สำหรับคนรัก Galaxy Note ถ้ามี Note 2 3 4 5 ควรเปลี่ยนมาเป็น Note 7 ดีหรือไม่ ที่นี่มีคำตอบ

 

   ล่าสุดก็อย่างที่เป็นข่าวฮือฮากันในช่วงนี้เลย กับการเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงของทาง Samsung ที่ชิงเปิดตัวก่อนค่ายคู่ปรับตลอดกาลอย่าง Apple ที่จะเปิดตัว iPhone 7 มาในเดือนกันยายนนี้ ถ้าใครที่มีความคิดว่าเบื่อ Android แล้ว อยากจะเปลี่ยนมาใช้ IOS บ้าง ก็ต้องรอกันอีกนิดหนึ่งนะครับ แต่ถ้าใครที่ใช้ Android อยู่แล้วและไม่อยากเปลี่ยน หรือ ใช้ IOS เบื่อแล้ว อยากเปลี่ยนมา android บ้าง แล้ว Note 7 ที่เปิดตัวมาแล้ว ฟี่เจอร์เด็ดๆ ก็เผยมาหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปรอ iPhone 7 แล้ว ก็ลองเข้ามาอ่านข้อมูลเกี่ยวกับ gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้กันว่า Samsung galaxy note 7 เราควรเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนดี

   ซึ่งในช่วงที่เปิดตัว Note 7 มานั้นก็มีกระแสที่แรงพอสมควร ก็ทำให้มีเพื่อนๆ เข้ามาถามทาง inbox ของเว็บไซต์ 108plaza ของเรากันมากมายเลยว่า ควรเปลี่ยนสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ไปใช้ Note 7 ดีหรือไม่ ในราคาที่เกือบๆ 3 หมื่นบาทเนี่ยนะครับ มันก็เป็นเงินไม่ใช่น้อยๆ เพราะฉะนั้น ในบทความของเราตอนนี้ก็เลยมีคำตอบให้เพื่อนๆ แบบนี้ว่า ประการแรก ถ้าคุณใช้สมาร์ทโฟนเครื่องเก่ามานานเกิน 3 ปีแล้ว แล้วมีงบพอ คำตอบคือควรเปลี่ยน ต่อมา ถ้าใครที่ใช้ Note ตัวแรกเลย ก็ควรเปลี่ยน หรือ Note 2 ก็ควรเปลี่ยน เพราะว่ามันนานเกินไปแล้ว

   ทีนี้มาที่ Note 3 ใครที่รักในตระกูล Note ทั้งหลาย ใช้งานมาโดยตลอด แล้วก็คิดที่จะใช้ในตระกูลนี้ต่อไปเพราะว่ามันมีปากกาเนี่ยนะครับ ใครที่มีงบพออยากจะเปลี่ยนก็ควรเปลี่ยน เพราะว่าจาก Note 3 มาเทียบกับ Note 7 ก็ถือว่ามีการอัพเกรดอะไรเพิ่มขึ้นมามากพอสมควร ทั้งเรื่องของฟี่เจอร์ต่างๆ เรื่องของกล้องที่อัพเกรดขึ้นมาใหม่ ตัวสเปคก็มีการอัพเกรดขึ้น วัสดุ บอดี้ต่างๆ ก็มีการอัพเกรดขึ้น ดังนั้น ใครที่ใช้ Note 3 อยู่ตอนนี้ แล้วคิดว่ามีงบพอที่จะเปลี่ยน แอดมินฟันธงเลยว่าควรเปลี่ยนครับ

   แต่ถัดมา สำหรับคนที่ใช้ galaxy note 4 อยู่ มันก็มีประเด็นที่ให้ต้องคิดหนักและลังเลอยู่เหมือนกัน ว่าควรเปลี่ยนหรือไม่ควรเปลี่ยนดี เพราะตอนที่ตัว Note 5 ออกมาใหม่ๆ หลายๆ คนก็ใช้ Note 4 เหมือนเดิมเลย เพราะว่ารุ่นใหม่ที่ออกมามันไม่สามารถเพิ่มเมมโมรี่ได้ แล้วก็ไม่สามารถถอดแบตเตอร์รี่ได้ แล้วก็ใช้ได้แค่ 1 ซิมการ์ดเท่านั้นสำหรับในตัว Note 5 ก็ถือว่ามันกักสเปคพอสมควร อะไรแบบนั้น ก็เลยไม่อยากจะเปลี่ยน แต่ทีนี้ พอมาเป็น Note 7 มันรองรับ 2 ซิม มันใส่เมมโมรี่ได้แล้ว แต่มันถอดแบตไม่ได้ แต่ก็เพิ่มความจุแบตมาให้ แล้วก็มีระบบชาร์จไวด้วย เพราะฉะนั้น คนที่ใช้ Note 4 อยู่ตอนนี้ แอดมินให้คำแนะนำว่า ขึ้นอยู่กับความต้องการเหล่านี้ครับ ถ้าคุณมีงบพอ ถ้าคุณต้องการอัพเกรดตัวเอง บอดี้สวยขึ้น เครื่องหรูหราขึ้น ฟี่เจอร์เด็ดๆ ก็มีมากขึ้นกว่า Note 4 แล้วกล้องก็ดีขึ้นกว่าเดิมด้วย มีสแกนม่านตา สามารถกันน้ำได้ มีปากกาที่เขียนได้ดีขึ้นกว่าเดิม ฉะนั้น ถ้าคิดว่ามีงบพอ ไม่เดือดร้อน แล้วก็สามารถใช้งานฟี่เจอร์เหล่านี้ได้ครบถ้วย ก็จัดไปอย่ารอช้า เปลี่ย่นได้เลย

   มาถึงคนที่ใช้ Note 5 อยู่ตอนนี้ คิดหนักเลย ว่าควรเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนดี หลายคนบอกว่าพึ่งไปถอย Note 5 มาเมื่อไม่นานมานี้เอง ในช่วงลดราคาก่อนเปิดตัว Note 7 เอาล่ะสิงานนี้ ทำอย่างไรดี บอกตามตรงเลยครับว่า ถ้าเพื่อนๆ มีเงินพอ งบมี ถึงแม้ว่าพึ่งใช้ Note 5 แต่พอไปเห็น Note 7 ใจเรียกร้องอยากได้ ก็จัดไปอย่ารอช้า แต่สำหรับคนที่เน้นความคุ้มค่าเป็นหลักล่ะทำอย่างไรดี เพราะ Note 5 กับ Note 7 สเปคและฟี่เจอร์มันไม่ได้ห่างกันมากแบบที่ต้องหวือหวาเลย สเปคจาก RAM 3 ไป 4 แค่นั้นเอง เรื่องของกล้องก็ใกล้เคียงกันมากเลย ไม่ได้โดดเด่นไปกว่ากันมากสักเท่าไหร่ สิ่งที่เปลี่ยนก็แค่กันน้ำได้ s pen ดีกว่านิดหน่อย

   แอดมินของสรุปแบบนี้แล้วกันสำหรับ gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ ถ้าใครที่ใช้ Note 5 อยู่ หรือ ใครที่กำลังมองหา galaxy Note อยู่ ไม่อยากจะเสียเงินมาก ไปซื้อ Note 7 ที่ราคาค่อนข้างสูง ก็มีงบน้อยนิดหนึ่ง ตอนนี้ราคา Note 5 ก็ลดลงมาแล้ว แล้วคนที่มี Note 5 อยู่แล้ว ยังใช้ได้ดีอยู่ งบจะซื้อใหม่ก็ยังไม่ค่อยมี คำตอบคือใช้ Note 5 ไปก่อนได้อีกนานเลย เพราะบอดี้ก็โลหะคล้ายๆ กัน แต่ใครที่อยากได้มือถือที่มีปากกา แล้วงบน้อยก็อย่างที่บอกไป ไปซื้อ Note 5 มาใช้ก็ยังถือว่าไม่ตกเทรนด์ ทุกอย่างก็ยังรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดีเหมือนกัน

รีวิวกระเป๋ากล้องแบบเป่แนวแฟชั่นกันน้ำได้ Besnfoto BN-2028 ใส่ได้ทั้ง ipad , notebook , เอกสารและกล้องหรือเสื้อผ้าก็ใส่ได้ อเนกประสงค์

 

   108plaza ร้านค้าออนไลน์ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ในครั้งนี้เราก็มีกระเป๋ากล้องอีกหนึ่งรุ่นจากแบรนด์ Besnfoto มาทำการรีวิวกัน จัดได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์ที่กำลังมาแรง และ กำลังเป็นที่ต้องการของผู้ที่ชอบถ่ายรูป อาจจะใช้กล้องตัวใหญ่ๆ กล้อง DSLR ที่มีเลนส์หลายๆ ตัว หรือจะเป็นกล้องแบบ mirror less ที่เอาไว้เดินทางไปท่องเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ที่มีต้องอุปกรณ์ไอทีอื่นๆ เอกสารสำคัญ เสื้อผ้า เครื่องแต่งกายต่างๆ สามารถนำใส่กระเป๋าเป่ใบนี้ ใบที่แอดมินนำมารีวิวกันในตอนนี้ได้เลย จะเป็นรุ่นไหนอย่างไร ดีไซน์จะสวยงามแค่ไหน ไปติดตามกันเลย

   กระเป๋ากล้องที่เพื่อนๆ เห็นในรูปตัวอย่างสินค้าด้านบนนี้มีชื่อรุ่นว่า Besnfoto BN-2028 เป็นกระเป๋าเป่แบบกันน้ำได้ ก็เหมาะกับการหาซื้อมาใช้ในช่วงฤดูฝนแบบนี้เลยทีเดียวนะครับ ก็เป็นกระเป๋าที่มีฟังก์ชั่นหลักๆ เลยก็คือเป็นกระเป๋ากล้องนั้นเอง เนื้อผ้าก็ถือว่าคุณภาพดีมากๆ เลย แล้วก็มีเรื่องของดีไซน์ที่ดูแล้วไม่เป็นทางการสักเท่าไหร่ ไม่ได้เน้นที่ดีไซน์เป็นกระเป๋ากล้อง แต่เน้นการดีไซน์เป็นแนวแฟชั่น ที่สามารถใช้ไปเที่ยวได้ ใช้ไปทำงานได้ในกลุ่มคนที่ไม่ต้องการให้ดูเป็นทางการมากนัก น้ำหนักของตัวกระเป๋าก็ไม่ได้หนักมา มีการดีไซน์เส้นสายต่างๆ ให้ดูสวยงาม

   มาดูการใช้งานของกระเป๋ากล้องรุ่นนี้กันบ้าง เริ่มจากด้านหน้าของกระเป๋าจะมีช่องเล็กๆ ที่เอาไว้ใส่พวกฝาครอบเลนส์ เอาไว้ใส่อุปกรณ์ต่างๆ แบบชิ้นเล็กๆ แต่แอดมินเองไม่แนะนำให้ใส่สิ่งของมีค่าอย่างเช่น มือถือ กระเป๋าสตางค์ อะไรแบบนี้ เพราะอย่าลืมว่าเวลาที่เราสะพายหลัง กระเป๋ามันจะไปอยู่ข้างหลังเรา อาจจะโดนแอบขโมยไปได้ง่ายๆ โดยที่เราไม่รู้สึก่ตัว ก็อาจจะต้องเก็บสิ่งของมีค่าไว้ด้านในที่เปิดยากๆ สักนิดหนึ่ง ด้านข้างของกระเป๋าจะมีสายรัดกันปริ คือเมื่อเราใส่ของมากเกินไป ตัวซิบอาจจะปริหรือแตกได้ถ้าไม่ใช้สายรัดด้านข้างให้กระเป๋ามันรัดตัวมันเองเอาไว้ ก็สามารถช่วยยึดอายุการใช้งานของซิบไปด้วยในตัว ถัดมาอีกหนึ่งช่องกระเป๋าที่เป็นช่องใหญ่พอสมควร จะมีผ้าคลุมกันฝนมาให้อีกหนึ่งชิ้น เพื่อป้องกันเวลาฝนตกหนักๆ อาจจะทำให้กระเป๋าเปื้อนได้ ก็อาจจะใช้ผ้าคลุมกันฝนที่ให้มาคลุมอีกหนึ่งชั้น ซึ่งในช่องนี้จะสามารถใส่ ipad ได้ด้วย มีความกว้างความยาวที่จะ ipad รุ่นปกติได้ ภายในก็จะมีฟองน้ำบุนุ่มมาให้ด้วย ก็สามารถช่วยซับแรงกระแทกได้ระดับหนึ่ง ด้านบนของกระเป๋าก็จะมีหูจับแบบบุฟองน้ำแบบนุ่มเอาไว้เช่นกัน ถัดมาอีกหนึ่งช่อง จะเป็นช่องใหญ่ ช่องหลักเลยที่สามารถใส่ของได้เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นกล้อง โน๊ตบุ๊คขนาด 14 นิ้วก็ใส่ได้ รวมไปถึงเสื้อผ้าก็ใส่ได้ประมาณ 4 ชุดได้สบายๆ ถ้ากล้องไม่ได้ใหญ่มาก เนื่องจากว่าในช่องหลักด้านในจริงๆ แล้วจะมีเป็นซอฟต์บล็อกอีกหนึ่งชั้น ที่สามารถดึงออกมาแล้วก็จัดวางเรียงอุปกรณ์จำพวกกล้องต่างๆ ได้ รวมไปถึงจำพวกสิ่งของเล็กๆ ปากกา พาสสปอร์ต เอกสารสำคัญต่างๆ ก็ใส่เอาไว้ที่ช่องหลักได้เลย ก็จะปลอดภัยมากกว่า แต่ก็ไม่ได้มากมายเท่าไหร่ ต้องใช้การระวังตัวเป็นพิเศษถ้าอยู่ในพื้นที่ผู้คนเยอะๆ นะครับ

   ข้อดีของกระเป๋ารุ่นนี้ก็คงจะเป็นที่ตัวซอฟต์บล็อก ที่สามารถดึงออกมาเป็นกระเป๋าอีกหนึ่งใบได้เลย สำหรับที่จะเอไว้ใส่กล้องโดยเฉพาะ เพราะตัวซอฟต์บล็อกอย่างที่บอกไปว่ามันสามารถดึงออกจากกระเป๋าใหญ่มาได้ แล้วมันจะมีสายสะพายข้างมาให้ด้วย ถ้าเราต้องการจะหยิบใช้งานกล้องอย่างเดียวตอนเราไปเที่ยว สามารถดึงตัวซอฟต์บล็อกตัวนี้อกมาอย่างเดียวได้ เพราะเนื้อผ้าก็เป็นเนื้อผ้าแบบเดียวกับตัวกระเป๋า สามารถกันน้ำได้เช่นกัน แล้วก็สามารถกันกระแทกได้ด้วย มีการบุฟองน้ำแบบนุ่มมาให้ด้วย รอบๆ ตัวซอฟต์บล็อกก็จะมีกระเป๋าเล็กๆ รอบๆ ตัวที่เอาไว้ใส่ฝาเลนส์ ใส่ที่ชาร์จแบต หรือ อุปกรณ์อื่นๆ เล็กๆ ได้เลย ถ้าเป็นกล้อง DSLR ตัวใหญ่ๆ ก็จะได้ประมาณ 1 ตัวกับชุดเลนส์อีก 1 ชุดได้สบายๆ เลย

   กระเป๋ากล้องรุ่นนี้ก็จัดได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์ที่ประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย ก็ลองเข้าไปเลือกซื้อ เลือกชม แล้วก็เลือกช็อปปิ้งออนไลน์กันได้ที่เว็บไซต์ของเราที่ 108plaza ได้ตลอดเวลา รวมไปถึงใครที่อยากจะติดตามความเคลื่อนไหว การจัดโปรโมชั่นดีๆ และการแจกรางวัลต่างๆ ให้ได้ร่วมสนุกกัน ก็สามารถเข้าไปกดไลท์แฟนเพจของเราได้ที่ 108plaza เช่นกัน รวมไปถึงช่องทางติดต่อสื่อสารต่างๆ อีกมากมาย รับรองได้ว่ามีอะไรเด็ดๆ รอทุกท่านอยู่แน่นอน่ครับ

รีวิว Zhiyun Z1 Smooth-C อุปกรณ์ที่จะช่วยให้การ Live ผ่านโซเชียลด้วยกล้องมือถือให้ภาพนิ่งขึ้น ดู smooth ขึ้น ภาพไม่สั่น แพนได้ตามต้องการ

 

   ยุคนี้ใครๆ ก็พากันถ่ายทอดสดผ่านทางวีดีโอของตัวเอง หรือการ Live สดนั้นเอง ก็มีหลากหลายช่องทาง ทั้ง facebook , youtube, instragrame หรือช่องทางโซเชียลอื่นๆ มากมายก็มีให้ Live กันสดๆ แล้ว แต่หลายๆ คนที่ชอบถ่ายทอดสดแล้วมันเกิดปัญหาอย่างหนึ่งก็คือว่า เวลาที่เราจับสมาร์ทโฟนของเราถ่ายทอดสดอยู่นั้น มันจะมีภาพที่สั่น ภาพไม่นิ่ง ทำให้คนดูนั้นดูยาก ดูลำบาก ไม่น่าดู แล้วก็ทำให้เวียนหัวในบางครั้งที่ต้องแพนกล้องไปมาๆ อยู่เรื่อยๆ รวมไปถึงการเดินไปด้วย ถ่ายทอดสดไปด้วย ก็ทำให้วีดีโอที่ได้นั้นมันสั่นไหว ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป ด้วยอุปกรณ์เสริมที่จะมาช่วยให้คุณไม่ต้องไปหาซื้อกล้องถ่ายวีดีโอราคาแพงๆ ใช้กล้องจากสมาร์ทโฟนของเราปกตินี่แหละ เพียงแค่มี gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้

   Zhiyun Z1 Smooth-c นีคือชื่อของอุปกรณ์เสริมที่เรานำมารีวิวกันใน 108plaza ตอนนี้เลย เพื่อนๆ ที่ยังไม่เคยเห็นหรือยังไม่คุ้นเคย นึกภาพง่ายๆ ว่ามันก็คือไม้เซลฟี่อะไรประมาณนั้น คือเราก็ต้องเอาสมาร์ทโฟนของเรา ที่สามารถใช้ได้ตั้งแต่หน้าจอขนาดเล็ก 4 นิ้ว จนหน้าจอขนาดใหญ่ประมาณ 6 นิ้ว ก็ใช้ได้ทั้งหมดเลย แล้วก็สามารถใช้กับสมาร์ทโฟนทุกรุ่น ทุกฝั่ง ไม่ได้จำกัดว่ามันต้องเป็น IOS หรือ android นะครับ เพราะตัว smooth-c ตัวนี้จะมีระบบที่เรียกว่ามันคล้ายๆ กับตัวเคลนที่ช่างกล้องที่ชอบใช้ถ่ายรายการกันในสตูแบบนั้นเลย แต่ก็จำลองการใช้งานมาแบบนั้นเลย เมื่อเราใส่สมาร์ทโฟนของเราลงไปปุบตรงที่ตัวหนีบ มันจะมีระบบไฟฟ้าที่จะหมุนตัวสมาร์ทโฟนของเรานั้นมันหมุนอยู่ในแกนกลางมากที่สุด คือพูดง่ายๆ ว่ามันจะไม่เองไปตามมือเรา มันจะไม่สั่นไปตามมือเรา ในขณะที่เราสั่นมือหรือเดิน ภาพมันก็จะนิ่ง หรือ เราต้องการจะถ่ายทอดสดแบบอัดรายการอยู่ แบบว่าหันกล้องมาทางเราเพื่อพูด แล้วจากนั้นก็แพนกล้องไปทางซ้าย ไปทางขวา เพื่อไปโฟกัสกับบุคคลอีกคนหนึ่งหรือไปโฟกัสสิ่งของที่เราอยากจะนำเสนอในการถ่ายทอดสดครั้งนั้น อะไรแบบนี้ ก็จะมีปุ่มให้กดตรงด้ามจับให้เราได้กดแพนซ้าย แพนขวา กดขึ้นกดลง ตามมุมกล้องที่เรานั้นอาจจะบังคับ มันเหมือนกับไม้เซลฟี่ที่มีปุ่มบังคับทิศทางแบบนั้นเลย แต่ข้อดีคือมันจะทำตัวให้เหมือนกับระดับน้ำที่ขนาดกับพื้นโลกอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าเราจะเอียงมือหรือมือไม่นิ่ง กล้องก็ยังคงอยู่ในแกนขนาดอยู่เช่นเดิม แบบนั้นเลย ก็จะมีตัวอย่างให้เห็นอย่างในรูปตัวอย่างสินค้าด้านบนนะครับ

   ตัวเครื่อง Smooth-c นั้นจะใช้แบตเตอร์รี่ 2 ก้อนอยู่ด้านใน สามารถที่จะเสียบชาร์จแบตเตอร์รี่ได้ แต่หลังจากที่แอดมินได้ลองใช้งานกับสมาร์ทโฟนที่จอใหญ่ๆ อย่างตัว iphone 6s plus หรือตัว galaxy note 5 หรือตัว galaxy note 7 ที่หน้าจอใหญ่ๆ ตัวเครื่องหนักๆ เนี่ยนะครับ มันจะมีปัญหาเรื่องจุดศูนย์ถ่วง จะทำให้ตัวสมาร์ทโฟนนั้นหัวดิ่งลงทันที แต่เขาก็มีตัวแก้ปัญหามาให้ในกล่อง เป็นตัวแม่เหล็กที่เป็นตัวลูกตุ้มถ่วงน้ำหนักอยู่ ก็สามารถใช้งานได้กับสมาร์ทโฟนทุกรุ่นอย่างไม่มีปัญหาอะไร ก็จะมีแม่เหล็กหลายๆ ขนาดแถมมาให้ในกล่องตอนที่ซื้อมานะครับ เพื่อนๆ หลายคนที่มีใช้อยู่ตอนนี้อาจจะไม่ทราบว่าทำไมมันใช้งานไม่ได้ ตัวไม้จับมันเสียไหม อะไรแบบนี้ คือต้องใช้ตัวลูกตุ้มถ่วงน้ำหนักด้วยสำหรับสมาร์ทโฟนจอใหญ่ แน่นอว่าราคาที่เปิดตัวมานั้น มันอาจจะไม่ได้ถูกมากสักเท่าไหร่ แต่มันก็ไม่ได้แพงมาก เปิดตัวมาก็มีหลายๆ ร้านค้าไอทีชั้นนำทั่วไปก็นำเข้ามาวางจำหน่ายกันแล้ว ในราคาบางร้ายก็ 8 พันบาท บางร้านก็ 7 พันบาท ก็ลองๆ เข้าไปหาสอบถามดู ก็อาจจะมีโปรโมชั่นที่ราคาอยู่ประมาณนี้ ถ้าใครหาได้ถูกกว่านี้ก็เป็นการดีมากเลยทีเดียว เพราะหลังจากที่แอดมินได้ลองใช้งานมาแล้ว แล้วก็เช็คคุณภาพของวีดีโอที่เดี่ยวนี้กล้องสมาร์ทโฟนก็ถือได้ว่าคุณภาพดีมากแล้ว ถ่ายได้ในระดับ 4K ด้วยในบางรุ่น แล้วก็มีอุปกรณ์เสริมแบบนี้เข้ามาช่วยก็ทำให้ภาพที่ออกมานั้นมันดูเนียนตา ดูง่าย น่าสนใจมากขึ้น

   เพื่อนๆ คนไหนที่มีรายการสด ชอบ Live บนโซเชียล ก็ลองๆ ไปหา gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้มาใช้งานกันได้เลย แล้วก็เชื่อว่าในอนาคตก็อาจจะมีแบรนด์อื่นๆ ที่เปิดตัวมาในราคาที่ถูกกว่านี้ตามๆ มาอีกเยอะเลย ใครที่คิดว่าราคามันแพงอยู่ก็อดใจรอแล้วก็ค่อยซื้อมาใช้งานก็คงไม่สายนะครับ

รีวิว Samsung galaxy Note 7 Blue Coral ความรู้สึกจับครั้งแรกสีฟ้า ใครอยากได้ ใครอยากรู้สีฟ้าเป็นอย่างไร ติดตามได้ที่นี่

 

   หลังจากที่ Samsung ปล่อยสมาร์ทโฟนเรือธงที่ดีที่สุดของทางค่ายออกมา นั้นก็คือตัว galaxy note 7 นั้นเอง ซึ่งแน่นอนว่า gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ ทางแอดมินและทีมงาน 108plaza ก็เคยเขียนรีวิวไปแล้วในหลายๆ ส่วน ถ้าเพื่อนๆ คนไหนที่ยังไม่ได้เข้ามาติดตาม เข้าไปอ่านเรื่องของสเปค เรื่องของฟี่เจอร์เด็ดๆ การสแกนม่านตา การกันน้ำได้ถึงระดับ IP68 ที่กันได้แม้กระทั่งปากกาที่ไปเขียนในน้ำได้เลย แล้วก็มีฟี่เจอร์การใช้งานอื่นๆ ก็ลองเข้าไปหาอ่านกันได้เลย แต่ในตอนนี้ แอดมินได้ตัวเครื่องที่คิดว่าหาได้น้อย แล้วก็ยังไม่ค่อยมีใครได้มา เพราะว่าตัวเครื่องจริงๆ ที่จะวางขายกันทั่วไประเทศ ก็คือวันที่ 9 กันยายน แต่ใครที่จองเอาไว้ก่อนก็จะได้มาแล้วในช่วงนี้ แต่จะได้แค่ 3 สี ก็คือ ตัวสีเงิน สีทอง แล้วก็สีดำ แต่เราได้มาแล้ว ก็คือ สีฟ้า ที่ซัมซุงเองจะปล่อยออกมาทีหลัง ใครที่อยากจะรอหรือไม่รอดี จะเอาสีฟ้าดีไหม อะไรแบบนี้ มาอ่านรีวิวนี้ก็น่าจะพอตัดสินใจได้เหมือนกัน

   ถ้าเพื่อนๆ ดูจากในรูปด้านบน ก็จะพอทราบถึงอารมณ์ความเป็นสีฟ้า Blue coral ของตัว galaxy note 7 ได้ประมาณหนึ่งนะครับ ในส่วนที่เป็นสีฟ้า ก็จะของตัวเครื่องด้านหน้า ด้านบน ด้านล่าง แล้วก็ตัวเครื่องด้านหลังทั้งหมด จะเป็นสีฟ้า พอกดปากกา s pen ออกมา ก็จะเป็นสีฟ้าเช่นกัน แล้วก็มีคำว่า Samsung เขียนติดเอาไว้เลย แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าตรงขอบเครื่องด้านข้าง รอบๆ ตัวเครื่อง มันจะเป็นสีทอง ตัวปากกาด้านบนก็เป็นสีทอง เสียบปากกาลงไปก็จะกลืนเป็นสีเดียวกันกับขอบเครื่อง นี่คือจุดเด่นของ note 7 สีฟ้า

   ถ้าถามแอดมินว่าความรู้สึกมันเป็นอย่างไรบ้างกับ สีฟ้า ก็ต้องบอกตามความรู้สึกว่า แอบเสียใจนิดๆ ว่า ทางซัมซุงน่าจะทำสีฟ้าที่มันเข้มกว่านี้สักนิดหนึ่ง คือถ้าอยู่ในแสงปกติ ในห้องที่มีแสงน้อย ก็จะพอรู้อยู่ว่ามันคือสีฟ้า แต่พอไปเจอหลอดไฟสว่างๆ ไปอยู่กลางแจ้ง มันก็จะทำให้กลายเป็นสีเงินทันที แล้วทีนี้หลังจากแอดมินได้ตัวเครื่องสีฟ้ามาใช้งานจริงๆ ในชีวิตประจำวันมาสักประมาณ 1 สัปดาห์แล้ว ก็ยังไม่มีใครทัก ใครเข้ามาถามว่านี่คือ note 7 สีฟ้าใช่ไหม อะไรแบบนี้นะครับ คือถ้าตามความคิดที่คิดเอาไว้ สีฟ้า กับ สีเงิน มันก็คงใกล้เคียงกัน แต่ถ้าซัมซุงทำสีฟ้าออกมาให้เข้มกว่า แล้วก็สีฟ้าขอบทอง มันอาจจะไม่ค่อยเข้ากันสักเท่าไหร่ อันนี้ก็ต้องแล้วแต่คนชอบนะครับ แต่ถ้าแอดมินคิดเป็นสีฟ้าแบบเมทอล สีเข้มๆ ทำให้ดูแตกต่างจากสีเงิน อะไรแบบนี้คิดว่าน่าจะสวยกว่า ขอบตัวเครื่องก็เป็นสีเดียวกันไปเลย ก็คิดว่าน่าจะสวยกว่านี้

   นอกจากเรื่องของสีที่รีวิวกันไปแล้ว ก็คงไม่มีอะไรมาก ก็คงขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลก็ลองไปดูเครื่องจริงกันได้ถ้าเพื่อนๆ อยากจะรอตัวเครื่องสีฟ้าออกมาวางตลาด แต่ถ้าใครที่ไม่จำเป็นสีฟ้า สีเงิน ก็สีคล้ายๆ กันแยกแทบไม่ออก ก็ซื้อสีเงินได้เลย แต่ในส่วนที่จะรีวิวในการใช้งานจริงที่เจอมากันบ้างดีกว่า แน่นอนเดี่ยวนี้ฮิตเกมส์โปเกม่อน ต้องบอกเลยว่าแบตเตอร์รี่ note 7 ก็ยังถือว่าไม่ได้อึดมากนัก ถ้าเล่นเกมส์หนักๆ ไปสัก 3-4 ชั่วโมง แบตเตอร์รี่ก็แทบจะเอาไม่อยู่แล้วนะครับ คือแบตมันก็ไม่ได้อึดมากๆ เหมือนที่เคยใช้สมาร์ทโฟนแบรนด์จีนบางรุ่นที่แบต 3000 mAh เหมือนกัน แต่ทำได้อึดกว่านี้ คือเล่นกันได้ยาวๆ มากกว่า 4 ชั่วโมงก็ยังเหลือๆ อยู่ แต่ข้อดีของ note 7 ที่เล่นเกมส์นานๆ ตัวเครื่องไม่ค่อยร้อนสักเท่าไหร่ แต่พอรู้สึกได้ว่ามีอุ่นๆ บ้าง แล้วที่คิดว่าดีกว่าเดิม ดีกว่า s7 ดีกว่า note 5 ก็คือเรื่องของหน้าจอที่มีความคมชัดระดับ QHD รู้สึกว่าจอดีมากเลย จอสวย จอชัด ก็ถือว่าเป็นจอที่มีคุณภาพสูงที่สุดในสมาร์ทโฟนทุกรุ่นเลยก็ว่าได้

   จุดเด่นอีกหนึ่งสิ่งที่คิดว่าดี มีให้ใช้งานแล้วมันดีกว่ารุ่นอื่นๆ ก็คือตัว ปากกา s pen คือหลายคนมักจะเทียบว่ามันดีกว่า apple pencil ไหม ต้องบอกเลยว่าการเขียน การวาดภาพ การทำงานด้วยปากกา s pen ถือว่าดีกว่า รองรับได้มากกว่า แต่ต้องบอกว่า ณ ตอนนี้ แต่ถ้าในอนาคตอีกไม่นานนี้ ต้องรอดูว่าทาง apple จะงัดไม้เด็ดอะไรมาแข็งกันอีกในการเปิดตัว iPhone 7 อีกไม่กี่วันนี้ อย่างไรแล้วก็ลองไปทดสอบใช้งานกันได้สำหรับ gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้นะครับ ถ้าชอบแล้วก็มีงบพอ ก็ลองไปหาซื้อกันได้

Review iPhone SE ไอโฟนรุ่นเล็กสเปคถูกใจ

 

 

สำหรับการเลือกโทรศัพท์สมาร์ทโฟนซักเครื่องเพื่อนำมาใช้งานให้เข้ากับยุคกับสมัยในปัจจุบัน สิ่งที่ทุกคนหรือผู้ที่ต้องการเลือกซื้อสินค้าประเภทนี้ สิ่งแรก ๆ ที่จะนึกถึงก็คือ แบรนด์ ในที่นี้ถ้าจะพูดถึงแบรนด์ของโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่มีอยู่และเคยได้ยินผ่านหู ผ่านตา กันบ้างแล้ว แบรนด์ที่ได้รับความนิยมที่สุดตอนนี้ก็เห็นจะไม่มีแบรนด์ไหนจะได้รับความนิยม เท่า แบรนด์ ของ APPle แล้ว APPle ได้ผลิตและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ดี ๆ ออกมามากมายหลายกลุ่ม แต่ที่จะนำมาพูดถึงในวันนี้คือ กลุ่มของโทรศัพท์สมาร์ทโฟน Apple ได้ผลิตโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟนเจ้าแรกของโลก และยังคงผลิตและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ส่วนราคาของสินค้าจะค่อนข้างแพง แต่ทาง Apple ก็ได้เล็งเห็นกลุ่มลูกค้าที่อาจจะมีงบน้อย แต่ชื่นชอบและอยากเป็นเจ้าของ จึงได้ผลิตโทรศัพท์สมาร์ทโฟนรุ่นเล็ก ๆ ราคาก็ไม่สูงมากพอที่จะจับจ่ายมาเป็นเจ้าของได้อย่างไม่เดือดร้อนค่าครองชีพ

จากข้างต้นที่ได้กล่าวในบทนำมาบ้างพอประมาณ สินค้าอินเทรนด์ที่จะนำมารีวิวให้ฟังกันในวันนนี้ คือ โทรศัพท์สมาร์โฟน รุ่น Iphone se ภายใต้แบรนด์ของ Apple ไอโฟนราคาประหยัดคุณภาพดี เป็นสิ่งที่แอปเปิลพยายามทำมาหลายปี แต่การมาครั้งแรกของ iPhone 5c ก็ทำให้หลายคนผิดหวัง เพราะทั้งราคาและคุณภาพกลับไม่ได้ดีอย่างที่หลายคนคาดหวังไว้ แอปเปิลกลับมาบุกตลาดไอโฟนราคาประหยัดใหม่อีกครั้งด้วย iPhone SE ซึ่งไม่ใช่แค่ราคาที่ประหยัดกว่ารุ่นพี่เกือบหมื่นบาท แต่สเปคและคุณสมบัติก็คุ้มค่าเลยทีเดียว กับชิป A9, และความจุของแรม 2GB ก็ถือว่าคุ้มค่ากับราคา แถมด้วยกล้องระดับความระเอียด 12 ล้านพิกเซล และนี่คือรีวิวเบื้องต้นของ iPhone SE ที่หลายคนคาดหวังว่า จะเป็นไอโฟนที่ขยับเข้ามาในราคาที่พอจะสัมผัสได้กันเสียที เริ่ม 16,800 บาท สำหรับเครื่อง iPhone SE ที่นำมารีวิวเป็นสินค้าอินเทรนด์ โดยลักษณะจะคล้ายกับกล่อง iPhone 6s ด้านหน้ากล่องจะมีพิมพ์รูปหน้าจอ iPhone SE เป็นรูปดอกไม้สีต่างๆ ถ้าดูจากหน้ากล่องจะรู้ได้ทันทีว่าข้างในกล่องตัวเครื่องสีอะไร ด้านข้างกล่องจะเขียนว่า iPhone SE ชื่อเต็ม คือ iPhone Special Edition ด้านหลังกล่องจะเขียนขนาดความจุของตัวเครื่องไว้ เช่น 16GB อันนี้แล้วแต่ว่าผู้ใช้ต้องการขนาดความจุเท่าใด เปิดออกมาก็จะเจอตัวเครื่อง iPhone SE อุปกรณ์ที่ให้มาในเครื่อง ก็จะมีเหมือนกับไอโฟนเครื่องอื่น ดังนี้ หูฟัง EarPods สายชาร์จแบต Lightning Adaptor ชาร์จไฟ คู่มือการใช้งาน สติ๊กเกอร์รูปแอปเปิล ที่เสียบเพื่อดึง SIM Card ออกมา อย่างที่หลายท่านทราบว่า iPhone SE ถูกออกแบบมาโดยใช้ดีไซน์เดียวกับ iPhone 5s ซึ่งถ้ามองผ่านๆ ก็จะไม่มีทางรู้เลยว่าเครื่องนี้คือ 5s หรือ SE โดยการออกแบบเป็นรูปทรงเหลี่ยม ด้านหลังเป็นอะลูมิเนียม ซึ่งจะมีสัมผัสที่หรูหรากว่าของ iPhone 5s เล็กน้อย รวมถึงโลโก้แอปเปิลที่จะเป็นอะลูมิเนียม ไม่เหมือน 5s ที่เป็นกึ่งพลาสติก สิ่งเดียวที่สามารถแยกได้ว่านี่คือ iPhone SE คือสัญลักษณ์คำว่า iPhone SE ด้านหลังเครื่อง หรืออีกอย่างคือต้องซื้อสีชมพู Rose Gold ซึ่งไม่มีสีนี้ใน iPhone 5s อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะเป็นดีไซน์เดิม แต่ก็เป็นดีไซน์ที่ออกแบบโดยแอปเปิลซึ่งได้รับรางวัลมามากมาย ทั้งเรื่องความสวยงาม การจัดวางปุ่มหรือสีสันต่างๆ แม้ผ่านไปหลายปีแล้วแต่ก็ยังดูสวย ไม่ได้ดูเก่าล้าสมัยแต่อย่างใด ข้อดีของดีไซน์รูปแบบนี้คือเราสามารถตั้ง iPhone SE ได้ ทั้งแนวตั้งและแนวนอน รวมถึงกล้องที่จะไม่มีขอบยื่นออกมาเหมือนกับ iPhone 6, 6s ทำให้วางกับพื้นได้เรียบสนิท ไม่ต้องกลัวการขูดเป็นรอย ด้วยขนาดก็ถือว่าเป็นไอโฟนที่พกพาสะดวกและถือง่าย ใช้งานมือเดียวได้สะดวก สำหรับสีที่มีมาทั้งหมด 4 สีได้แก่ สีเงิน, สีทอง, สีเทาสเปซเกรย์, สีโรสโกลด์ ซึ่งถ้าอยากจะได้สีที่ดูออกว่าเป็น iPhone SE มากสุดก็คงต้องเป็นสีชมพูโรสโกลด์ ข้อเสียที่สำคัญที่สุดของ iPhone SE คือขนาดหน้าจอที่เล็กแค่ 4 นิ้วถ้าใครเคยใช้ iPhone 4s, 5, 5c, 5s มาก่อน อาจจะไม่รู้สึกอะไรมาก แต่ถ้าคุณใช้มือถือจอใหญ่อย่าง iPhone 6, 6 Plus มาก่อน จะรู้สึกได้ทันทีว่า ทำไมจอมันเล็กจัง อิอิ สำหรับผู้ที่เคยใช้โทรศัพท์หน้าจอใหญ่ ๆ จะรู้สึกไม่ค่อยชินกับการใช้งานและขนาดหน้าจอที่เล็กลง จึงอาจทำให้เกิดอุปสรรค์ ในการพิมพ์ข้อความ การดูเว็บ ดูรูป หรืออ่านข้อมูลต่างๆ ดูไม่ค่อยถนัดตาซักเท่าไหร่ นอกจากนี้ด้วยตัวเครื่องที่เล็ก ทำให้พกพาสะดวก รวมทั้งใส่ในกระเป๋ากางเกงได้สบาย ส่วนขนาดความจุ ก็มีให้เลือกกัน 2 ความจุคือ 16 GB และ 64 GB ส่วนเรื่องการใช้งานไม่ว่าจะเป็นการเปิดแอพ, การเล่นเกม, ใช้งาน Social Network, คุย LINE หรือแม้แต่การสลับแอพไปมา แทบจะไม่มีการกระตุกให้เห็นเลย การเล่นเกมส์ก็ให้ภาพที่คมชัดสมจริง สิ่งที่ดีมากอีกเรื่องคือการให้แรมมามากถึง 2GB ทำให้เมื่อเราเปิดสลับแอพไปมา ก็ใช้งานต่อได้เลย ไม่ต้องรอให้โหลดใหม่ ส่วนเรื่องของกล้องถ่ายรูปโดยรวมของกล้องไอโฟน คือการใช้งานที่ง่ายมากๆ โฟกัสไว ภาพที่ถ่ายมีความคมชัด และให้สีสันเป็นธรรมชาติ ไม่เร่งจนเกินไป ทั้งหมดยังคงมีอยู่ครบถ้วน เน้นรายละเอียดเยอะๆ เช่นการถ่ายวิว ถ่ายอาหาร หรือสถานที่ต่างๆ


 

เป็นยังไงกันบ้างสำหรับข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับ iPhone SE ที่นำมาฝากกันในบทนี้ ข้อมูลที่ได้นำมารีวิวให้ทราบกันพอสังเขปถึง รูปลักษณ์ การใช้งาน และคุณสมบัติพิเศษต่าง ๆ หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังหาข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อหรือกำลังมองหาและเปรียบเทียบรุ่นอยู่นะค่ะ

 

รีวิว D-LINK DSL-2877AL ROUTER 5GHz รองรับมาตรฐาน AC ตัวช่วยที่จะทำให้เน็ตแรงขึ้น สัญญาณดีขึ้น

 

   หลายๆ คนชอบบ่นว่า wifi ที่บ้านเราทำไมมันช้า ทั้งๆ ที่ก็อัพโปรให้มีความแรง ความเร็วขึ้นมาแล้ว ก็ยังช้าอยู่ดี จ่ายเงินไปต่อเดือนก็เยอะอยู่ แต่กลับได้สัญญาณอินเตอร์เน็ต wifi มาใช้แบบหลุดๆ ติดๆ อะไรแบบนี้ อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้อินเตอร์เน็ตช้าก็อาจจะเกิดจาก ROUTER ของเราที่มันอาจจะไม่รองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างระบบ AC ก็เป็นได้ ดังนั้น 108plaza ก็มีอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์จาก D-LINK มาทำการรีวิวกัน เพื่อช่วยให้อินเตอร์เน็ต wifi ในบ้านของคุณนั้นเร็วและแรงขึ้นก็ได้ ไปติดตามการรีวิวกันเลย

   D-LINK DSL-2877AL ROUTER เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ไอทีที่หลายๆ บ้านต้องมีและยังใช้งานกันในรูปแบบเก่าๆ อยู่ ซึ่งอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช่งานร่วมกันอย่าง สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค แท็ปเล็ด ไอแพ็ด ไอโฟน ต่างๆ ของท่านที่ใช้งานถ้าเป็นรุ่นใหม่ๆ จะมีตัวรับสัญญาณ Wireless ที่มันเป็นมาตรฐาน AC หมดแล้ว แต่บางบ้านยังไม่ได้เปลี่ยนเลาท์เตอร์ ยังใช้แบบเก่าอยู่ ก็ทำให้การรับ-ส่งสัญญาณ wifi นั้นช้าลงได้

   ในส่วนของสเปคเบื้องต้นของเลาท์เตอร์รุ่นนี้ ก็จะมีมาตรฐานเป็นแบบ ADSL แต่ล่าสุดก็สามารถที่จะอัพเฟิร์มแวร์ขึ้นมาเป็นมาตรฐาน VDSL ได้แล้ว ถ้าเพื่อนๆ คนไหนที่ใช้เลาท์เตอร์ตัวนี้อยู่แล้วยังไม่ได้อัพเฟิร์มแวร์ก็ลองเข้าไปอัพเกรดอุปกรณ์กันได้ ตัวเครื่องเลาท์เตอร์นั้นมี 3 เสาส่งสัญญาณ แต่จุดเด่นอยู่ตรงที่เสากลางจะเป็นเสาที่ส่งสัญญาณแบบ 5GHz ได้ด้วย ก็รองรับมาตรฐาน AC นั้นเอง แล้วก็เสาส่งสัญญาณอีก 2 เสาที่เหลือก็จะส่งสัญญาณแบบ 2.4GHz ได้พร้อมๆ กันแบบ Dual Band ได้ด้วย ในกล่องที่ให้มาก็มีแค่ตัวสาย LAN ความยาวประมาณ 1 เมตรแถมมาให้ 1 เส้น แล้วก็มีตัวปลั๊กอแด็ปเตอร์ที่เสียบไฟเท่านั้นเอง การใช้งานเมื่อใช้ไปยาวๆ เสียบใช้งานกันทั้งวันทั้งคืน ซึ่งปกติหลายๆ บ้านก็จะไม่ค่อยถอดเลาท์เตอร์กันสักเท่าไหร่ ก็พบว่าอุณหภูมิที่ด้านหลังตัวเครื่องนั้นค่อนข้างร้อนเลยทีเดียว วัดอุณภูมิได้ประมาณ 42 องศา ก็ถือว่าข้อเสียจะอยู่ที่ความร้อนนี่แหละครับ ที่อาจจะต้องมีการถอดเพื่อให้ตัวเครื่องเย็นลงบ้างในช่วงเวลาที่ไม่ได้ใช้งานหรือตอนที่ไม่มีใครอยู่บ้าน แต่ความร้อนก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ตัวเครื่องไม่ตัดการปล่อยสัญญาณ ยังสามารถใช้ได้ปกติ ตัวเครื่องของเลาท์เตอร์รุ่นนี้ก็เป็นการวางตั้งกับโต๊ะได้เท่านั้น ไม่สามารถที่จะแขวนติดกำแพงได้ เพราะไม่มีช่องให้แขวนมาที่ด้านหลังตัวเอง ก็มีไฟ LED บอกสถานะต่างๆ ของตัวเครื่องที่สามารถตรวจสอบความผิดปกติของสัญญาณได้อย่างชัดเจน

   เลาท์เตอร์รุ่นนี้รองรับการใช้งานแบบ WPS ที่สามารถใช้งานได้แบบไม่ต้องใส่รหัสผ่านก็ได้ ทั้งระบบ 2.4GHz และ 5GHz ส่วนพอร์ดเชื่อมต่อต่างๆ จะอยู่ที่ด้านหลังของตัวเครื่องทั้งหมดเลย จะมีพอร์ดที่เสียบสายโทรศัพท์หรือว่าพอร์ด RJ-11 ถัดมาก็จะมีพอร์ด LAN มาให้ทั้งหมด 4 พอร์ดด้วยกัน ถัดมาก็จะมีพอร์ด USB 3.0 อยู่ 1 พอร์ด ดังนั้นในเลาท์เตอร์ตัวนี้จะสามารถรับสัญญาณอินเตอร์เน็ตขาเข้ามาได้ทั้งหมด 3 ช่องทางด้วยกัน แต่ก็ต้องเลือกว่าจะใช้พอร์ดไหน ไม่สามารถทำโหลดบาลานท์ได้พร้อมๆ กับทั้ง 3 ช่องทางได้ ถัดมาด้านข้างของเลาท์เตอร์ก็จะมีพอร์ด USB 3.0 อีกหนึ่งพอร์ด เพื่อที่จะใช้เป็น Interner server หรือ Stored server ก็ได้ แล้วก็จะมีปุ่มกด WPS ทั้งแบบ 2.4GHz และ 5GHz อยู่ด้านข้างของตัวเครื่อง

   ในส่วนของการทดสอบใช้งานแบบทั่วไป ทั้งแบบ 2.4GHz รวมไปถึงการใช้งานแบบมาตรฐาน AC แบบ 5GHz ในช่วงแรกที่ยังไม่ได้อัพเฟิร์มแวร์ต้องบอกว่าค่อนข้างที่จะหลุดบ่อยอยู่บ้างในการใช้ wifi แต่พอได้ทำการอัพเฟิร์มแวร์ที่ทางค่ายของ D-LINK ส่งมาให้อัพก็รู้สึกว่าใช้งานได้อย่างต่อเนื่องมากขึ้น เมื่อทำการ Test speed แล้วผ่านการใช้งานแบบ wifi แล้วด้วย ซึ่งความเร็วของอินเตอร์เน็ตที่ใช้อยู่ก็ 50Mb ก็ทำการทดสอบค่า ping ได้ที่ประมาณ 18 Up speed ก็อยู่ที่ 48Mb เท่านั้นเอง ตรงนี้อาจจะเป็นข้อเสียที่การปล่อย wifi ออกมาได้ไม่เต็มที่สักเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่ามีความคลาดเคลื่อนที่น้อยมาก การใช้งาน wifi ก็ถือว่าลื่นไหลดีเลย

   ต้องบอกอย่างนี้ครับว่า gadget สินค้าอินเทรนด์รุ่นนี้ ที่นำมารีวิว มันเหมาะกับการใช้งานในบ้านแบบทั่วไปที่มีราคาประมาณ 2 พันบาทเท่านั้น ประสิทธิภาพต่างๆ อาจจะไม่ได้เต็มร้อยเหมือนราคาแพงๆ แต่มันก็ทำได้เกือบเต็มร้อยเลย ถือว่าถ้าใช้งานในบ้าน ที่มีอุปกรณ์ไอที มือถือ โน๊ตบุ๊ค และอื่นๆ เพียงไม่กี่ตัว เลาท์เตอร์ตัวนี้ก็เอาอยู่สบายๆ ครับ ในราคาประหยัด

รีวิวกระเป๋ากล้องที่มือโปรก็ใช้ได้ มือใหม่ก็ใช้ได้ Incase DSLR Pro Pack

 

   กระเป๋ากล้องแบบเป๋ที่ใช้งานภาคสนาม ใส่กล้อง DSLR ตัวใหญ่ๆ ได้ เหมาะสำหรับทั้งมือโปร และ มือใหม่อย่างเราๆ ใครที่กำลังจะหากระเป๋าเป้สักหนึ่งใบ เพื่อที่ต้องการเอาไปใช้งานในด้านของกระเป๋ากล้องแบบเต็มรูปแบบ ต้องมาอ่านรีวิวทางนี้เลย เพราะในเว็บไซต์ 108plaza ของเรานั้นได้นำเอาสินค้าอินเทรนด์ตัวนี้มารีวิว Incase DSLR Pro Pack มาติดตามกันเลย

   สำหรับกระเป๋ากล้องรุ่นนี้ เรื่องแรกเลยที่ค่อนข้างสำคัญและช่างภาพทุกคนที่อยากจะได้กระเป๋าเป้ทุกคนอยากจะรู้กันเป็นอย่างแรก นั้นก็คือเรื่องของดีไซน์ ต้องบอกว่ากระเป๋ากล้องรุ่นนี้เป็นแบบ กึ่งทางการ คือดีไซน์จะดูออกเรียบๆ แต่ไม่ได้เป็นแนววินเถจเท่าไหร่ ดูค่อนข้างเรียบร้อย ไปทำงานหรือไปพบลูกค้าที่ดูเป็นทางการได้ ในขณะเดียวกัน ถ้าเราจะสะพายเป้ใบนี้ไปเที่ยว ไปลุยๆ ก็ดูดี มีแฟชั่นบ้างเล็กน้อย เนื่องจากกระเป๋ารุ่นนี้จะมี 2 สีให้เลือกใช้งานกัน จะมีสีดำที่มีเทคเจอร์เป็นลวดลายอยู่ให้เรามองว่ามันก็ดูสวยดีเลยทีเดียว กับอีกหนึ่งสีคือ สีเป็นลายทหาร ใครที่เน้นงานลุยๆ งานกิจกรรมนอกสถานที่ก็อาจจะไปแนวลายทหารก็ได้ ฉะนั้น กระเป๋าเป้ใบนี้ก็จะดูแล้ว แวบแรกที่เห็นไม่น่าจะใช่กระเป๋ากล้อง แต่ฟังก์ชั่นการใช้งานก็จะทำมาเพื่อใส่กล้องและอุปกรณ์เสริมของกล้องและอื่นๆ ได้ครบถ้วนเลยทีเดียว

   น้ำหนักของตัวกระเป๋าจะอยู่ที่ 1.1 กิโลกรัม เมื่อดูตัวเลขอาจจะคิดว่ามันหนัก แต่ว่าเมื่อเราได้สะพายเป้ใบนี้แล้ว น้ำหนักมันจะกระจายตัวไปทั้งหัวไหล่และด้านหลังของเรา ทำให้มันรู้สึกว่าไม่ได้หนักอะไร มาดูเรื่องของสายสะพายทั้งสองข้างก่อนเลย จะออกแบบมาให้ด้านหน้ามีความแข็ง แต่ด้านในที่สัมผัสกับตัวเรา หัวไหล่ แผ่นหลัง จะถูกบุนุ่มแล้วก็มีช่องระบายอากาศทั้งตัวสายแล้วก็ด้านหลังด้วย ก็ทำให้มีการระบายอากาศและก็ทำให้ไม่เกิดเหงื่อหรือความร้อนด้วยนั้นเอง พูดง่ายๆ ว่าเวลาที่เราไปทำงานนอกสถานที่ อากาศร้อน มันก็จะระบายอากาศได้ดีด้วย นอกจากนั้นตัวสายที่เอาไว้ปรับระดับความยาว ความสั้นที่สามารถปรับได้ตามสัดส่วนของผู้ใช้งานนั้น จุดเด่นของสายที่แอดมินเห้นได้ชัดเจนเลย ก็คือ สายสะพบายจะออกแบบมาคล้ายสายเบลล์รถยนต์ มันจะมีความลื่น ความเหนียว แล้วก็นุ่ม ทำให้การปรับระดับมันง่ายด้วย แล้วก็ไม่เลื่อนออกง่ายเพราะมีตัวล็อคสายเอาไว้ ตัวซิบต่างๆ ที่จะเอาไว้เปิด-ปิดกระเป๋าก็ค่อนข้างลื่น สามารถใช้มือเดียวในการรูดซิบก็ได้

   ในส่วนของช่องเก็บของนั้น ตัวกระเป๋าเป้ใบนี้จะสามารถเก็บของอื่นๆ ที่นอกจากกล้อง DSLR ตัวใหญ่ๆ แล้ว 1 ตัวแล้วก็กล้อง mirrorless กล้องดิจิตอลตัวเล็กๆ รวมไปถึงชุดเลนส์ อปกรณ์เสริมอย่างเพาเวอร์แบงค์ ที่ชาร์จแบต เมมโมรี่ แว่นตา ปากกา แล้วก็สิ่งของเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถใส่ลงไปได้ ถัดมาก็จะสามารถใส่ ipad pro 15 นิ้วได้ด้วย นอกจากนั้นก็ยังใส่ notebook 14 นิ้วก็ได้ด้วย ด้านหน้าของกระเป๋าก็จะถูกบุนุ่มกันกระแทกมาอย่งดีทั่วทั้งใบเลย เราสามารถที่จะใส่สมาร์ทโฟน ใส่ลำโพงบลูทูธเครื่องเล็กๆ รวมไปถึงช่องเล็กๆ ใหส่เมมโมรี่อย่างที่บอกไปได้ จุดเด่นที่แอดมินชอบที่สุดในกระเป๋าเป้ใบนี้คือ เรื่องของซิบ ที่มันสามารถรูดได้ง่าย ลื่นด้วย รวมไปถึงมันดูแข็งแรง ใช้ได้ค่อนข้างที่จะสะดวก ในส่วนของช่องใส่กล้องจริงๆ จะอยู่ด้านหลัง เวลาเราจะเอากล้องเราก็ต้องถอดเป้ออกจากหลังก่อน แต่จุดเด่นอีกหนึ่งอย่างที่เหมาะสำหรับมือโปรมากๆ ในการใช้เป้ใบนี้คือ เมื่อเปิดช่องใส่กล้องมาแล้ว จะมีการแบ่งพาดิชั่นได้เยอะมากและสามารถจัดการแบ่งช่องได้อิสระด้วย ยกตัวอย่างเช่น เอาบอดี้กล้องไป 1 ตัว เอาเลนส์ขนาดต่างๆ ทั้งตัวยาว ตัวสั้น ตัวเล็ก ใส่เข้าไปได้หมดเลย แต่ข้อเสียอย่างหนึ่งที่มากับข้อดีคือ มันใส่ได้เยอะมากจนบ้างครั้งแบกไม่ไหว สะพายไม่ไหวเพราะว่าทั้งใส่โน๊ตบุ๊ค ใส่กล้อง ใส่ไอแพ็ด จะบอกว่านักหนักมันเยอะเลยทีเดียว แล้วด้านบนของกระเป๋าจะสามารถเปิดซิบหยิบกล้องกับเลนส์ที่อยู่บนสุดได้ด้วย โดยไม่ต้องถอดเป้ออกจากหลังเรา เพื่อความรวดเร็วในการใช้งาน

   สำหรับช่างภาพคนไหนที่ชอบลุยๆ ชอบออกทริปยาวๆ พกของเยอะๆ กระเป๋ากล้อง Incase Pro Pack ที่เป็นอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์นำมารีวิวครั้งนี้ต้องบอกว่าตอบโจทย์มากๆ เลย ด้านข้างก็มีคริปล็อคขาตั้งกล้องให้ด้วย ตัวกระเป๋าก็กันน้ำได้ด้วย แต่อย่างที่บอกไปว่ามันใส่ได้เยอะ แต่คุณจะแบกมันไหวหรือเปล่านั้นต้องไปหาลองทดสอบใช้งานกันได้ รวมไปถึงร้านค้าออนไลน์ของเรา 108plaza ก็มีกระเป๋ากล้องหลายๆ รุ่นที่จัดโปรโมชั่นรอทุกท่านอยู่ตอนนี้ ก็สามารถเข้าไปเลือกซื้อหา ไปอ่านรีวิวกันได้ตลอด 24 ชั่วโมงเลย

 

 

รีวิว Xiaomi MI BAND 2 สายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพรุ่นใหม่ ดีกว่าเดิม

 

   ตอนนี้คนรักสุขภาพมากขึ้น จะสังเกตเห็นว่าสินค้าต่างๆ ที่ผลิตขึ้นมาวางจำหน่ายในบ้านเรา ที่เป็นสินค้าเพื่อสุขภาพ ความงาม นั้นมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่มาในอันดับต้นๆ ของธุรกิจตอนนี้เลย ในวงการไอทีก็เช่นกัน ก็มีนักวิจัยและพัฒนาสินค้าไอทีต่างๆ ขึ้นมามากมาย ทำให้เว็บไซต์ 108plaza ของเราก็ต้องนำเอา gadget สินค้าอินเทรนด์เหล่านั้นมารีวิวให้เพื่อนๆ ได้ติดตามกันอยู่ทุกๆ วันกันเลยทีเดียว แล้ว gadget ในครั้งนี้ของเราก็เป็นสินค้าไอทีรุ่นที่ 2 ของตัว Xiaomi Mi BAND กันแล้ว เรียกได้ว่าได้รับการตอบรับจากผู้คนในบ้านเรากันจำนวนมากเลยทีเดียว ทำให้มีทั้งของจริง ของปลอม ออกมาวางขายกันให้เกลื่อนไปเลย อย่างไงแล้วเพื่อนๆ ที่จะเลือกซื้อสินค้าเหล่านี้ก็ต้องตรวจเช็คกันให้ละเอียดสักนิดหนึ่งนะครับ

   สำหรับสายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพตัว Xiaomi Mi BANd 2 ที่จะมารีวิวนั้น ภาพรวมหลังจากที่ได้ทดสอบใช้งานกันมาแล้ว ก็พบว่าเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้ ถือว่ามีการพัฒนาการใช้งานให้ดีกว่าเดิมเยอะเลยทีเดียว ฉลาดขึ้น ใช้งานได้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น แล้วก็ใช้งานได้นานขึ้นด้วย ในเรื่องของฟังก์ชั่นการใช้งานนั้น ด้านหลังของตัวสายรัดข้อมือก็จะมีตัวเซนเซอร์ที่จะวัดอัตราการเต้นของหัวใจฝังอยู่ด้วย ในเรื่องของขนาดนั้นจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าตัว Mi BAND 1 , Mi BAND 1S ดังนั้นการจะใช้สายร่วมกันก็คงใช้ไม่ได้ ต้องซื้อแยกต่างหากสำหรับใครที่ใช้รุ่นก่อนหน้านี้นะครับ น้ำหนักของตัวสายรัดข้อมือจะหนักอยู่เพียงแค่ 18 กรัมเท่านั้นเอง ถือว่าค่อนข้างสวมใส่สบาย ไม่รู้สึกว่ามันรำคาญแต่อย่างใด ในส่วนของหน้าจอที่มีอยู่ในตัวสายรัดข้อมือก็จะเป็นหน้าจอแบบ OLED ขนาด 0.42 นิ้ว ก็เป็นหน้าจอที่สามารถใช้งานได้จากตัวเครื่องเพียงอย่างเดียวเลยก็ได้เช่นกัน หรือ ใครจะเชื่อมต่อผ่านแอปไปยังสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานได้หลากหลายด้านมากขึ้นและความสะดวกในการอ่านข้อมูลบนหน้าจอที่ใหญ่กว่าได้ดีขึ้น ก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ตัวหน้าจอที่มีมาให้นั้นสามารถที่จะแสดงผลได้ทั้งการบอกเวลา วัน วันที่ เดือน ปี ได้ครบ นอกจากนั้นยังมีเซนเซอร์ที่จะคอยวัดจำนวนก้าวที่เดิน รวมไปถึงกับเก็บข้อมูลในระยะทางทั้งหมดต่อวันที่เราสามารถเดินไปได้ ถัดมาก็จะสามารถวัดการเผาผลาญแคลลอรี่ที่ทำได้ต่อวัน แล้วก็การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ โดยเราจะต้องสวมใส่สายรัดข้อมือนี้เอาไว้ก่อน แล้วก็ถึงจะวัดค่าต่างๆ ที่ได้กล่าวมาเมื่อสักครู่นี้ได้ นอกจากนั้นทั้งหมดที่สามารถวัดได้นั้น สามารถกดดูได้จากหน้าจอของตัวสายรัดข้อมือได้เลย โดยที่ไม่ต้องเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนก็ได้ด้วย เมื่อแอดมินได้ลองสวมใส่ดูแล้วนั้น ก็พบว่าตัวสายทำมาจากวัสดุที่ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม มีความรู้สึกว่ามันสวมใส่สบาย แล้วก็ไม่ค่อยเกิดอาการแพ้ง่าย เวลาที่มีเหงื่อหรือระคายเคืองใดๆ เหมาะสำหรับผู้ที่ผิวแพ้ง่ายเช่นกัน นอกจากนั้นตัว Mi BAND 2 ก็มีระบบพลิกข้อมือขึ้นมา หน้าจอก็จะแสดงผลบอกเป็นนาฬิกาให้เราได้เห็นอีกด้วย แต่พอพลิกข้อมือกลับหน้าจอก็จะดับ เพื่อเป็นการประหยัดแบตเตอร์รี่นั้นเอง

   สำหรับใครที่ชอบออกำลังกายด้วยการว่ายน้ำ ดำน้ำ ก็สามารถที่จะใส่ตัว Mi BAND 2 นี้ใส่ลงน้ำได้เช่นกัน เพราะมีมาตรฐาน IP68 สามารถที่จะกันน้ำได้ ถัดมาในส่วนของอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องนั้น ก็จะมีเพียงแค่สายชาร์จแบตเตอร์รี่เท่านั้นเอง นอกจากนั้นในกล่องก็จะมีคู่มือการใช้งาน แล้วก็ ใบรับประกันตัวสินค้าต่างๆ เท่านั้น แต่ก็ต้องขอเน้นย้ำกันอีกครั้งหนึ่งว่า สำหรับตัว Mi BAND 2 นั้นก็มีของปลอมออกมาวางจำหน่ายกันแล้วด้วย ก็ต้องตรวจเช็คกันให้ดีสำหรับใครที่ไม่ได้ซื้อที่ศุนย์บริการโดยตรงนะครับ ในส่วนของการใช้งานตัวสายรัดข้อมือที่จะต้องเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนนั้น เราก็จะต้องเข้าไปดาวน์โหลดแอปพลีเคชั่นตัวอ Mi BAND มาติดตั้งไว้ในเครื่อง แล้วจากนั้นก็ทำให้เชื่อมต่อตัวสายรัดข้อมือกับสมาร์ทโฟนผ่านทางบลูทูธ จากนั้นตัวแอปจะให้เรานั้นกรอกข้อมูลเบื้องต้น อย่างเช่น น้ำหนักตัว อายุ เพศ ส่วนสูง และอื่นๆ ที่จะสามารถนำไปคำนวนต่าต่างๆ ทางด้านสุขภาพของเราได้ ก็ไม่ยากเลย สามารถที่จะกดเช็คตัวเลขค่าต่างๆ ได้ผ่านตัวแอปพลีเคชั่นได้เช่นกัน ก็สามารถเก็บข้อมูลได้ดี ลื่นไหล ไม่มีอาการหน่วงหรือเออเรอร์แต่อย่างใดครับ

   ก็ต้องถือว่า gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ สามารถใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนได้ดีเลยทีเดียว ตัวแบตเตอร์รี่ในสายรัดข้อมือก้สามารถใช้งานได้นาน 20 วันต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ก็ถือว่านานพอสมควรเลย

รีวิว Samsung Galaxy Tab S2 VE แท็บเล็ดตัวใหม่ล่าสุดจาก ซัมซุง ทั้งแท็บทั้งโทรในเครื่องเดียว


   Samsung แบรนด์นี้ก็มี gadget สินค้าอินเทรนด์ที่ทยอยๆ กันเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ ตลอดทั้งปีนะครับ ล่าสุดที่เว็บไซต์ 108plaza ของเราได้มารีวิวก็คือ ตัวแท็บเล็ด Samsung galaxy tab S2 VE นั้นเอง เปิดตัวมาพร้อมกันให้เลือกใช้งานถึง 2 ขนาดหน้าจอเลยทีเดียว จะมีฟี่เจอร์อะไรที่เด็ดๆ และน่าใช้งานบ้างนั้นไปติดตามกันเลย

   มาดูสเปคแบบคร่าวๆ กันสักนิดหนึ่งนะครับ ต้องบอกก่อนว่าเราจะไม่ได้บอกสเปคที่ละเอียดมากนักนะครับ ใครที่อยากจะทราบเรื่องของสเปคจริงๆ ก็สามารถเข้าไปดูหรือตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ของทาง Samsung ได้เองเลย แต่แอดมินจะขอเน้นไปที่เรื่องการใช้งานเป็นหลัก เพราะเหนือสิ่งอื่นใด อย่างที่เคยบอกไว้ สเปคจะแรงแค่ไหนเราก็ไม่ดีเท่ากับการใช้งานที่ดีจริงๆ มากกว่านะครับ

   ตัวเครื่องนั้นเปิดตัวมาพร้อมกัน 2 รุ่นย่อย ก็คือจะมีหน้าจอให้เลือกอยู่ 2 ขนาด มีขนาด 9.7 นิ้ว และ ขนาด 8.0 นิ้ว ความคมชัดของหน้าจอระดับ Full HD หน้าจอก็เป็นแบบ SUPER AMOLED เช่นเดิม เป็นเอกลักษณ์ของทางซัมซุงที่ใช้หน้าจอสีสดใส ก็แล้วแต่คนชอบนะครับ แต่จออย่างไรก็สดตามแบบฉบับของทางซัมซุงอยู่แล้ว จุดเด่นของแท็บเล็ดทั้ง 2 รุ่นย่อยตัวนี้ก็คือ สามารถรองรับการใช้ 4G LTE ได้ ใส่ซิมการ์ดได้ทุกเครือข่าย ใช้โทรได้ด้วย ใช้ทำงานได้ด้วย ก็คล้ายๆ กับโน๊ตบุ๊คขนาดเล็กๆ ตัวหนึ่ง ที่เอาไว้พกพาไปทำงานข้างนอกได้แบบไม่ต้องหอบโน๊ตบุ๊คไปก็ได้นะครับ สิ่งที่ให้มาในกล่อง ก็จะมีตัวเครื่อง คู่มือการใช้งาน เข็มจิ่มซิมการ์ด แล้วก็ชุดหูฟังแบบ in-ear พร้อมกับจุกยางขนาดต่างๆ แยกมาให้ รวมไปถึงหัวชาร์จแล้วก็สายชาร์จแบบ micro USB นั้นเอง นอกจากนั้นตัวเครื่องก็ยังรองรับการเพิ่มหน่วยความจำสำรองแบบ SD card ได้อีกด้วย พร้อมกับมีกล้องหน้าและกล้องหลังให้ได้ใช้งานกันในชนิดที่ว่าใช้งานทั่วไปมากกว่านะครับ ไม่ได้เน้นในเรื่องของการถ่ายภาพหรือวีดีโอที่เท่ากับสมาร์ทโฟนเรือธงหรือว่ารุ่นอื่นๆ แอดมินเองก็คิดว่าน่าจะให้สเปคที่มันดีกว่านี้สำหรับเรื่องของกล้องก็จะดีมากเลย เพราะราคาถ้าอ่านในช่วงท้ายจะบอกว่ามันมีราคาที่แอบแพงสักนิดหนึ่งนะครับ

   แต่ถ้าเพื่อนๆ ที่อยากจะได้แท็บเล็ดที่ใช้ในด้านการทำงานจริงๆ เนี่ย บอกเลยว่าแท็บเล็ดรุ่นนี้ตอบโจทย์อย่างมาก ทั้งในด้านการรองรับ 4G LTE อย่างที่บอกไปในช่วงต้น รวมไปถึงการทำงานทางด้านไฟล์เอกสาร ก็จะมี Microsoft office ให้ได้ใช้งานกันด้วย จะมีแอปติดตั้งมาให้ในเครื่องเลย ไม่ต้องไปดาวน์โหลดเพิ่ม ก็จะมีทั้ง word, power point , Excel และอื่นๆ ก็สามารถอาวน์โหลดได้เพิ่มเติมด้วย รวมไปถึงจุดเด่นของทาง ซัมซุง ที่มีหน้าจอใหญ่ๆ แบบนี้ ก็คือการใช้งานในโหมด multi window นั้นเอง คือสามารถที่จะเลือกใช้งานพร้อมๆ กัน 2 หน้าจอได้ในเครื่องเดียว จะทำงานไปด้วย หาข้อมูล เปิดเข้าเว็บไซต์ หรือ จะเล่นโซเชียลไปด้วยในขณะเดียวกัน ก็สามารถทำได้ ในด้านของความบันเทิงกันบ้าง แท็บเล็ตทั้ง 2 รุ่นย่อยก็มีลำโพงอยู่ทางด้านล่าง ให้เสียงที่ค่อนข้างดังมากเลยทีเดียว แล้วก็มีมิติที่เน้นไปทางเสียงกลางที่ชัดเจนมาก แต่มิติเสียงเบสและเสียงแหลมก็อาจจะไม่ได้จัดจ้านสักเท่าไหร่ คุณภาพของเสียงก็ถือได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีครับ

   ในส่วนของการเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริมก็สามารถทำได้โดยผ่าน OTG ที่จะเอาเมาส์ หรือ คีย์บอร์ด มาใช้เพื่อมเพิ่มความสะดวกมากขึ้นก็ได้เช่นกัน ซึ่งแอดมินเองก็ได้ทดสอบการเชื่อมต่อทั้งเมาส์และคีย์บอร์ดแล้วเรียบร้อย แล้วก็ลองใช้งานทางด้านแอป word เพื่อพิมพ์งานดู ก็ได้ผลที่ดีเลย สามารถใช้งานเหมือนกับคอมทุกอย่างเลย จะเปลี่ยนเป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ พิมพ์ไทย พิมพ์อังกฤษ แต่จะต่างก็ตรงที่เราคลิ๊กขวาที่เมาส์ จะกลายเป็นปุ่มย้อนกลับแค่นั้นเอง ก็ถือว่าใช้งานได้ลื่นไหลดีเลยทีเดียว ในส่วนของการใช้งาน power point ก็ถือว่าใช้งานได้สะดวก เพื่อนๆ ที่ต้องมีการพรีเซนท์งาน มีการนำเสนองาน ก็ค่อนข้างที่จะสะดวกสบายมากเลยทีเดียว

   แต่ใครที่อยากจะได้ gadget สินค้าอินเทรนด์ ตัวนี้ Samsung galaxy Tab S2 VE ไปเล่นเกมส์ก็ถือได้ว่ามีความไหลลื่นดีเลยทีเดียว แอดมินได้ทดสอบเล่นเกมส์ nova 3 เรียบร้อยแล้ว ก็ถือว่าเล่นได้สนุกและกราฟฟิกหน้าจอก็สวยงามดีเลยทีเดียว ส่วนเรื่องของราคาก็เปิดตัวมาที่ 17,xxx บาทเลยทีเดียว ใครที่ชอบการใช้งานแบบนี้ก็ลองไปทดสอบกันตามศูนย์บริการทั่วประเทศได้เลย

รีวิว New Honda Accore Hybrid รถยนต์ระดับพรีเมี่ยมที่ผสมผสานเทคโนโลยีมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ได้อย่างลงตัว

 

   Gadget สินค้าอินเทรนด์ ที่แอดมีนนำมารีวิวในครั้งนี้คือ New Honda Accord Hybrid Jen 9 จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว iVTEC ขนาดเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ในด้านของขุมกำลังเครื่องยนต์จะให้พละกำลังสูงสุด 143 แรงม้า ที่ 6200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 165 นิวตัน-เมตรที่ 4500 รอบ/นาที ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์อัตโนมัน ECVT และมีการผสมผสานให้เข้ากับระบบ IMMD แบบ Full Hybrid ก็คือจะมีการขับเคลื่อนทั้งหมด 3 รูปแบบ แบบแรก EV drive mode เป็นการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แล้วก็ชาร์จพลังงานกลับในช่วงลดความเร็ว แบบที่สอง Hybrid drive mode ในโหมดนี้จะมีผสมผสานกันระวห่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า เมื่อมีการเร่งความเร็วที่สูงขึ้น เครื่องยนต์ก็จะส่งพลังกันอย่างอัตโนมัติและอย่างชาญฉลาด พร้อมๆ กับการชาร์จไฟเข้าไปเก็บที่แบตเตอร์รี่อีกเช่นกัน ต่อมาแบบที่สาม Engine drive mode คือในช่วงที่มีการขับขี่ช่วงความเร็วปานกลางไปจนถึงความเร็วสูง เครื่องยนต์จะส่งพลังไปที่ล้อแบบเพียวๆ เพื่อใช้ในการส่งพลังได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น ทั้ง 3 โหมดนี้จะถูกใส่มาในรถยนต์คันนี้ได้อย่างลงตัวและนุ่มนวล

   ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนจากด้านหน้าว่ารถคันนี้เป็นรุ่น Hybrid นะก็คือ การมองจากด้านหน้ามา จะมีกระจังหน้าที่ต่างจากรุ่นอื่นๆ คือมีเส้นสายที่เป็นโครเมี่ยมสีฟ้า ดั่งกับว่าเป้นรถยนต์ไฟฟ้าและมีโคมไฟหน้าที่เป็นแบบโปรเจคเตอร์ รวมไปถึงหลอด LED และไฟ Day time ที่สวยงามอีกด้วย การดีไซน์ก็จะสอดรับกับเส้นสายด้านข้าง ยาวไปถึงด้านบนหลังคาก็จะมี sun roof อีกด้วย รวมไปถึงชุดกล้องและตัวเซนเซอร์ที่มีมาครบรอบคันเลยทีเดียว นอกจากด้านนอกตัวรถจะดีไซน์สวยงามแล้ว แต่หลายคนก็จะบอกว่ามันเปลี่ยนจากรุ่นก่อนหน้านี้ไม่ได้เยอะเท่าไหร่ก็เลยไม่ได้ตื่นเต้นในรูปโฉมของ accord รุ่นนี้ แต่ด้านในตัวรถนั้นต้องเรียกได้ว่าพรีเมี่ยมและสวยงามน่าเข้าไปนั่งมากเลยทีเดียว เริ่มต้นด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ถัดมาก็เป็นหน้าจอตรงคอนโซลกลางเป็นหน้าจอขนาดใหญ่ ความคมชัดระดับ Full HD ให้ความบันเทิงที่ครบครัน รวมไปถึงชุดแอร์แบบดิจิตอลแยกโซนได้ ในเรื่องของเบาะในตำแหน่งผู้ขับขี่ ก็มีระบบปรับเบาะแบบไฟฟ้าสามารถปรับได้ 8 ตำแหน่ง ก็ถือว่าฟังก์ชั่นรวมๆ แล้ว accord hybrid คันนี้ให้อะไรมาค่อนข้างครบเลยทีเดียว

มาพูดถึงช่วงของการทดสอบขับขี่กันบ้าง ทางทีมงาน 108plaza ก็ได้มีโอกาสได้ไปทดสอบกันในสนามแข่งหรือใน Track จริงๆ เลย เพื่อการทดสอบที่ได้ความเร็วที่สูงและก็ปลอดภัยมากกว่าไปทดสอบบนท้องถนนนะครับ แต่มันก็จะไม่ได้ความรู้สึกในการใช้งานสักเท่าไหร่บนท้องถนนในบ้านเราที่ไม่ค่อยจะดีนัก แต่โดยรวมก็ถือว่าได้ทดสอบที่ครบทุกสมรรถนะกันเลยทีเดียว ซึ่งในช่วงแรกเราก็ทดสอบด้วยความเร็วต่ำที่ประมาณไม่เกิน 40 กม./ชม. ก็ถือว่าได้ความเงียบแล้วก็ได้พลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่แทบจะไม่รู้สึกเลยว่าเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า เพราะมันส่งพลังที่ตอบสนองต่อคันเร่งได้อย่างดีเลยทีเดียว นอกจากนั้นถ้าไปผสมผสานกับเครื่องยนต์ด้วยแล้ว เราจะไม่รู้เลยว่าเกียร์ ECVT ชุดนี้ จะถูกส่งกำลังให้รอบเครื่องยนต์นั้นสูงขึ้นมาเมื่อไหร่ แต่ระบบจะคำนวณอย่างอัตโนมัติ และก็คำนวณจากแบตเตอร์รี่ที่เหลืออยู่มีมีกระแสไฟมากน้อยแค่ไหน ก็จะมีการชาร์จไฟเข้าอย่างต่อเนื่อง ก็ถือว่ามันทำงานได้ดีกว่ารถยนต์ hybrid ค่ายอื่นๆ มากเลยทีเดียวครับ แล้วก็ในช่วงที่เราทำความเร็วนิ่งๆ ปกติจะใช้กำลังจากมอเตอรืไฟฟ้า แต่อยู่ดีๆ ก็จะได้ยินเสียงเครื่องยนต์เร่งรอบขึ้นมา ก็ทำให้ตรงนี้รู้สึกแปลกๆ นิดหนึ่ง แต่มันเป็นเรื่องของสมองกลที่จะช่วยในเรื่องของแรงขับเคลื่อนและการชาร์จไฟนั้นเอง คือปกติเราจะคุ้นชินในรถยนต์ hybrid อีกค่ายหนึ่ง ที่บอกว่า ความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ส่วนความเร็วเกินกว่าขึ้นไปจะใช้เป็นเครื่องยนต์ แต่สำหรับรถคันนี้มันต้องปรับเปลี่ยนภาพนั้นไปได้เลย คือมันจะมีสมองกลที่คำนวณของตัวรถเอง แล้วก็ให้กำลังที่พอดีกับความเร็วและแบตเตอร์รี่ที่มีกระแสไฟมากน้อยแค่นั้น ก็จะใช้หลักการตรงนั้นมากกว่า เพราะบางช่วงที่แอดมินได้ทดสอบความเร็วที่ 90 กม./ชม. ก็ยังใช้เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าอยู่ ดังนั้น การเดินทางไกลก็จะใช้ร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ได้อย่างตัวและได้ความประหยัดดีเลยทีเดียวครับ ในส่วนของช่วงล่าง ก็มีการเก็บเสียงได้ดี เก็บรายละเอียดภายนอก ด้านข้าง แรงปะทะ ก็รู้สึกว่าในห้องโดยสารนั้นเงียบและนุ่มนวลดีมากเลยทีเดียว

 

แต่จุดที่ติอยู่บ้างใน gadget สินค้าอินเทรนด์ ตัวนี้ก็คือ ฟิวลิ่งตรงพวงมาลัยนี่แหละครับ ต้องบอกเลยว่า Honda ในหลายๆ รุ่น น้ำหนักที่ให้มากับพวงมาลัยในช่วงความเร็วสูงเนี่ย มันรู้สึกว่าเบาไปนิด แล้วจะรู้สึกว่ามันไวต่อการตอบสนองไปมากเลยทีเดียว แต่ด้วยสมรรถนะ ด้วยการทรงตัว มันก็ทำให้การบังคับพวงมาลัยก็ถือว่าไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่ก็ยังให้ความมั่นใจได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งคิดว่าสุภาพสตรีก็ชอบ ในด้านของเครื่องยนต์และพละกำลังนั้นไม่ต้องห่วงเลย ตอบสนองได้ดีเช่นกันนะครับ

อยากรู้เรื่องสินค้าโดนๆ gadget ไอที สินค้าอินเทรนด์ ติดตามได้เรามีรีวิวดีๆให้ท่านได้ศึกษา