รีวิวท้าชน Pablet หน้าจอใหญ่เบิ้มระหว่าง Asus zenfone 3 Ultra vs Samsung galaxy A9 Pro แล้วจะเลือกตัวไหนดี แล้วจะเลือกตัวไหนดี

 

   ยุคนี้สมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่ ตัวเครื่องเบา บาง ขอบจอบาง พกพาไม่ได้ยากนัก เป็นอะไรที่มาแรงสุดๆ และค่อนข้างได้รับความนิยมสุดๆ ด้วยในตลาดสมาร์ทโฟนตอนนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเรียกว่า Pablet ก็คือหน้าจอจะไม่ได้ใหญ่เกินกว่าขนาด 7 นิ้ว ถ้าใหญ่เกินนั้นจะเรียกว่า Tablet นั้นเอง ดังนั้น gadget สินค้าอินเทรนด์ที่เรานำมาท้าชนกันถึง 2 รุ่นใหญ่ๆ ในตอนนี้ที่นี่ 108plaza ก็คือสมาร์ทโฟนที่เปิดตัวมาในช่วงเดียวกัน ในปี 2016 ที่ใช้ซีพียูตัวเดียวกัน ไปดูกันว่าระหว่าง Asus zenfone 3 ultra กับ Samsung galaxy A9 Pro คุณจะเลือกตัวไหน

   ก่อนอื่นเราบอกราคาก่อนเลยดีกว่า zen 3 ultra ราคาอยู่ที่ 21,990 บาท ส่วน A9 Pro นั้นอยู่ที่ 15,900 บาท ราคาต่างกันประมาณ 6 พันบาทเลยทีเดียว ฉะนั้น ใครมีงบน้อยเลือกตัว A9 Pro ไปได้เลย แต่ถ้าใครมีงบที่จะไปสู้ตัว zen 3 ultra ได้ ก็อ่านกันต่อไป แล้วก็ค่อยมาเปรียบเทียบกันว่าจะเลือกตัวไหนดีนะครับ

   สาเหตุที่แอดมินเลือกมาท้าชนกันนั้น มันเป็นสมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่เบิ้มทั้งคู่ แล้วสเปคมันแรงด้วยกันทั้งคู่ คือถ้าอยากได้แท็บเล็ดหรือมือถือจอใหญ่ สเปคแรงๆ ก็ต้องหันมามอง 2 รุ่นนี้ ตัวชิปประมวลผลนั้นทั้งคู่เป็น snapdragon 652 วิ่งด้วยความเร็ว 1.8 GHz แล้วก็ให้ RAM 4 GB ทั้งคู่ แต่จะต่างกันที่ ROM 64 GB สำหรับตัว zen 3 ultra ส่วน A9 Pro ROM 32 GB แต่ทั้งคู่เพิ่มเมมโมรี่การ์ดได้ทั้งคู่มีช่องแยกใส่ต่างหากไม่ใช่ไฮบริจ รองรับ 2 ซิมการ์ดทั้งคู่ 4G LTE ด้วย เป็น Android 6.0 ทั้งคู่ด้วย

   ถัดมาในส่วนที่ต้องตัดสินใจ ถ้าคุณเป็นคนชอบหน้าจอใหญ่ๆ ก็ต้องเลือก asus เลยเพราะหน้าจอขนาด 6.8 นิ้ว เกือบๆ จะเป็นแท็บเล็ดแล้ว เป็นหน้าจอแบบ IPS ซึ่งหลายคนที่ชอบหน้าจอ super amoled อยู่แล้วอาจจะถอยไปเลือ A9 Pro ที่มีขนาดเล็กกว่านิดหนึ่ง 6 นิ้ว แต่เรื่องของสีสันจอแอดมินเองก็ชอบจอของ Samsung ที่สีสันสดใส มองแล้วมันเนียนตา แต่ก็ขึ้นอยู่กับความชอบของบุคคลนะครับ asus เองทำหน้าจอออกมาก็ไม่ขี้เหร่ อยู่ในขั้นดีมากเลยความคมชัดหน้าจอก็ Full HD เช่นกันด้วย แน่นอนว่าตัว asus จะมีขนาดที่ใหญ่นิดหนึ่ง อาจจะรู้สึกว่าพกยากไปบ้าง ใส่กระเป๋ากางเกงก็ยากหน่อย แต่รู้สึกว่า เมื่อยกขึ้นมาจับ ตัว asus จะเบากว่าตัว A9 Pro ตรงนี้อาจจะทำให้รู้สึกว่ามันถือสะดวกกว่าถึงแม้ว่าจะใหญ่กว่าก็ตามแต่ สำหรับการใช้งานได้นานนั้นความอึดของแบตไม่ต่างกันมาก รวมๆ แล้วใน 1 วันเต็มๆ แบตเหลือแน่นอน asus ความจุแบตที่ 4850 mAh ตัว A9 Pro 5000 mAh ต่างกันไม่มาก

   เรื่องของสเปคกล้องหน้าก็เกือบจะเท่ากันทั้งหมด ความละเอียด 8 ล้านพิกเซลทั้งคู่ ถ่ายวีดีโอได้สูงสุดที่ระดับ Full HD ทั้งคู่ แต่จะต่างกันตรงที่ค่า f ของ A9 pro จะน้อยกว่านิดหนึ่งคือ f/1.9 ส่วน asus จะมีค่า f/2.0 ซึ่งหลังจากทดสอบแล้วกล้องหน้า A9 pro คิดว่าน่าจะถูกจริต ถูกใจสาวๆ มากกว่า แต่ก็มีข้อเสียตรงที่มันถ่ายยาก มือต้องนิ่ง แต่ตัว asus จะถ่ายง่ายกว่า ไม่ค่อยมีปัญหาถ่ายอย่างไงก็ชัด แต่เซลฟี่อาจจะต้องไปแต่งในแอปเพิ่มนิดหน่อย รวมๆ แล้วกล้องหน้าก็พอๆ กันเลย ตัวไหนก็ได้ แต่จุดเด่นที่ asus เป็นต่ออยู่บ้าง ก็คือ เป็นพอร์ด USB Type C แล้ว และ มาพร้อมกับเทคโนโลยีลำโพงคู่ ที่ให้เสียงดังมากกว่า มีมิติเสียงที่ดีกว่าตัว A9 pro อยู่ค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว

   มาดูในส่วนกล้องหลังกันบ้าง ต้องบอกว่า asus กล้องหลังเป็นต่อ A9 pro อยู่มากเลยทีเดียว มาพร้อมกับสเปค 23 ล้านพิกเซล ขนาดของเซนซอร์จะใหญ่กว่า มีขนาด ½.6 นิ้ว f/2.0 ส่วน A9 pro จะมีความละเอียดแค่ 16 ล้านพิกเซล ขนาดเซนเซอร์เล็กกว่านิดหน่อยอยู่ที่ ½.8 นิ้ว f/1.9 แล้วก็มีระบบกันสั่นเป็น OIS ทั้งคู่ด้วย แต่ตัว asus จะเหนือกว่ามากเลย ตรงที่ระบบกันสั่นจะเป็นแบบ 4 แกน ซึ่งจะมีแกนกันสั่นทั้งแนวตั้งและแนวนอน แต่ A9 pro จะมีกันสั่นแค่แนวนอนเฉยๆ ดังนั้น ในเรื่องของการถ่ายภาพนิ่ง ถ่ายวีดีโอ ตัว asus จะได้ภาพที่นิ่งกว่า ชัดกว่า แล้วก็ถ่ายง่ายกว่า ตัว A9 pro อาจจะต้องใช้ความนิ่งของมือมากหน่อย ภาพถึงจะชัดเจน

   สรุปการท้าชนสมาร์ทโฟนทั้ง 2 รุ่นนี้ที่นำมาท้าชนเป็นอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ที่นำมารีวิวกันเลย ซึ่งอย่างแรกใครที่มีงบพอถึง 2 หมื่นบาท แล้วอยากได้สเปคแรงๆ หน้าจอใหญ่ กล้องก็ดี มีฟังก์ชั่นที่ครบ ก็เลือก asus แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้ามั่นใจในศูนย์บริการและเป็นแฟนของนิกายเซนอยู่แล้ว ก็เลือกได้เลย แต่ถ้าใครอยากจะประหยัดเงินไว้ 6 พันบาท แต่สามารถใช้งานได้ไม่ต่างกันมากนัก ก็เลือกตัว A9 pro แล้วเอาเงินที่เหลือไปทำอย่างอื่น แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว ถ้าชอบตัวไหนมากกว่ากันก็จัดตัวนั้นเลย

รีวิว SoungMagic E10C หูฟังที่มีการการันตีคุณภาพจาก What Hi-Fi ว่าเป็นหูฟังระดับ 5 ดาว มันจะดีอย่างไรไปดูกัน

 

   ใครที่กำลังมองหาหูฟังดีๆ สักหนึ่งคู่ เพื่อที่จะใช้ในการฟังเพลงคู่กับสมาร์ทโฟนก็ได้ หรือว่า จะใช้กับเครื่องเล่นต่างๆ เพื่อที่จะใช้ฟังเพลงแบบ Hi-Fi คือเป็นแบบหูฟังสำหรับคนที่หูเทพ ฟังเสียงแบบเทพๆ ออก แล้วก็เน้นการฟังแบบมีรายละเอียดของเสียงเพลงเยอะๆ ในการรีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ของเราในครั้งนี้ ก็เลยมีหูฟังตัวนี้เลย SoundMagic รุ่น E10C ที่ได้รับรางวัลการการันตีจาก What Hi-Fi เป็นนิตยสารที่ทำรีวิว gadget ต่างๆ ที่มีความเชื่อถือในระดับโลก ให้การการันตีเอาไว้ ฉะนั้น เรื่องของคุณภาพเสียงหูฟังรุ่นนี้ได้รับการการันตีเป็นระดับ 5 ดาว แต่จะ 5 ดาวอย่างไรต้องมาพิสุจน์กันเลย

   สำหรับตัว SoundMagic E10C หูฟังตัวนี้จะมีเปิดตัวออกมาให้เลือกใช้งานกันทั้งหมด 4 สีด้วยกัน ก็จะมี สีดำ สีเงิน สีทอง แล้วก็สีน้ำเงิน ซึ่งรุ่น E10C ก็เป็นตัวที่พัฒนาเพิ่มขึ้นมาจากเดิม ก็คือจะสามารถใช้ร่วมกับสมาร์ทโฟนทั้งฝั่ง IOS และ Android ได้เลย แล้วก็จะมีไมค์โครโฟน ปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงเข้ามา สามารถเป็นแบบ small talk ได้เลย แต่รุ่นเดิมจะฟังเพลงได้อย่างเดียว การดีไซน์ก็อย่างที่เพื่อนๆ เห็นในรูปด้านบน มันก็เป็นหูฟังแบบ in ear ที่ออกแบบสายมาให้มีความคงทน ใช้งานก็สมบุกสมบันได้เลย ไม่ขาดง่ายแน่นอน ข้างในกล่องก็จะมีตัวกระเป๋าใส่หูฟังชิ้นเล็กๆ มาให้ด้วย เวลาที่พกพาใส่กระเป๋าเดินทางหรือว่าพกไปตามที่ต่างๆ ก็จะไม่ทำให้สายขาดได้ง่าย ถ้าใส่ถุงหูฟังที่ให้มา ก็จะช่วยยึดอายุการใช้งานไปได้นานเลย สิ่งที่ให้มาเยอะเลยก็คือตัวจุกซิลีโคลนที่เอาไว้เลือกให้เหมาะกับขนาดหูของแต่ล่ะคน มีมาให้เลือกใช้งานกันมากถึง 7 คู่ รวมทั้งที่อยู่ติดกับตัวหูฟังมาแล้ว นอกจากนั้น ในกล่องก็ยังให้ตัวแปลงเป็นแจ็คแปลงสัญญาณ ซึ่งจะเรียกว่าตัวแด็กซ์แปลงสัญญาณ สำหรับคนที่ชอบฟังเพลงแบบขั้นสูงจริงๆ แค่ความดังในกำลังขับของตัวสมาร์ทโฟนหรือเครื่องเล่นทั่วไป เสียบแล้วฟังเฉยๆ มันไม่สะใจ ไม่ดังพอ ไม่มีรายละเอียดมากพอ อุปกรณ์จำพวก แด็กซ์ ภาคขยายที่จะมาช่วยทำให้เสียงมันมีความดังและก็ใช้ในการแปลงไฟล์เพลงทั่วไปให้เป็นไฟล์เพลงที่มันละเอียดมากขึ้น ก็จะมีแถมมาให้ในกล่องเลย อย่างที่บอกไว้ว่า หูฟังคู่นี้ รุ่นนี้ มันเหมาะกับคนทั่วไปที่ชอบฟังเพลงจากสมาร์ทโฟน จากเครื่องเล่นปกติ เสียบฟังเพลงเฉยๆ ก็ใช้ได้ คุณภาพเสียงที่ได้ก็จะดีในระดับหนึ่ง แต่ถ้าอยากให้ดีๆ ดีมากๆ ขึ้นไปอีก ก็ต้องไปหาซื้อตัวแด็กซ์ภาคขยายอย่างที่แอดมินบอกไปเมื่อสักครู่ ก็จะมีขายแยกต่างหากอยู่ แต่ต้องบอกว่าคุณต้องเป็นคนหูเทพจริงๆ นะครับ คือแยกเสียงออกว่าแบบนี้ดีหรือไม่ดี แต่ถ้าเราทั่วไป มีเสียงเบสมาเต็ม เสียงร้องได้ยินชัดเจน ดังเพราะ ไม่บาดหู เสียงแหลมใสๆ หูฟังตัวนี้ก็ตอบโจทย์ได้แบบไม่ต้องไปเสียเงินเพิ่มแต่อย่างใด

   แอดมินเองก็ไปอ่านข้อมูลการรีวิวจากต่างประเทศมา เกี่ยวกับตัวหูฟังรุ่นนี้ ที่เป็นสายถัก จะสังเกตว่าถ้าเราใช้หูฟังที่เป็นสายถัก มันมีความทนทานก็จริงอยู่ มันไม่ขาดง่าย สายจะไม่ขาดใน แต่เมื่อใช้ไปนานๆ สายถักเมื่อโดนเหงื่อ มีการใช้งานไปนานๆ สายจะแข็ง จะม้วนเก็บยาก นี่คือปัญหาของสายถักทั่วไป แต่พอไปอ่านรีวิวในต่างประเทศที่เค้าใช้มานานๆ ก็มีการรีวิวมาตรงกันว่าสายถักของหูฟังรุ่นนี้ไม่แข็ง จะอ่อนนิ่มอยู่ปกติ ก็ถือว่ามันเป็นส่วนดีที่ทางผู้ผลิตใช้วัสดุที่ดีกว่าที่มีขายกันในท้องตลาดบ้านเรา ตัวสายหูฟังที่ให้มาก็มีความยาวที่ 1.2 เมตร ที่ตัวหูฟังก็จะมีบอกว่าเป็นข้างซ้ายหรือข้างขวาอย่างชัดเจน พยายามใช้งานให้ถูกข้างด้วยนะครับ เพื่อเสียงที่ได้จะมีคุณภาพและมิติเสียงที่ดี

   จุดเด่นอีกหนึ่งอย่างของ gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ ก็คือ การตอบสนองความถี่ที่รองรับได้ในย่านที่ต่ำมากๆ เชื่อว่าหาได้ยากเลยสำหรับหูฟังทั่วไป ก็คือจะได้ตั้งแต่ 15Hz ไปจนถึงย่านความถี่สูงๆ ที่ 22kHz เลยทีเดียว เพราะฉะนั้น ใครที่ชอบเสียงเบสแน่ๆ ย่านต่ำมากๆ หูฟังตัวนี้เอาอยู่ ราคาก็ประมาณไม่เกิน 1,4xx บาท ถือว่าสเปคดีแบบนี้ ราคาไม่แพงแบบนี้ ก็ลองไปหาฟังด้วยตัวเองกันดูได้เลย

 

รีวิว RHA S500 หูฟังที่ราคาเบาที่สุดจาก RHA แบรนด์มาแรงจากอังกฤษ

 

   หลังจากที่ 108plaza ของเราได้ทำการรีวิวหูฟังแบรนด์น้องใหม่ที่พึ่งเข้ามาทำตลาดในบ้านเรา ที่เป็นหูฟังระดับพรีเมี่ยม ราคาไม่ได้สบายกระเป๋ามาก แต่มาด้วยการออกแบบ ดีไซน์เสียง ระบบเสียงต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะแบรนด์อย่าง RHA กันไปแล้ว ก็ถือว่าในตอนที่ผ่านมาเป็นหูฟังรุ่นท๊อปไปแล้ว แต่ก็มีเพื่อนๆ ถามกันเข้ามาทาง inbox ในเพจ 108plaza ของเราว่าหูฟังแบรนด์นี้มีรุ่นอื่นที่ราคาเบาๆ แต่คุณภาพไม่ต่างกันเยอะเท่าไหร่ พอมีหรือไม่ แอดมินก็เลยไปจัดการสรรหาหูฟังรุ่นน้องอย่างตัวนี้เลย RHA S500 รุ่นน้องสุดของค่ายมารีวิวกันในตอนนี้

   สำหรับหูฟัง in-ear ตัวนี้ก็จะมีจุดเด่นอยู่ที่เป็นรุ่นน้องสุดที่มีราคาถือว่าเบาที่สุดในแบรนด์ RHA แล้ว แต่ถามว่าราคาอยู่ที่เท่าไหร่ แล้วเบาจริงหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าราคาไม่ได้เบามาก เอาเป็นว่าหลักพัน ราคาก็จะอยู่กลางๆ สักนิดหนึ่ง จุดเด่นอย่างแรกเลยที่ RHA ทำขึ้นมาก็คือ ตัวบอดี้ที่เป็นอะลูมีเนี่ยมอัลลอย มีน้ำหนักที่เบา แล้วก็แข็งแรง พร้อมกับการทำสีและยิงโลโก้ด้วยเลเซอร์มาอย่างดี ไม่หลุด ไม่ลอก ใครที่เป็นนักสะสมหูฟังเกรดพรีเมี่ยมเนี่ยนะครับ RHA ก็ถือว่าเป้นอีกหนึ่งแบรนด์น่าสะสมมากเลยทีเดียว

   ถามว่าการที่เป็นรุ่นน้องสุดแบบนี้ ราคาก็จะถูกกว่ารุ่นพี่ใหญ่ แต่มีอะไรบ้างที่จะเทียบกับรุ่นพี่ไม่ได้ อย่างแรกเลย ก็คงเป็นเรื่องของขนาดไดเวอร์ที่เล็กลง อย่างต่อมา ก็คือขนาดของสายหูฟังที่ไม่ได้เส้นใหญ่ หนา อย่างกับรุ่นพี่ แต่ถามว่าคงทน แข็งแรง หรือไม่ ก็ถือว่าใช้งานทั่วไป ฟังเพลง แต่อาจจะไม่ได้ลุยๆ เหมือนกับรุ่นพี่มากนัก ต้องใช้ความระมัดระวังการใช้งานสักนิดหนึ่ง เท่านี้ก็สามารถใช้งานได้ยาวๆ กันเลยทีเดียว ซึ่งตัวหูฟังเองก็ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของตัวหูฟังที่เป็นการดีไซน์ระบบห้องเสียงและแหล่งกำเนิดเสียงภายในที่เหมือนกับรุ่นพี่อยู่เช่นกัน ซึ่งก็จะแตกต่างจากหูฟังธรรมดาๆ ทั่วไปที่มีไดเวอร์ให้เสียงที่เป็นเส้นตรงจ่อเข้ารูหูเลย แต่การดีไซน์รูปแบบใหม่ของ RHA นั้นมีการเรียนแบบเครื่องดนตรีเครื่องเป่า ที่มีการนไดเวอร์หันเข้าข้างใน แล้วก็มีท่อนำเสียงที่วนกลับออกมายังด้านนอกแล้วก็เข้ารูหูเรา ทำให้มีห้องเสียงที่กว้างและยาวกว่าหูฟังรุ่นทั่วไป ตรงนี้ยังมีการสัมผัสได้ถึงคุณภาพเสียงที่แตกต่างกันอยู่มาก ซึ่งถามว่าจำเป็นไหมที่ต้องเป็นคนหูเทพ ฟังและเล่นเครื่องเสียง เล่นหูฟังมานานๆ ถึงจะเหมาะกับการใช้งานหูฟังรุ่นนี้ คำตอบคือไม่จำเป็น เพราะคนทั่วไปที่ปกติฟังจากหูฟังบ้านๆ ทั่วไป แล้วก็มาทดสอบฟังหูฟังจาก RHa นี้ ก็เห็นถึงความแตกต่างและรู้สึกได้ถึงคุณภาพเสียงที่เปลี่ยนไปได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว ดังนั้น หูฟังรุ่นน้องสุดอย่าง RHA S500 ตัวนี้มันก็สามารถใช้งานได้ในกลุ่มคนทุกกลุ่มที่อยากจะมีหูฟังดีๆ สักคู่หนึ่ง เอาไว้ฟังเพลงโดยเฉพาะเลย แต่ไม่อยากจะเสียงเงินมากนัก ก็ไปหาลองหูฟังรุ่นนี้กันดูได้

   สำหรับในกล่องของหูฟัง in-ear ของ RHA S500 ตัวนี้ ก็จะมีอย่างแรกเลยที่ให้มา ตัวจุกหูฟังที่เป็นแบบซีลีโคลนแต่ละไซต์มาให้เลือกใช้งานกัน มีทั้งหมด 5 ขนาด รวมที่ตัวหูฟังด้วย แล้วก็มีจุกหูฟังแบบ 2 ชั้นอีก 1 คู่ เพื่อเปลี่ยนให้ใช้งานได้อย่างหลากหลาย และก็จะได้เสียงที่แตกต่าง ถัดมา ก็จะมีหูฟังที่จุดเด่นนอกเหนือจากที่ได้กล่าวไปแล้ว ตัวขั้วแจ็ค 3.5 มม. ก็จะมีสปริงครอบทับอยู่ เพื่อการใช้งานที่ทนทานขึ้น บางคนชอบเอาเครื่องเล่นเพลงหรือสมาร์ทโฟนใส่ในกระเป๋ากางเกง ถ้าไม่มีตัวสปริงที่ขั้วแจ็ค สายจะชอบขาดใน พัง ใช้งานไม่ได้ แต่ RHA รุ่นน้องสุดตัวนี้ก็มีมาให้เช่นกัน สุดท้าย ตัวกล่องใส่หูฟังที่เป็นซิบปิด-เปิด ด้านในก็จะมีคลิปหนีบมาให้ เอาไว้สำหรับปนีบกับปกเสื้อนั้นเอง

   สำหรับบุคลิกเสียงของหูฟังที่นำมาเป็น gadget สินค้าอินเทรนด์ในตอนนี้ ต้องบอกว่าเสียงที่ได้ยินในหูฟังคู่นี้ เป็นเสียงแบบแฟลดซ์ เสียงแบบแฟลดซ์คืออะไร ก็คือว่า เป็นเสียงที่ไม่ได้ผ่านกมาปรับแต่ง เน้นเสียงที่ออกมาธรรมชาติ ไม่ได้เพิ่มให้เบสมันหนักแน่นหรือดังมาก ไม่ได้เน้นไปที่เสียงแหลมจัดๆ แต่เน้นครบทุกย่านเสียง แบบมีรายละเอียดของเครื่องดนตรีครบถ้วน เสียงร้องชัดเจน ใครชอบหูฟังที่ให้เสียงแบบนี้ก็ลองไปหาซื้อ หาทดสอบใช้งานกันได้

Review BOBOVR Z4 Virtual Reality แว่น VR ราคาเบาๆ จับต้องง่าย

 

   เรื่องของแว่น VR ในปี 2016 นี้ กำลังมาแรงแซงหน้าเทคโนโลยีอื่นๆ และ gadget สินค้าอินเทรนด์ อื่นๆ แต่ว่าแว่น VR ที่เปิดตัวออกมาในแบรนด์ดัง ก็จะมีราคาที่ค่อนข้างจะแพง บางตัวก็มีราคาถึงหลักหมื่น ดังนั้น การที่คนทั่วไปที่อยากจะลองใช้งานเพื่อความบันเทิง เพื่อการดูหนัง เล่นเกมส์ ที่เป็นระบบ Virtual Reality นั้นก็เข้าถึงได้ยากขึ้น แต่ใน 108plaza ตอนนี้ก็นำเอาแว่น VR ราคาเบาๆ อีกหนึ่งรุ่นมารีวิวกัน จะเป็นตัวไหนนั้นไปดูกันเลย

   นี่คือแว่น VR ที่มาจากแบรนด์ BOBOVR รุ่น Z4 นั้นเอง รูปร่างหน้าตาของแว่น VR ก็จะเป็นอย่างที่เพื่อนๆ เห็นกันในรูปตัวอย่างสินค้าด้านบน เรื่องของดีไซน์ก็จะเป็นแว่น VR ที่ค่อนข้างใหญ่สักนิดหนึ่ง แต่มันสามารถรองรับสมาร์ทโฟนได้ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ และก็ทุกฝั่ง ไม่ว่าจะเป็น IOS หรือ Android แล้วก็จะรองรับสมาร์ทโฟนที่มีหน้าจอใหญ่ที่สุดถึง 6 นิ้ว ส่วนใครที่ใช้จอใหญ่กว่านี้ก็จะไม่รองรับ แต่สมาร์ทโฟนที่นำมาใช้คู่กับแว่น VR ตัวนี้ ต้องดูด้วยว่ามือถือของคุณเอง มีโหมด VR หรือไม่ด้วยนะครับ ส่วนใหญ่ถ้ามือถือราคาหมื่นกลางๆ ขึ้นไปก็จะมีตัวเซนเซอร์ VR รองรับมาหมดแล้วนะครับ นอกจากนั้นอุปกรณ์เสริมที่ต้องดูหรือต้องเช็คตอนที่เราจะไปซื้อแว่น VR ของ BOBOVR ตัวนี้ก็คือ เรื่องของรีโมทควบคุมหน้าจอสมาร์ทโฟนนั้นเอง ซึ่งบางร้านหรือบางเว็บที่ขายออนไลน์ก็จะแถมรีโมทมาให้ด้วย แต่บางทีก็อาจจะไม่แถมมาต้องซื้อแยก ก็ลองไปหาร้านที่มีแถมและเปรียบเทียบราคากันได้ เพราะเราต้องใช้ตัวรีโมทควบคุมหน้าจอสมาร์ทโฟนเราด้วย สามารถใช้ได้ทั้ง IOS และ Android เช่นกัน เนื่องจากว่า แว่น VR ตัวนี้เราต้องเอามือถือเข้าไปในแว่น ถ้าจะควบคุมก็ทำไม่ได้ จำเป็นต้องมีรีโมทนั้นเอง แต่สิ่งที่แถมมาให้แน่ๆ ก็คือหูฟังที่ให้เสียงได้คุณภาพก็อยู่ในระดับปานกลาง ไม่ถึงกับดีมาก ก็พอจะฟังได้ แถมมาให้ด้วยในกล่อง ที่ตัวแว่น VR ด้านบนจะมีปุ่มปรับระยะสายตาของแต่ละคน ใครสายตายาว สายตาสั้น ก็สามารถหมุนปรับระยะได้ที่ด้านบนแว่น ถัดมาตัวแว่นเองก็มีสายรัดหัวที่เป็นตัวโฟมบุนุ่มมาให้ด้วย ซึ่งแอดมินเองก็ทดสอบใช้งานมาสักระยะหนึ่งแล้ว ก็สามารถใช้งานได้นาน เกินกว่า 1 ชั่วโมงขึ้นไป ก็ไม่รู้สึกหนีบหัวแต่อย่างใด แต่ต้องบอกก่อนว่า สายจะหนีบหัวหรือไม่หนีบนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะแว่น VR มันคือแว่นที่จะทำให้เรานั้นเห็นภาพแบบ 360 องศา หรือ รอบตัวเอง ดังนั้น ใครที่ไม่เคยเล่นแว่นแบบนี้หรือเคยใช้งานมาก่อน จะมีอาการเวียนศรีษะ เหมือนจะอาเจียนได้ ก็ต้องระวังกันด้วยในการใช้งานช่วงแรกๆ ที่ยังไม่ชีน เดี่ยวจะเกิดอุบัติเหตุหกล้มกันได้ง่ายๆ นะครับ

   สำหรับวิธีการใช้งานก็ไม่ได้ยากอะไร ขั้นแรกเราก็กดปุ่มเปิดเครื่องที่แว่น VR ก่อน จากนั้นเราก็นำเอามือถือเราเนี่ยนะครับ เอาไปใส่ที่ตรงด้านหน้าของแว่น จะมีช่องให้เลือกปรับตามขนาดตัวเครื่องหรือขนาดหน้าจอมือถืออยู่ แล้วก็หนีบตัวเครื่องเอาไว้ให้แน่น แล้วก็ปิดฝาแว่น จากนั้น เราก็ทำการเสียบหูฟัง เพื่อที่จะฟังเสียงต่างๆ ถัดมาก็เป็นการเชื่อมต่อรีโมทควบคุมหน้าจอมือถือ การเชื่อมต่อก็จะผ่านบลูทูธ เราต้องเปิดบลูทูธมือถือเราก่อนด้วยก่อนที่จะเอาตัวเครื่องเข้าไปที่ข้างในแว่น พอเสร็จแล้วเราจะเลือกใช้งานอะไรบ้าง ถ้าดูหนัง ดูคลิป ก็ไปหาดาวน์โหลดไฟล์ที่เป็น VR มาดูได้ มันก็จะเห็นภาพที่เป็นสองจอแบบ 360 องศาเลย แต่ตอนที่เราสวมแว่น VR ไปนั้น อาจจะต้องปรับระยะสายตาให้พอดี ให้รู้สึกว่าดูแล้วสบายตามากที่สุดก่อน จะดูหนัง เล่นเกมส์ ก็สามารถเลื่อนหรือเลือกใช้งานได้จากตัวรีโมทควบคุมได้เลย

   แต่สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่มีสมาร์ทโฟนรุ่นเก่านิดหนึ่ง หรือ ตัวเครื่องไม่รองรับ VR mode ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะแอดมินเองก็ไปลองหาวิธีมาให้แล้ว เดี่ยวนี้จะมีแอปพลีเคชั่นมาคอยควบคุมเป็น VR Player อะไรแบบนี้ก็มีหลากหลายแอปมากเลย ก็มีทั้งแบบฟรีและไม่ฟรี ก็ลองไปดาวน์โหลดมาติดตั้งแล้วก็ลองเล่นกันดูได้ สำหรับคนที่มีมือถือที่ไม่รองรับ VR นะครับ แต่ใครที่ใช้ไอโฟนจะมีเซนเซอร์ที่รองรับทุกรุ่นเลย ใช้ได้สบายๆ

   สำหรับราคาของแว่น VR ที่นำมาเป็นอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ ก็จะมีราคาวางขายอยู่ประมาณ 1,4xx บาท ก็ลองไปเปรียบเทียบราคาหรือโปรโมชั่นหรือของแถมกันได้ ราคาไม่แพงแต่ก็มีการใช้งานที่ถือว่าเป็นการทดลองใช้งานในโหมด VR แบบเบื้องต้น

สำหรับคนรัก Galaxy Note ถ้ามี Note 2 3 4 5 ควรเปลี่ยนมาเป็น Note 7 ดีหรือไม่ ที่นี่มีคำตอบ

 

   ล่าสุดก็อย่างที่เป็นข่าวฮือฮากันในช่วงนี้เลย กับการเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงของทาง Samsung ที่ชิงเปิดตัวก่อนค่ายคู่ปรับตลอดกาลอย่าง Apple ที่จะเปิดตัว iPhone 7 มาในเดือนกันยายนนี้ ถ้าใครที่มีความคิดว่าเบื่อ Android แล้ว อยากจะเปลี่ยนมาใช้ IOS บ้าง ก็ต้องรอกันอีกนิดหนึ่งนะครับ แต่ถ้าใครที่ใช้ Android อยู่แล้วและไม่อยากเปลี่ยน หรือ ใช้ IOS เบื่อแล้ว อยากเปลี่ยนมา android บ้าง แล้ว Note 7 ที่เปิดตัวมาแล้ว ฟี่เจอร์เด็ดๆ ก็เผยมาหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปรอ iPhone 7 แล้ว ก็ลองเข้ามาอ่านข้อมูลเกี่ยวกับ gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้กันว่า Samsung galaxy note 7 เราควรเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนดี

   ซึ่งในช่วงที่เปิดตัว Note 7 มานั้นก็มีกระแสที่แรงพอสมควร ก็ทำให้มีเพื่อนๆ เข้ามาถามทาง inbox ของเว็บไซต์ 108plaza ของเรากันมากมายเลยว่า ควรเปลี่ยนสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ไปใช้ Note 7 ดีหรือไม่ ในราคาที่เกือบๆ 3 หมื่นบาทเนี่ยนะครับ มันก็เป็นเงินไม่ใช่น้อยๆ เพราะฉะนั้น ในบทความของเราตอนนี้ก็เลยมีคำตอบให้เพื่อนๆ แบบนี้ว่า ประการแรก ถ้าคุณใช้สมาร์ทโฟนเครื่องเก่ามานานเกิน 3 ปีแล้ว แล้วมีงบพอ คำตอบคือควรเปลี่ยน ต่อมา ถ้าใครที่ใช้ Note ตัวแรกเลย ก็ควรเปลี่ยน หรือ Note 2 ก็ควรเปลี่ยน เพราะว่ามันนานเกินไปแล้ว

   ทีนี้มาที่ Note 3 ใครที่รักในตระกูล Note ทั้งหลาย ใช้งานมาโดยตลอด แล้วก็คิดที่จะใช้ในตระกูลนี้ต่อไปเพราะว่ามันมีปากกาเนี่ยนะครับ ใครที่มีงบพออยากจะเปลี่ยนก็ควรเปลี่ยน เพราะว่าจาก Note 3 มาเทียบกับ Note 7 ก็ถือว่ามีการอัพเกรดอะไรเพิ่มขึ้นมามากพอสมควร ทั้งเรื่องของฟี่เจอร์ต่างๆ เรื่องของกล้องที่อัพเกรดขึ้นมาใหม่ ตัวสเปคก็มีการอัพเกรดขึ้น วัสดุ บอดี้ต่างๆ ก็มีการอัพเกรดขึ้น ดังนั้น ใครที่ใช้ Note 3 อยู่ตอนนี้ แล้วคิดว่ามีงบพอที่จะเปลี่ยน แอดมินฟันธงเลยว่าควรเปลี่ยนครับ

   แต่ถัดมา สำหรับคนที่ใช้ galaxy note 4 อยู่ มันก็มีประเด็นที่ให้ต้องคิดหนักและลังเลอยู่เหมือนกัน ว่าควรเปลี่ยนหรือไม่ควรเปลี่ยนดี เพราะตอนที่ตัว Note 5 ออกมาใหม่ๆ หลายๆ คนก็ใช้ Note 4 เหมือนเดิมเลย เพราะว่ารุ่นใหม่ที่ออกมามันไม่สามารถเพิ่มเมมโมรี่ได้ แล้วก็ไม่สามารถถอดแบตเตอร์รี่ได้ แล้วก็ใช้ได้แค่ 1 ซิมการ์ดเท่านั้นสำหรับในตัว Note 5 ก็ถือว่ามันกักสเปคพอสมควร อะไรแบบนั้น ก็เลยไม่อยากจะเปลี่ยน แต่ทีนี้ พอมาเป็น Note 7 มันรองรับ 2 ซิม มันใส่เมมโมรี่ได้แล้ว แต่มันถอดแบตไม่ได้ แต่ก็เพิ่มความจุแบตมาให้ แล้วก็มีระบบชาร์จไวด้วย เพราะฉะนั้น คนที่ใช้ Note 4 อยู่ตอนนี้ แอดมินให้คำแนะนำว่า ขึ้นอยู่กับความต้องการเหล่านี้ครับ ถ้าคุณมีงบพอ ถ้าคุณต้องการอัพเกรดตัวเอง บอดี้สวยขึ้น เครื่องหรูหราขึ้น ฟี่เจอร์เด็ดๆ ก็มีมากขึ้นกว่า Note 4 แล้วกล้องก็ดีขึ้นกว่าเดิมด้วย มีสแกนม่านตา สามารถกันน้ำได้ มีปากกาที่เขียนได้ดีขึ้นกว่าเดิม ฉะนั้น ถ้าคิดว่ามีงบพอ ไม่เดือดร้อน แล้วก็สามารถใช้งานฟี่เจอร์เหล่านี้ได้ครบถ้วย ก็จัดไปอย่ารอช้า เปลี่ย่นได้เลย

   มาถึงคนที่ใช้ Note 5 อยู่ตอนนี้ คิดหนักเลย ว่าควรเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนดี หลายคนบอกว่าพึ่งไปถอย Note 5 มาเมื่อไม่นานมานี้เอง ในช่วงลดราคาก่อนเปิดตัว Note 7 เอาล่ะสิงานนี้ ทำอย่างไรดี บอกตามตรงเลยครับว่า ถ้าเพื่อนๆ มีเงินพอ งบมี ถึงแม้ว่าพึ่งใช้ Note 5 แต่พอไปเห็น Note 7 ใจเรียกร้องอยากได้ ก็จัดไปอย่ารอช้า แต่สำหรับคนที่เน้นความคุ้มค่าเป็นหลักล่ะทำอย่างไรดี เพราะ Note 5 กับ Note 7 สเปคและฟี่เจอร์มันไม่ได้ห่างกันมากแบบที่ต้องหวือหวาเลย สเปคจาก RAM 3 ไป 4 แค่นั้นเอง เรื่องของกล้องก็ใกล้เคียงกันมากเลย ไม่ได้โดดเด่นไปกว่ากันมากสักเท่าไหร่ สิ่งที่เปลี่ยนก็แค่กันน้ำได้ s pen ดีกว่านิดหน่อย

   แอดมินของสรุปแบบนี้แล้วกันสำหรับ gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ ถ้าใครที่ใช้ Note 5 อยู่ หรือ ใครที่กำลังมองหา galaxy Note อยู่ ไม่อยากจะเสียเงินมาก ไปซื้อ Note 7 ที่ราคาค่อนข้างสูง ก็มีงบน้อยนิดหนึ่ง ตอนนี้ราคา Note 5 ก็ลดลงมาแล้ว แล้วคนที่มี Note 5 อยู่แล้ว ยังใช้ได้ดีอยู่ งบจะซื้อใหม่ก็ยังไม่ค่อยมี คำตอบคือใช้ Note 5 ไปก่อนได้อีกนานเลย เพราะบอดี้ก็โลหะคล้ายๆ กัน แต่ใครที่อยากได้มือถือที่มีปากกา แล้วงบน้อยก็อย่างที่บอกไป ไปซื้อ Note 5 มาใช้ก็ยังถือว่าไม่ตกเทรนด์ ทุกอย่างก็ยังรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดีเหมือนกัน

รีวิวกระเป๋ากล้องแบบเป่แนวแฟชั่นกันน้ำได้ Besnfoto BN-2028 ใส่ได้ทั้ง ipad , notebook , เอกสารและกล้องหรือเสื้อผ้าก็ใส่ได้ อเนกประสงค์

 

   108plaza ร้านค้าออนไลน์ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ในครั้งนี้เราก็มีกระเป๋ากล้องอีกหนึ่งรุ่นจากแบรนด์ Besnfoto มาทำการรีวิวกัน จัดได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์ที่กำลังมาแรง และ กำลังเป็นที่ต้องการของผู้ที่ชอบถ่ายรูป อาจจะใช้กล้องตัวใหญ่ๆ กล้อง DSLR ที่มีเลนส์หลายๆ ตัว หรือจะเป็นกล้องแบบ mirror less ที่เอาไว้เดินทางไปท่องเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ที่มีต้องอุปกรณ์ไอทีอื่นๆ เอกสารสำคัญ เสื้อผ้า เครื่องแต่งกายต่างๆ สามารถนำใส่กระเป๋าเป่ใบนี้ ใบที่แอดมินนำมารีวิวกันในตอนนี้ได้เลย จะเป็นรุ่นไหนอย่างไร ดีไซน์จะสวยงามแค่ไหน ไปติดตามกันเลย

   กระเป๋ากล้องที่เพื่อนๆ เห็นในรูปตัวอย่างสินค้าด้านบนนี้มีชื่อรุ่นว่า Besnfoto BN-2028 เป็นกระเป๋าเป่แบบกันน้ำได้ ก็เหมาะกับการหาซื้อมาใช้ในช่วงฤดูฝนแบบนี้เลยทีเดียวนะครับ ก็เป็นกระเป๋าที่มีฟังก์ชั่นหลักๆ เลยก็คือเป็นกระเป๋ากล้องนั้นเอง เนื้อผ้าก็ถือว่าคุณภาพดีมากๆ เลย แล้วก็มีเรื่องของดีไซน์ที่ดูแล้วไม่เป็นทางการสักเท่าไหร่ ไม่ได้เน้นที่ดีไซน์เป็นกระเป๋ากล้อง แต่เน้นการดีไซน์เป็นแนวแฟชั่น ที่สามารถใช้ไปเที่ยวได้ ใช้ไปทำงานได้ในกลุ่มคนที่ไม่ต้องการให้ดูเป็นทางการมากนัก น้ำหนักของตัวกระเป๋าก็ไม่ได้หนักมา มีการดีไซน์เส้นสายต่างๆ ให้ดูสวยงาม

   มาดูการใช้งานของกระเป๋ากล้องรุ่นนี้กันบ้าง เริ่มจากด้านหน้าของกระเป๋าจะมีช่องเล็กๆ ที่เอาไว้ใส่พวกฝาครอบเลนส์ เอาไว้ใส่อุปกรณ์ต่างๆ แบบชิ้นเล็กๆ แต่แอดมินเองไม่แนะนำให้ใส่สิ่งของมีค่าอย่างเช่น มือถือ กระเป๋าสตางค์ อะไรแบบนี้ เพราะอย่าลืมว่าเวลาที่เราสะพายหลัง กระเป๋ามันจะไปอยู่ข้างหลังเรา อาจจะโดนแอบขโมยไปได้ง่ายๆ โดยที่เราไม่รู้สึก่ตัว ก็อาจจะต้องเก็บสิ่งของมีค่าไว้ด้านในที่เปิดยากๆ สักนิดหนึ่ง ด้านข้างของกระเป๋าจะมีสายรัดกันปริ คือเมื่อเราใส่ของมากเกินไป ตัวซิบอาจจะปริหรือแตกได้ถ้าไม่ใช้สายรัดด้านข้างให้กระเป๋ามันรัดตัวมันเองเอาไว้ ก็สามารถช่วยยึดอายุการใช้งานของซิบไปด้วยในตัว ถัดมาอีกหนึ่งช่องกระเป๋าที่เป็นช่องใหญ่พอสมควร จะมีผ้าคลุมกันฝนมาให้อีกหนึ่งชิ้น เพื่อป้องกันเวลาฝนตกหนักๆ อาจจะทำให้กระเป๋าเปื้อนได้ ก็อาจจะใช้ผ้าคลุมกันฝนที่ให้มาคลุมอีกหนึ่งชั้น ซึ่งในช่องนี้จะสามารถใส่ ipad ได้ด้วย มีความกว้างความยาวที่จะ ipad รุ่นปกติได้ ภายในก็จะมีฟองน้ำบุนุ่มมาให้ด้วย ก็สามารถช่วยซับแรงกระแทกได้ระดับหนึ่ง ด้านบนของกระเป๋าก็จะมีหูจับแบบบุฟองน้ำแบบนุ่มเอาไว้เช่นกัน ถัดมาอีกหนึ่งช่อง จะเป็นช่องใหญ่ ช่องหลักเลยที่สามารถใส่ของได้เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นกล้อง โน๊ตบุ๊คขนาด 14 นิ้วก็ใส่ได้ รวมไปถึงเสื้อผ้าก็ใส่ได้ประมาณ 4 ชุดได้สบายๆ ถ้ากล้องไม่ได้ใหญ่มาก เนื่องจากว่าในช่องหลักด้านในจริงๆ แล้วจะมีเป็นซอฟต์บล็อกอีกหนึ่งชั้น ที่สามารถดึงออกมาแล้วก็จัดวางเรียงอุปกรณ์จำพวกกล้องต่างๆ ได้ รวมไปถึงจำพวกสิ่งของเล็กๆ ปากกา พาสสปอร์ต เอกสารสำคัญต่างๆ ก็ใส่เอาไว้ที่ช่องหลักได้เลย ก็จะปลอดภัยมากกว่า แต่ก็ไม่ได้มากมายเท่าไหร่ ต้องใช้การระวังตัวเป็นพิเศษถ้าอยู่ในพื้นที่ผู้คนเยอะๆ นะครับ

   ข้อดีของกระเป๋ารุ่นนี้ก็คงจะเป็นที่ตัวซอฟต์บล็อก ที่สามารถดึงออกมาเป็นกระเป๋าอีกหนึ่งใบได้เลย สำหรับที่จะเอไว้ใส่กล้องโดยเฉพาะ เพราะตัวซอฟต์บล็อกอย่างที่บอกไปว่ามันสามารถดึงออกจากกระเป๋าใหญ่มาได้ แล้วมันจะมีสายสะพายข้างมาให้ด้วย ถ้าเราต้องการจะหยิบใช้งานกล้องอย่างเดียวตอนเราไปเที่ยว สามารถดึงตัวซอฟต์บล็อกตัวนี้อกมาอย่างเดียวได้ เพราะเนื้อผ้าก็เป็นเนื้อผ้าแบบเดียวกับตัวกระเป๋า สามารถกันน้ำได้เช่นกัน แล้วก็สามารถกันกระแทกได้ด้วย มีการบุฟองน้ำแบบนุ่มมาให้ด้วย รอบๆ ตัวซอฟต์บล็อกก็จะมีกระเป๋าเล็กๆ รอบๆ ตัวที่เอาไว้ใส่ฝาเลนส์ ใส่ที่ชาร์จแบต หรือ อุปกรณ์อื่นๆ เล็กๆ ได้เลย ถ้าเป็นกล้อง DSLR ตัวใหญ่ๆ ก็จะได้ประมาณ 1 ตัวกับชุดเลนส์อีก 1 ชุดได้สบายๆ เลย

   กระเป๋ากล้องรุ่นนี้ก็จัดได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์ที่ประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย ก็ลองเข้าไปเลือกซื้อ เลือกชม แล้วก็เลือกช็อปปิ้งออนไลน์กันได้ที่เว็บไซต์ของเราที่ 108plaza ได้ตลอดเวลา รวมไปถึงใครที่อยากจะติดตามความเคลื่อนไหว การจัดโปรโมชั่นดีๆ และการแจกรางวัลต่างๆ ให้ได้ร่วมสนุกกัน ก็สามารถเข้าไปกดไลท์แฟนเพจของเราได้ที่ 108plaza เช่นกัน รวมไปถึงช่องทางติดต่อสื่อสารต่างๆ อีกมากมาย รับรองได้ว่ามีอะไรเด็ดๆ รอทุกท่านอยู่แน่นอน่ครับ

รีวิว Zhiyun Z1 Smooth-C อุปกรณ์ที่จะช่วยให้การ Live ผ่านโซเชียลด้วยกล้องมือถือให้ภาพนิ่งขึ้น ดู smooth ขึ้น ภาพไม่สั่น แพนได้ตามต้องการ

 

   ยุคนี้ใครๆ ก็พากันถ่ายทอดสดผ่านทางวีดีโอของตัวเอง หรือการ Live สดนั้นเอง ก็มีหลากหลายช่องทาง ทั้ง facebook , youtube, instragrame หรือช่องทางโซเชียลอื่นๆ มากมายก็มีให้ Live กันสดๆ แล้ว แต่หลายๆ คนที่ชอบถ่ายทอดสดแล้วมันเกิดปัญหาอย่างหนึ่งก็คือว่า เวลาที่เราจับสมาร์ทโฟนของเราถ่ายทอดสดอยู่นั้น มันจะมีภาพที่สั่น ภาพไม่นิ่ง ทำให้คนดูนั้นดูยาก ดูลำบาก ไม่น่าดู แล้วก็ทำให้เวียนหัวในบางครั้งที่ต้องแพนกล้องไปมาๆ อยู่เรื่อยๆ รวมไปถึงการเดินไปด้วย ถ่ายทอดสดไปด้วย ก็ทำให้วีดีโอที่ได้นั้นมันสั่นไหว ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป ด้วยอุปกรณ์เสริมที่จะมาช่วยให้คุณไม่ต้องไปหาซื้อกล้องถ่ายวีดีโอราคาแพงๆ ใช้กล้องจากสมาร์ทโฟนของเราปกตินี่แหละ เพียงแค่มี gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้

   Zhiyun Z1 Smooth-c นีคือชื่อของอุปกรณ์เสริมที่เรานำมารีวิวกันใน 108plaza ตอนนี้เลย เพื่อนๆ ที่ยังไม่เคยเห็นหรือยังไม่คุ้นเคย นึกภาพง่ายๆ ว่ามันก็คือไม้เซลฟี่อะไรประมาณนั้น คือเราก็ต้องเอาสมาร์ทโฟนของเรา ที่สามารถใช้ได้ตั้งแต่หน้าจอขนาดเล็ก 4 นิ้ว จนหน้าจอขนาดใหญ่ประมาณ 6 นิ้ว ก็ใช้ได้ทั้งหมดเลย แล้วก็สามารถใช้กับสมาร์ทโฟนทุกรุ่น ทุกฝั่ง ไม่ได้จำกัดว่ามันต้องเป็น IOS หรือ android นะครับ เพราะตัว smooth-c ตัวนี้จะมีระบบที่เรียกว่ามันคล้ายๆ กับตัวเคลนที่ช่างกล้องที่ชอบใช้ถ่ายรายการกันในสตูแบบนั้นเลย แต่ก็จำลองการใช้งานมาแบบนั้นเลย เมื่อเราใส่สมาร์ทโฟนของเราลงไปปุบตรงที่ตัวหนีบ มันจะมีระบบไฟฟ้าที่จะหมุนตัวสมาร์ทโฟนของเรานั้นมันหมุนอยู่ในแกนกลางมากที่สุด คือพูดง่ายๆ ว่ามันจะไม่เองไปตามมือเรา มันจะไม่สั่นไปตามมือเรา ในขณะที่เราสั่นมือหรือเดิน ภาพมันก็จะนิ่ง หรือ เราต้องการจะถ่ายทอดสดแบบอัดรายการอยู่ แบบว่าหันกล้องมาทางเราเพื่อพูด แล้วจากนั้นก็แพนกล้องไปทางซ้าย ไปทางขวา เพื่อไปโฟกัสกับบุคคลอีกคนหนึ่งหรือไปโฟกัสสิ่งของที่เราอยากจะนำเสนอในการถ่ายทอดสดครั้งนั้น อะไรแบบนี้ ก็จะมีปุ่มให้กดตรงด้ามจับให้เราได้กดแพนซ้าย แพนขวา กดขึ้นกดลง ตามมุมกล้องที่เรานั้นอาจจะบังคับ มันเหมือนกับไม้เซลฟี่ที่มีปุ่มบังคับทิศทางแบบนั้นเลย แต่ข้อดีคือมันจะทำตัวให้เหมือนกับระดับน้ำที่ขนาดกับพื้นโลกอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าเราจะเอียงมือหรือมือไม่นิ่ง กล้องก็ยังคงอยู่ในแกนขนาดอยู่เช่นเดิม แบบนั้นเลย ก็จะมีตัวอย่างให้เห็นอย่างในรูปตัวอย่างสินค้าด้านบนนะครับ

   ตัวเครื่อง Smooth-c นั้นจะใช้แบตเตอร์รี่ 2 ก้อนอยู่ด้านใน สามารถที่จะเสียบชาร์จแบตเตอร์รี่ได้ แต่หลังจากที่แอดมินได้ลองใช้งานกับสมาร์ทโฟนที่จอใหญ่ๆ อย่างตัว iphone 6s plus หรือตัว galaxy note 5 หรือตัว galaxy note 7 ที่หน้าจอใหญ่ๆ ตัวเครื่องหนักๆ เนี่ยนะครับ มันจะมีปัญหาเรื่องจุดศูนย์ถ่วง จะทำให้ตัวสมาร์ทโฟนนั้นหัวดิ่งลงทันที แต่เขาก็มีตัวแก้ปัญหามาให้ในกล่อง เป็นตัวแม่เหล็กที่เป็นตัวลูกตุ้มถ่วงน้ำหนักอยู่ ก็สามารถใช้งานได้กับสมาร์ทโฟนทุกรุ่นอย่างไม่มีปัญหาอะไร ก็จะมีแม่เหล็กหลายๆ ขนาดแถมมาให้ในกล่องตอนที่ซื้อมานะครับ เพื่อนๆ หลายคนที่มีใช้อยู่ตอนนี้อาจจะไม่ทราบว่าทำไมมันใช้งานไม่ได้ ตัวไม้จับมันเสียไหม อะไรแบบนี้ คือต้องใช้ตัวลูกตุ้มถ่วงน้ำหนักด้วยสำหรับสมาร์ทโฟนจอใหญ่ แน่นอว่าราคาที่เปิดตัวมานั้น มันอาจจะไม่ได้ถูกมากสักเท่าไหร่ แต่มันก็ไม่ได้แพงมาก เปิดตัวมาก็มีหลายๆ ร้านค้าไอทีชั้นนำทั่วไปก็นำเข้ามาวางจำหน่ายกันแล้ว ในราคาบางร้ายก็ 8 พันบาท บางร้านก็ 7 พันบาท ก็ลองๆ เข้าไปหาสอบถามดู ก็อาจจะมีโปรโมชั่นที่ราคาอยู่ประมาณนี้ ถ้าใครหาได้ถูกกว่านี้ก็เป็นการดีมากเลยทีเดียว เพราะหลังจากที่แอดมินได้ลองใช้งานมาแล้ว แล้วก็เช็คคุณภาพของวีดีโอที่เดี่ยวนี้กล้องสมาร์ทโฟนก็ถือได้ว่าคุณภาพดีมากแล้ว ถ่ายได้ในระดับ 4K ด้วยในบางรุ่น แล้วก็มีอุปกรณ์เสริมแบบนี้เข้ามาช่วยก็ทำให้ภาพที่ออกมานั้นมันดูเนียนตา ดูง่าย น่าสนใจมากขึ้น

   เพื่อนๆ คนไหนที่มีรายการสด ชอบ Live บนโซเชียล ก็ลองๆ ไปหา gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้มาใช้งานกันได้เลย แล้วก็เชื่อว่าในอนาคตก็อาจจะมีแบรนด์อื่นๆ ที่เปิดตัวมาในราคาที่ถูกกว่านี้ตามๆ มาอีกเยอะเลย ใครที่คิดว่าราคามันแพงอยู่ก็อดใจรอแล้วก็ค่อยซื้อมาใช้งานก็คงไม่สายนะครับ

รีวิว Samsung galaxy Note 7 Blue Coral ความรู้สึกจับครั้งแรกสีฟ้า ใครอยากได้ ใครอยากรู้สีฟ้าเป็นอย่างไร ติดตามได้ที่นี่

 

   หลังจากที่ Samsung ปล่อยสมาร์ทโฟนเรือธงที่ดีที่สุดของทางค่ายออกมา นั้นก็คือตัว galaxy note 7 นั้นเอง ซึ่งแน่นอนว่า gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ ทางแอดมินและทีมงาน 108plaza ก็เคยเขียนรีวิวไปแล้วในหลายๆ ส่วน ถ้าเพื่อนๆ คนไหนที่ยังไม่ได้เข้ามาติดตาม เข้าไปอ่านเรื่องของสเปค เรื่องของฟี่เจอร์เด็ดๆ การสแกนม่านตา การกันน้ำได้ถึงระดับ IP68 ที่กันได้แม้กระทั่งปากกาที่ไปเขียนในน้ำได้เลย แล้วก็มีฟี่เจอร์การใช้งานอื่นๆ ก็ลองเข้าไปหาอ่านกันได้เลย แต่ในตอนนี้ แอดมินได้ตัวเครื่องที่คิดว่าหาได้น้อย แล้วก็ยังไม่ค่อยมีใครได้มา เพราะว่าตัวเครื่องจริงๆ ที่จะวางขายกันทั่วไประเทศ ก็คือวันที่ 9 กันยายน แต่ใครที่จองเอาไว้ก่อนก็จะได้มาแล้วในช่วงนี้ แต่จะได้แค่ 3 สี ก็คือ ตัวสีเงิน สีทอง แล้วก็สีดำ แต่เราได้มาแล้ว ก็คือ สีฟ้า ที่ซัมซุงเองจะปล่อยออกมาทีหลัง ใครที่อยากจะรอหรือไม่รอดี จะเอาสีฟ้าดีไหม อะไรแบบนี้ มาอ่านรีวิวนี้ก็น่าจะพอตัดสินใจได้เหมือนกัน

   ถ้าเพื่อนๆ ดูจากในรูปด้านบน ก็จะพอทราบถึงอารมณ์ความเป็นสีฟ้า Blue coral ของตัว galaxy note 7 ได้ประมาณหนึ่งนะครับ ในส่วนที่เป็นสีฟ้า ก็จะของตัวเครื่องด้านหน้า ด้านบน ด้านล่าง แล้วก็ตัวเครื่องด้านหลังทั้งหมด จะเป็นสีฟ้า พอกดปากกา s pen ออกมา ก็จะเป็นสีฟ้าเช่นกัน แล้วก็มีคำว่า Samsung เขียนติดเอาไว้เลย แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าตรงขอบเครื่องด้านข้าง รอบๆ ตัวเครื่อง มันจะเป็นสีทอง ตัวปากกาด้านบนก็เป็นสีทอง เสียบปากกาลงไปก็จะกลืนเป็นสีเดียวกันกับขอบเครื่อง นี่คือจุดเด่นของ note 7 สีฟ้า

   ถ้าถามแอดมินว่าความรู้สึกมันเป็นอย่างไรบ้างกับ สีฟ้า ก็ต้องบอกตามความรู้สึกว่า แอบเสียใจนิดๆ ว่า ทางซัมซุงน่าจะทำสีฟ้าที่มันเข้มกว่านี้สักนิดหนึ่ง คือถ้าอยู่ในแสงปกติ ในห้องที่มีแสงน้อย ก็จะพอรู้อยู่ว่ามันคือสีฟ้า แต่พอไปเจอหลอดไฟสว่างๆ ไปอยู่กลางแจ้ง มันก็จะทำให้กลายเป็นสีเงินทันที แล้วทีนี้หลังจากแอดมินได้ตัวเครื่องสีฟ้ามาใช้งานจริงๆ ในชีวิตประจำวันมาสักประมาณ 1 สัปดาห์แล้ว ก็ยังไม่มีใครทัก ใครเข้ามาถามว่านี่คือ note 7 สีฟ้าใช่ไหม อะไรแบบนี้นะครับ คือถ้าตามความคิดที่คิดเอาไว้ สีฟ้า กับ สีเงิน มันก็คงใกล้เคียงกัน แต่ถ้าซัมซุงทำสีฟ้าออกมาให้เข้มกว่า แล้วก็สีฟ้าขอบทอง มันอาจจะไม่ค่อยเข้ากันสักเท่าไหร่ อันนี้ก็ต้องแล้วแต่คนชอบนะครับ แต่ถ้าแอดมินคิดเป็นสีฟ้าแบบเมทอล สีเข้มๆ ทำให้ดูแตกต่างจากสีเงิน อะไรแบบนี้คิดว่าน่าจะสวยกว่า ขอบตัวเครื่องก็เป็นสีเดียวกันไปเลย ก็คิดว่าน่าจะสวยกว่านี้

   นอกจากเรื่องของสีที่รีวิวกันไปแล้ว ก็คงไม่มีอะไรมาก ก็คงขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลก็ลองไปดูเครื่องจริงกันได้ถ้าเพื่อนๆ อยากจะรอตัวเครื่องสีฟ้าออกมาวางตลาด แต่ถ้าใครที่ไม่จำเป็นสีฟ้า สีเงิน ก็สีคล้ายๆ กันแยกแทบไม่ออก ก็ซื้อสีเงินได้เลย แต่ในส่วนที่จะรีวิวในการใช้งานจริงที่เจอมากันบ้างดีกว่า แน่นอนเดี่ยวนี้ฮิตเกมส์โปเกม่อน ต้องบอกเลยว่าแบตเตอร์รี่ note 7 ก็ยังถือว่าไม่ได้อึดมากนัก ถ้าเล่นเกมส์หนักๆ ไปสัก 3-4 ชั่วโมง แบตเตอร์รี่ก็แทบจะเอาไม่อยู่แล้วนะครับ คือแบตมันก็ไม่ได้อึดมากๆ เหมือนที่เคยใช้สมาร์ทโฟนแบรนด์จีนบางรุ่นที่แบต 3000 mAh เหมือนกัน แต่ทำได้อึดกว่านี้ คือเล่นกันได้ยาวๆ มากกว่า 4 ชั่วโมงก็ยังเหลือๆ อยู่ แต่ข้อดีของ note 7 ที่เล่นเกมส์นานๆ ตัวเครื่องไม่ค่อยร้อนสักเท่าไหร่ แต่พอรู้สึกได้ว่ามีอุ่นๆ บ้าง แล้วที่คิดว่าดีกว่าเดิม ดีกว่า s7 ดีกว่า note 5 ก็คือเรื่องของหน้าจอที่มีความคมชัดระดับ QHD รู้สึกว่าจอดีมากเลย จอสวย จอชัด ก็ถือว่าเป็นจอที่มีคุณภาพสูงที่สุดในสมาร์ทโฟนทุกรุ่นเลยก็ว่าได้

   จุดเด่นอีกหนึ่งสิ่งที่คิดว่าดี มีให้ใช้งานแล้วมันดีกว่ารุ่นอื่นๆ ก็คือตัว ปากกา s pen คือหลายคนมักจะเทียบว่ามันดีกว่า apple pencil ไหม ต้องบอกเลยว่าการเขียน การวาดภาพ การทำงานด้วยปากกา s pen ถือว่าดีกว่า รองรับได้มากกว่า แต่ต้องบอกว่า ณ ตอนนี้ แต่ถ้าในอนาคตอีกไม่นานนี้ ต้องรอดูว่าทาง apple จะงัดไม้เด็ดอะไรมาแข็งกันอีกในการเปิดตัว iPhone 7 อีกไม่กี่วันนี้ อย่างไรแล้วก็ลองไปทดสอบใช้งานกันได้สำหรับ gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้นะครับ ถ้าชอบแล้วก็มีงบพอ ก็ลองไปหาซื้อกันได้

Review iPhone SE ไอโฟนรุ่นเล็กสเปคถูกใจ

 

 

สำหรับการเลือกโทรศัพท์สมาร์ทโฟนซักเครื่องเพื่อนำมาใช้งานให้เข้ากับยุคกับสมัยในปัจจุบัน สิ่งที่ทุกคนหรือผู้ที่ต้องการเลือกซื้อสินค้าประเภทนี้ สิ่งแรก ๆ ที่จะนึกถึงก็คือ แบรนด์ ในที่นี้ถ้าจะพูดถึงแบรนด์ของโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่มีอยู่และเคยได้ยินผ่านหู ผ่านตา กันบ้างแล้ว แบรนด์ที่ได้รับความนิยมที่สุดตอนนี้ก็เห็นจะไม่มีแบรนด์ไหนจะได้รับความนิยม เท่า แบรนด์ ของ APPle แล้ว APPle ได้ผลิตและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ดี ๆ ออกมามากมายหลายกลุ่ม แต่ที่จะนำมาพูดถึงในวันนี้คือ กลุ่มของโทรศัพท์สมาร์ทโฟน Apple ได้ผลิตโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟนเจ้าแรกของโลก และยังคงผลิตและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ส่วนราคาของสินค้าจะค่อนข้างแพง แต่ทาง Apple ก็ได้เล็งเห็นกลุ่มลูกค้าที่อาจจะมีงบน้อย แต่ชื่นชอบและอยากเป็นเจ้าของ จึงได้ผลิตโทรศัพท์สมาร์ทโฟนรุ่นเล็ก ๆ ราคาก็ไม่สูงมากพอที่จะจับจ่ายมาเป็นเจ้าของได้อย่างไม่เดือดร้อนค่าครองชีพ

จากข้างต้นที่ได้กล่าวในบทนำมาบ้างพอประมาณ สินค้าอินเทรนด์ที่จะนำมารีวิวให้ฟังกันในวันนนี้ คือ โทรศัพท์สมาร์โฟน รุ่น Iphone se ภายใต้แบรนด์ของ Apple ไอโฟนราคาประหยัดคุณภาพดี เป็นสิ่งที่แอปเปิลพยายามทำมาหลายปี แต่การมาครั้งแรกของ iPhone 5c ก็ทำให้หลายคนผิดหวัง เพราะทั้งราคาและคุณภาพกลับไม่ได้ดีอย่างที่หลายคนคาดหวังไว้ แอปเปิลกลับมาบุกตลาดไอโฟนราคาประหยัดใหม่อีกครั้งด้วย iPhone SE ซึ่งไม่ใช่แค่ราคาที่ประหยัดกว่ารุ่นพี่เกือบหมื่นบาท แต่สเปคและคุณสมบัติก็คุ้มค่าเลยทีเดียว กับชิป A9, และความจุของแรม 2GB ก็ถือว่าคุ้มค่ากับราคา แถมด้วยกล้องระดับความระเอียด 12 ล้านพิกเซล และนี่คือรีวิวเบื้องต้นของ iPhone SE ที่หลายคนคาดหวังว่า จะเป็นไอโฟนที่ขยับเข้ามาในราคาที่พอจะสัมผัสได้กันเสียที เริ่ม 16,800 บาท สำหรับเครื่อง iPhone SE ที่นำมารีวิวเป็นสินค้าอินเทรนด์ โดยลักษณะจะคล้ายกับกล่อง iPhone 6s ด้านหน้ากล่องจะมีพิมพ์รูปหน้าจอ iPhone SE เป็นรูปดอกไม้สีต่างๆ ถ้าดูจากหน้ากล่องจะรู้ได้ทันทีว่าข้างในกล่องตัวเครื่องสีอะไร ด้านข้างกล่องจะเขียนว่า iPhone SE ชื่อเต็ม คือ iPhone Special Edition ด้านหลังกล่องจะเขียนขนาดความจุของตัวเครื่องไว้ เช่น 16GB อันนี้แล้วแต่ว่าผู้ใช้ต้องการขนาดความจุเท่าใด เปิดออกมาก็จะเจอตัวเครื่อง iPhone SE อุปกรณ์ที่ให้มาในเครื่อง ก็จะมีเหมือนกับไอโฟนเครื่องอื่น ดังนี้ หูฟัง EarPods สายชาร์จแบต Lightning Adaptor ชาร์จไฟ คู่มือการใช้งาน สติ๊กเกอร์รูปแอปเปิล ที่เสียบเพื่อดึง SIM Card ออกมา อย่างที่หลายท่านทราบว่า iPhone SE ถูกออกแบบมาโดยใช้ดีไซน์เดียวกับ iPhone 5s ซึ่งถ้ามองผ่านๆ ก็จะไม่มีทางรู้เลยว่าเครื่องนี้คือ 5s หรือ SE โดยการออกแบบเป็นรูปทรงเหลี่ยม ด้านหลังเป็นอะลูมิเนียม ซึ่งจะมีสัมผัสที่หรูหรากว่าของ iPhone 5s เล็กน้อย รวมถึงโลโก้แอปเปิลที่จะเป็นอะลูมิเนียม ไม่เหมือน 5s ที่เป็นกึ่งพลาสติก สิ่งเดียวที่สามารถแยกได้ว่านี่คือ iPhone SE คือสัญลักษณ์คำว่า iPhone SE ด้านหลังเครื่อง หรืออีกอย่างคือต้องซื้อสีชมพู Rose Gold ซึ่งไม่มีสีนี้ใน iPhone 5s อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะเป็นดีไซน์เดิม แต่ก็เป็นดีไซน์ที่ออกแบบโดยแอปเปิลซึ่งได้รับรางวัลมามากมาย ทั้งเรื่องความสวยงาม การจัดวางปุ่มหรือสีสันต่างๆ แม้ผ่านไปหลายปีแล้วแต่ก็ยังดูสวย ไม่ได้ดูเก่าล้าสมัยแต่อย่างใด ข้อดีของดีไซน์รูปแบบนี้คือเราสามารถตั้ง iPhone SE ได้ ทั้งแนวตั้งและแนวนอน รวมถึงกล้องที่จะไม่มีขอบยื่นออกมาเหมือนกับ iPhone 6, 6s ทำให้วางกับพื้นได้เรียบสนิท ไม่ต้องกลัวการขูดเป็นรอย ด้วยขนาดก็ถือว่าเป็นไอโฟนที่พกพาสะดวกและถือง่าย ใช้งานมือเดียวได้สะดวก สำหรับสีที่มีมาทั้งหมด 4 สีได้แก่ สีเงิน, สีทอง, สีเทาสเปซเกรย์, สีโรสโกลด์ ซึ่งถ้าอยากจะได้สีที่ดูออกว่าเป็น iPhone SE มากสุดก็คงต้องเป็นสีชมพูโรสโกลด์ ข้อเสียที่สำคัญที่สุดของ iPhone SE คือขนาดหน้าจอที่เล็กแค่ 4 นิ้วถ้าใครเคยใช้ iPhone 4s, 5, 5c, 5s มาก่อน อาจจะไม่รู้สึกอะไรมาก แต่ถ้าคุณใช้มือถือจอใหญ่อย่าง iPhone 6, 6 Plus มาก่อน จะรู้สึกได้ทันทีว่า ทำไมจอมันเล็กจัง อิอิ สำหรับผู้ที่เคยใช้โทรศัพท์หน้าจอใหญ่ ๆ จะรู้สึกไม่ค่อยชินกับการใช้งานและขนาดหน้าจอที่เล็กลง จึงอาจทำให้เกิดอุปสรรค์ ในการพิมพ์ข้อความ การดูเว็บ ดูรูป หรืออ่านข้อมูลต่างๆ ดูไม่ค่อยถนัดตาซักเท่าไหร่ นอกจากนี้ด้วยตัวเครื่องที่เล็ก ทำให้พกพาสะดวก รวมทั้งใส่ในกระเป๋ากางเกงได้สบาย ส่วนขนาดความจุ ก็มีให้เลือกกัน 2 ความจุคือ 16 GB และ 64 GB ส่วนเรื่องการใช้งานไม่ว่าจะเป็นการเปิดแอพ, การเล่นเกม, ใช้งาน Social Network, คุย LINE หรือแม้แต่การสลับแอพไปมา แทบจะไม่มีการกระตุกให้เห็นเลย การเล่นเกมส์ก็ให้ภาพที่คมชัดสมจริง สิ่งที่ดีมากอีกเรื่องคือการให้แรมมามากถึง 2GB ทำให้เมื่อเราเปิดสลับแอพไปมา ก็ใช้งานต่อได้เลย ไม่ต้องรอให้โหลดใหม่ ส่วนเรื่องของกล้องถ่ายรูปโดยรวมของกล้องไอโฟน คือการใช้งานที่ง่ายมากๆ โฟกัสไว ภาพที่ถ่ายมีความคมชัด และให้สีสันเป็นธรรมชาติ ไม่เร่งจนเกินไป ทั้งหมดยังคงมีอยู่ครบถ้วน เน้นรายละเอียดเยอะๆ เช่นการถ่ายวิว ถ่ายอาหาร หรือสถานที่ต่างๆ


 

เป็นยังไงกันบ้างสำหรับข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับ iPhone SE ที่นำมาฝากกันในบทนี้ ข้อมูลที่ได้นำมารีวิวให้ทราบกันพอสังเขปถึง รูปลักษณ์ การใช้งาน และคุณสมบัติพิเศษต่าง ๆ หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังหาข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อหรือกำลังมองหาและเปรียบเทียบรุ่นอยู่นะค่ะ

 

รีวิว D-LINK DSL-2877AL ROUTER 5GHz รองรับมาตรฐาน AC ตัวช่วยที่จะทำให้เน็ตแรงขึ้น สัญญาณดีขึ้น

 

   หลายๆ คนชอบบ่นว่า wifi ที่บ้านเราทำไมมันช้า ทั้งๆ ที่ก็อัพโปรให้มีความแรง ความเร็วขึ้นมาแล้ว ก็ยังช้าอยู่ดี จ่ายเงินไปต่อเดือนก็เยอะอยู่ แต่กลับได้สัญญาณอินเตอร์เน็ต wifi มาใช้แบบหลุดๆ ติดๆ อะไรแบบนี้ อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้อินเตอร์เน็ตช้าก็อาจจะเกิดจาก ROUTER ของเราที่มันอาจจะไม่รองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างระบบ AC ก็เป็นได้ ดังนั้น 108plaza ก็มีอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์จาก D-LINK มาทำการรีวิวกัน เพื่อช่วยให้อินเตอร์เน็ต wifi ในบ้านของคุณนั้นเร็วและแรงขึ้นก็ได้ ไปติดตามการรีวิวกันเลย

   D-LINK DSL-2877AL ROUTER เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ไอทีที่หลายๆ บ้านต้องมีและยังใช้งานกันในรูปแบบเก่าๆ อยู่ ซึ่งอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช่งานร่วมกันอย่าง สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค แท็ปเล็ด ไอแพ็ด ไอโฟน ต่างๆ ของท่านที่ใช้งานถ้าเป็นรุ่นใหม่ๆ จะมีตัวรับสัญญาณ Wireless ที่มันเป็นมาตรฐาน AC หมดแล้ว แต่บางบ้านยังไม่ได้เปลี่ยนเลาท์เตอร์ ยังใช้แบบเก่าอยู่ ก็ทำให้การรับ-ส่งสัญญาณ wifi นั้นช้าลงได้

   ในส่วนของสเปคเบื้องต้นของเลาท์เตอร์รุ่นนี้ ก็จะมีมาตรฐานเป็นแบบ ADSL แต่ล่าสุดก็สามารถที่จะอัพเฟิร์มแวร์ขึ้นมาเป็นมาตรฐาน VDSL ได้แล้ว ถ้าเพื่อนๆ คนไหนที่ใช้เลาท์เตอร์ตัวนี้อยู่แล้วยังไม่ได้อัพเฟิร์มแวร์ก็ลองเข้าไปอัพเกรดอุปกรณ์กันได้ ตัวเครื่องเลาท์เตอร์นั้นมี 3 เสาส่งสัญญาณ แต่จุดเด่นอยู่ตรงที่เสากลางจะเป็นเสาที่ส่งสัญญาณแบบ 5GHz ได้ด้วย ก็รองรับมาตรฐาน AC นั้นเอง แล้วก็เสาส่งสัญญาณอีก 2 เสาที่เหลือก็จะส่งสัญญาณแบบ 2.4GHz ได้พร้อมๆ กันแบบ Dual Band ได้ด้วย ในกล่องที่ให้มาก็มีแค่ตัวสาย LAN ความยาวประมาณ 1 เมตรแถมมาให้ 1 เส้น แล้วก็มีตัวปลั๊กอแด็ปเตอร์ที่เสียบไฟเท่านั้นเอง การใช้งานเมื่อใช้ไปยาวๆ เสียบใช้งานกันทั้งวันทั้งคืน ซึ่งปกติหลายๆ บ้านก็จะไม่ค่อยถอดเลาท์เตอร์กันสักเท่าไหร่ ก็พบว่าอุณหภูมิที่ด้านหลังตัวเครื่องนั้นค่อนข้างร้อนเลยทีเดียว วัดอุณภูมิได้ประมาณ 42 องศา ก็ถือว่าข้อเสียจะอยู่ที่ความร้อนนี่แหละครับ ที่อาจจะต้องมีการถอดเพื่อให้ตัวเครื่องเย็นลงบ้างในช่วงเวลาที่ไม่ได้ใช้งานหรือตอนที่ไม่มีใครอยู่บ้าน แต่ความร้อนก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ตัวเครื่องไม่ตัดการปล่อยสัญญาณ ยังสามารถใช้ได้ปกติ ตัวเครื่องของเลาท์เตอร์รุ่นนี้ก็เป็นการวางตั้งกับโต๊ะได้เท่านั้น ไม่สามารถที่จะแขวนติดกำแพงได้ เพราะไม่มีช่องให้แขวนมาที่ด้านหลังตัวเอง ก็มีไฟ LED บอกสถานะต่างๆ ของตัวเครื่องที่สามารถตรวจสอบความผิดปกติของสัญญาณได้อย่างชัดเจน

   เลาท์เตอร์รุ่นนี้รองรับการใช้งานแบบ WPS ที่สามารถใช้งานได้แบบไม่ต้องใส่รหัสผ่านก็ได้ ทั้งระบบ 2.4GHz และ 5GHz ส่วนพอร์ดเชื่อมต่อต่างๆ จะอยู่ที่ด้านหลังของตัวเครื่องทั้งหมดเลย จะมีพอร์ดที่เสียบสายโทรศัพท์หรือว่าพอร์ด RJ-11 ถัดมาก็จะมีพอร์ด LAN มาให้ทั้งหมด 4 พอร์ดด้วยกัน ถัดมาก็จะมีพอร์ด USB 3.0 อยู่ 1 พอร์ด ดังนั้นในเลาท์เตอร์ตัวนี้จะสามารถรับสัญญาณอินเตอร์เน็ตขาเข้ามาได้ทั้งหมด 3 ช่องทางด้วยกัน แต่ก็ต้องเลือกว่าจะใช้พอร์ดไหน ไม่สามารถทำโหลดบาลานท์ได้พร้อมๆ กับทั้ง 3 ช่องทางได้ ถัดมาด้านข้างของเลาท์เตอร์ก็จะมีพอร์ด USB 3.0 อีกหนึ่งพอร์ด เพื่อที่จะใช้เป็น Interner server หรือ Stored server ก็ได้ แล้วก็จะมีปุ่มกด WPS ทั้งแบบ 2.4GHz และ 5GHz อยู่ด้านข้างของตัวเครื่อง

   ในส่วนของการทดสอบใช้งานแบบทั่วไป ทั้งแบบ 2.4GHz รวมไปถึงการใช้งานแบบมาตรฐาน AC แบบ 5GHz ในช่วงแรกที่ยังไม่ได้อัพเฟิร์มแวร์ต้องบอกว่าค่อนข้างที่จะหลุดบ่อยอยู่บ้างในการใช้ wifi แต่พอได้ทำการอัพเฟิร์มแวร์ที่ทางค่ายของ D-LINK ส่งมาให้อัพก็รู้สึกว่าใช้งานได้อย่างต่อเนื่องมากขึ้น เมื่อทำการ Test speed แล้วผ่านการใช้งานแบบ wifi แล้วด้วย ซึ่งความเร็วของอินเตอร์เน็ตที่ใช้อยู่ก็ 50Mb ก็ทำการทดสอบค่า ping ได้ที่ประมาณ 18 Up speed ก็อยู่ที่ 48Mb เท่านั้นเอง ตรงนี้อาจจะเป็นข้อเสียที่การปล่อย wifi ออกมาได้ไม่เต็มที่สักเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่ามีความคลาดเคลื่อนที่น้อยมาก การใช้งาน wifi ก็ถือว่าลื่นไหลดีเลย

   ต้องบอกอย่างนี้ครับว่า gadget สินค้าอินเทรนด์รุ่นนี้ ที่นำมารีวิว มันเหมาะกับการใช้งานในบ้านแบบทั่วไปที่มีราคาประมาณ 2 พันบาทเท่านั้น ประสิทธิภาพต่างๆ อาจจะไม่ได้เต็มร้อยเหมือนราคาแพงๆ แต่มันก็ทำได้เกือบเต็มร้อยเลย ถือว่าถ้าใช้งานในบ้าน ที่มีอุปกรณ์ไอที มือถือ โน๊ตบุ๊ค และอื่นๆ เพียงไม่กี่ตัว เลาท์เตอร์ตัวนี้ก็เอาอยู่สบายๆ ครับ ในราคาประหยัด

อยากรู้เรื่องสินค้าโดนๆ gadget ไอที สินค้าอินเทรนด์ ติดตามได้เรามีรีวิวดีๆให้ท่านได้ศึกษา