช่วยเหลือแบบฉุกเฉินจะต้องทำอย่างไร จะต้องกดปุ่มไหน อะไรแบบนี้ให้เด็กทราบด้วย เพื่อการใช้งานที่ถูกต้อง แล้วก็คุ้มค่ามากที่สุดนั้นเองครับ

   ก็ต้องถือว่า gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ เป็นอีกหนึ่ง wearable ที่พัฒนาขึ้นมาให้มีการใช้งานที่ผ่านขึ้น แต่สำหรับข้อมูลที่เปิดเผยมานั้นดูเหมือนว่าจะให้ใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนทาง android เท่านั้นในตอนนี้ แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าจะสามารถใช้งานกับทางฝั่งสมาร์ทโฟนในระบบปฏิบัติการ IOS และ windowsphone ได้ด้วยหรือไม่ แต่ถ้ามีรายละเอียดเพิ่มเติมอย่างไรเกี่ยวกับข้อมูลสินค้าตัวนี้ ทางทีมงาน 108plaza จะนำมาอัพเดทให้เพื่อนๆ ได้ทราบกันอีกต่อไปครับ เพื่อนๆ สามารถเข้าไปกด like เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสาร การอัพแดทสินค้าไอทีและ wearable ใหม่ๆ กันได้ที่ facebook//108plaza ของเรานะครับ ใครที่ยังไม่ได้กด like อย่าลืมเข้าไปกดเพื่อเป็นกำลังใจให้เรากันด้วยนะครับ