Review ลำโพงบลูทูธแบบพกพา DENON ENVAYA เสียงดีอย่าบอกใคร

   108plaza รีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ในตอนนี้ มีสินค้าแบรนด์ดังระดับโลกอีกหนึ่งตัวมาให้เพื่อนๆ ได้ชมกันครับ เป็นลำโพงแบบบลูทูธที่สามารถพกพาไปได้ทกที่ ใครที่ชอบฟังเพลงแบบนอกสถานที่เนี่ยผมว่าลำโพงตัวนี้จัดว่าเด็ดเลยทีเดียวครับ เพราะหลังจากที่ผมเองก้ได้ลองใช้งานมาสักประมาณ 1 สัปดาห์แล้วนะครับ พบว่าคุณภาพใช้ได้เลยทีเดียว แต่เรื่องของราคาก็จะสูงสักนิดหนึ่ง แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าครับ รายละเอียดจะเป็นอย่างไร แล้วตัวสินค้าจะเป็นแบบไหน มาดูกันครับ

   รูปตัวอย่างสินค้าที่เราจะรีวิวกันในครั้งนี้ที่เพื่อนๆ เห็นเป็นรูปทรงกระบอกยาวๆ ตัวนี้แหละครับ เป็นลำโพงบลูทูธที่มีชื่อว่า DENON ENVAYA ครับ ถือว่าแบรนด์นี้ก็เป็นแบรนด์เครื่องเสียงระดับ HIFI เลยทีเดียว ถือว่าเป็นแบรนด์สินค้าระดับโลกเลยทีเดียว ปกติแบรนด์นี้เค้าจะทำเครื่องเสียงขนาดใหญ่ เป็นโฮมเทียร์เตอร์ อะไรแบบนั้นเลย แต่ครั้งนี้เค้ามาทำลำโพงขนาดเล็กที่ให้คุณภาพเสียงที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียวครับ

   แน่นอนครับว่าเป็นลำโพงแบบบลูทูธนี้มันต้องสามารถเชื่อมต่อกับพวกสมาร์ทโฟนหรือว่าเครื่องเล่นต่างๆ ที่ส่งสัญญาณเป็นแบบไร้สายได้นั้นเอ แล้วตรงข้างกล่องเค้าก็มีเขียนเอาไว้ว่า ลำโพงตัวนี้สามารถป้องกันคลื่นสัญญาณรบกวนได้ด้วย สามารถเปิดเพลงได้ตรงตามเสียงของต้นฉบับได้ดี แล้วก็มีฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อแบบแตะแล้วติดอย่าง NFC ได้อีกด้วย สำหรับขนาดของตัวลำโพงนั้นมีความหนาประมาณ 4 เซนติเมตรเท่านั้นเองครับ แล้วในกล่องก็จะแถมตัวสายชาร์จที่เป็นหัวปลั๊กแบบที่สามารถนำไปเสียบได้ทุกประเทศทั่วโลกเลยทีเดียว แค่นั้นยังไม่พอครับ ในกล่องยังแถมตัวหน้ากากที่สามารถเปลี่ยนหน้ากากได้หลายๆ สีอีกด้วย เผื่อว่าเวลาใครที่เบื่อง่ายอยากจะเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ก็สามารถเปลี่ยนได้นะครับ หน้ากากที่แถมมาก็มีสีฟ้า สีขาว สีชมพู แล้วก็สีส้ม ก็เปลี่ยนกันให้จุใจไปเลยนะครับ แล้วตัวลำโพงเองก็มีความยาวอยู่ที่ 26 เซนติเมตร แล้วก็มีความกว้างอยู่ที่ 14.5 เซนติเมตร แล้วก็มีน้ำหนักอยู่ที่ 1.2 กิโลกรัม ก็ไม่ได้หนักมากอะไร สามารถพกพาไปได้

   ทีนี้มาดูด้านในของตัวลำโพงตัวนี้กันบ้างนะครับ ตัวด้านหน้าจะมีโลโก้ DENON มาเห็นชัดเจน ตัวตะแกรงด้านหน้าเป็นตะแกรงเหล็ก ส่วนด้านบนนั้นจะเป็นปุ่มควบคุมต่างๆ จะมีไฟ LED บอกถึงสถานะของตัวแบตเตอร์รี่ด้วย แล้วก็มีปุ่มเพาเวอร์ แล้วก็มีช่องเสียบสัญญาณ input แบบ 3.5 มิลลิเมตร ถัดมาก็จะเป็นปุ่ม pair Bluetooth แล้วถัดมาก็จะเป็นตัวแตะแล้วติด NFC นั้นเองครับ ถัดมาอีกหนึ่งปุ่ม ก็จะเป็นปุ่มเพิ่มลดเสียง ส่วนด้านข้างของตัวลำโพงนั้นก็จะเป็นช่องเสียบสายชาร์จ แล้วก็จะมีปุ่ม reset ในกรณีที่บางทีเราค้นหาบลูทูธไม่เจอ หรือว่าไม่สามารถเชื่อมต่อสัญญาณกันได้ แล้วที่จัดว่าเด็ดอีกหนึ่งฟังก์ชั่นของลำโพงบลูทูธตัวนี้นะครับ ก็คือมันสามารถที่จะชาร์จแบตให้กับสมาร์ทโฟนเราได้ด้วย พูดง่ายๆ ก็คือว่า มันยังเป็นเพาเวอร์แบงค์ในตัวได้อีกด้วยนั้นเองครับ เราก็อาจจะให้ชาร์จแบตให้กับสมาร์ทโฟนในยามฉุกเฉินก็พอจะได้นะครับ จะชาร์จได้ประมาณครั้งหรือสองครั้งนะครับ ด้านหลังของตัวลำโพงนั้นมีขาตั้งมาให้ด้วย ก็กางออกมาแล้วก็ตั้งได้ตามพื้นได้เลย ด้านในตัวเครื่องก็จะประกอบไปด้วยลำโพงแบบสเตอริโอ 2.0 เป็นลำโพงขนาด 2 นิ้ว 2 ตัวด้านซ้ายและขวา ที่ให้เสียงกลางแหลม แล้วตรงกลางก็เป็นลำโพงที่ให้เสียงในย่านความถี่ต่ำหรือเสียงเบสนั้นเอง มีขนาด 4 นิ้ว 1 ตัวอย่างตรงกลางเลยนะครับ ต้องบอกเลยนะครับ หลังจากที่ผมเองได้ทดสอบเปิดฟังเพลงมาแล้ว หลายๆ แนวด้วยกัน บอกเลยว่าเสียงที่ได้นั้นชัดเจน กระจ่าง ถ้าฟังเพลงแนวเบาๆ แนวแจ๊สก็ดูโอเคร หรือว่าจะฟังแนวหนักหน่วงแบบร็อคไปเลย ก็ได้เช่นกันครับ ก็เรียกว่าลำโพงคุณภาพดีๆ แบบนี้เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ระดับไฮเอนด์นะครับ เสียงที่ได้นั้นก็ถือว่าคุ้มค่าครับ

   เพื่อนๆ คนไหนที่อยากจะได้ลำโพงบลูทูธสักเครื่องหนึ่งเอาไว้ฟังเพลงนะครับ ก็ลองไปหาดู gadget สินค้าอินเทรนด์ที่ผมได้นำมารีวิวตัวนี้ดู เพื่อเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการตัดสินใจ อย่างไรแล้วก่อนที่จะซื้อก็อยากจะให้เพื่อนๆ ได้ไปลองฟังด้วยตัวเองดูก่อนนะครับ แล้วเพื่อนๆ อาจจะไม่ผิดหวังก็ได้นะครับ แต่เรื่องของราคาลำโพงตัวนี้ก็จะอยู่ที่ประมาณ 7 พันบาทมีทอนนะครับ ก็มีอีกหลายๆ แบรนด์ดังๆ ก็มีราคาแพงกว่านี้ด้วยนะครับ ก็ลองไปหาดูตัวจริงกันได้นะครับ

Review Leagoo Shark 1 สมาร์ทโฟนแบตอึด ตัวเครื่องบางเฉียบ

 

   Gadget สินค้าอินเทรนด์ที่ 108plaza จะมารีวิวในครั้งนี้เป็นสมาร์ทโฟนแบรนด์น้องใหม่ที่เริ่มเข้ามาบุกตลาดในบ้านเราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลายคนก็คงจะยังไม่คุ้นหรือยังไม่รู้จักกับสมาร์ทโฟนแบรนด์ที่ชื่อว่า Leagoo นี้มากเท่าไหร่นะครับ แต่ล่าสุดนะครับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนแบรนด์นี้เนี่ยนะครับ เค้ามาก่อตั้งบริษัท Leagoo ประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย เพราะนั้น เป็นสมาร์ทโฟนแบรนด์น้องใหม่อีกหนึ่งค่ายที่มีตัวตนจริงๆ นะครับ เรื่องของสเปคและการใช้งานจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น ต้องมาติดตามกันครับ

   ความพิเศษอย่างแรกของการเป็นสมาร์ทโฟนแบรนด์น้องใหม่ของค่ายนี้แล้วก็ตัวที่เราจะรีวิวนี้ Leagoo shark 1 มาพร้อมกับความจุของแบตเตอร์รี่ที่มากที่สุดในตอนนี้ก็ว่าได้ 6300 mAh แล้วเท่านั้นยังไม่พอ ยังรองรับการชาร์จไว เพียงแค่ชาร์จ 30 นาที จะสามารถนำไปใช้ได้อีก 1 วันเลยทีเดียวครับ ตัวเครื่องด้านหน้านั้นเป็นกระจกแบบ 2.5D ที่ทำมาคล้ายๆ กับตัวไอโฟนเหมือนกันนะ ซึ่งความน่าแปลกใจอยู่อย่างหนึ่งเค้าทำมือถือที่แบตเยอะ แต่มีความบางเพียง 8.5 มิลลิเมตรเท่านั้นเอง ถือว่าบางเลยนะครับ ไม่รู้ว่าโม้สเปคมารีป่าว เมื่อพลิกตัวเครื่องขึ้นมาดูที่ด้านหลังนะครับ จะมีปุ่มสแกนลายนิ้วมือมาให้ด้วย แต่ดูๆ ไปแล้วการดีไซน์ตัวเครื่องด้านหลังนี้ดูไม่ค่อยจะทันสมัยสักเท่าไหร่ แต่การสัมผัส การจับตัวเครื่องรู้สึกดีครับ ด้วยตัวขอบเครื่องเป็นโลหะ ก็ดูสวยงามดี ส่วนเรื่องของสเปคภายในนั้น มาด้วยชิปประมวลผลเป็น MTK 6753 ให้หน่วยความจำภายในมาที่ 16 GB ให้ RAM 3 GB แล้วก็ให้กล้องหลังความละเอียดมาที่ 13 ล้านพิกเซล มีค่า f/2.0 ซึ่งถ้าดูค่าตรงนี้มันก็คงจะถ่ายในที่แสงน้อยได้ดีนั้นเองนะครับ แต่ต้องทำการทดสอบครับ เด่ยวช่วงต่อไปได้ทดสอบกันแน่นอน นอกจากนั้นในตัวเครื่องเมื่อเปิดขึ้นมา จะเห็นว่ามาพร้อมกับ Android 5.1 lollipop ภายน็จะครอบด้วย UI ของทาง Leagoo เองอีกหนึ่งชั้นนะครับ ภายในคัวเครื่องนั้นมีเมนูไทยให้ใช้งานกันนะครับ ไม่ต้องห่วงว่าจะใช้งานกันยาก เพราะเค้ามาทำตลาดในบ้านเราแล้วในตอนนี้นะครับ

   เรื่องของการใช้งานถ้าดูจากสเปคนะครับ สิงแรกที่เราจะรีวิวหรือว่าทดสอบกันก็ต้องเป็นเรื่องของการเล่นเกมส์ก่อนเลยครับ เพราะเล่นเกมส์เนี่ยเราจะทราบได้อีก 3 อย่างเลยว่าจะผ่านหรือไม่ อย่างแรกเรื่องของจอ เราเล่นเกมส์หลากหลายเกมส์ทั้งแบบทั่วไป แล้วก็มีกราฟฟิกเยอะๆ นะครับ ถามว่าคุณภาพจอเป็นอย่างไร ก็ต้องบอกว่ามันก็ปกติครับ อยู่ในระดับกลาง การแสดงผลก็ไม่ถือว่าผิดเพี้ยนแต่ก็ไม่ได้จัดว่าจอสวย สีสันคมชัด อะไรแบบนั้นไม่ใช่ ในเรื่องของความไหลลื่นในการทดสอบเล่นเกมส์ ถ้าเป็นเกมส์ทั่วไป เล่นได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นเกมส์ที่มีกราฟฟิกเยอะๆ อันนี้เจอปัญหาเรื่องของการสะดุด ค้าง มีมาครบครับ เนื่องด้วยตัวซีพียูอาจจะไม่ใช่ตัวแรงสักเท่าไหร่ ก็เลยทำให้การเล่นเกมส์มันสะดุดนั้นเอง ในส่วนของลำโพง คุณภาพเสียงที่ได้นั้น ดังดีครับ เสียงชัดเจน โทนเสียงจะไปทางเสียงแหลมเยอะไปนิดหนึ่งนะครับ

   แต่ในส่วนของการใช้งานทั่วไป เล่นเน็ต เล่นเว็บ เล่นเฟสบุ๊ค ไลน์ หรืออื่นๆ ทั้งการดูหนัง ฟังเพลง ดูซีรี่ย์ บอกเลยว่ามันไหลลื่นดีมากครับ ด้วยสเปคที่เป็นสถานปัตยกรรม 64-bit นั้นเอง ก็จึงทำให้เรื่องของการใช้งานตรงนี้มันค่อนข้างดี แล้วก็ให้แบตมาเยอะด้วย ก็ทำให้การดูหนัง ดูซีรี่ย์เนี่ย ทำกันไปได้ยาวๆ เลยนะครับ แบตอีดจริงๆ หลังจากที่ทดสอบแล้วก็สามารถใช้งานกันได้ถึง 2 วันเต็มๆ เลยนะครับ

   ส่วนเรื่องของกล้องที่จะไม่พูดไม่ได้เลย ผลการรีวิวพบว่ามันเป็นกล้องที่จับโฟกัสได้ดีครับ แต่ดีในระดับเดียวกันกับมือถือแบรนด์จีนที่เป็นเกรด B ที่ราคาไม่ได้แพงมากนัก แล้วก็สเปคแล้วก็วัสดุภายในไม่ได้พรีเมี่ยมเนี่ย ถามว่ากล้องมือถือรุ่นนี้ บอกเลยว่ากล้องดีสุดในระดับมือถือเกรดเดียวกันนะครับ ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ที่น่าสนใจแล้วก็ใช้งานแบบทั่วไปได้ดี หน้าจอใหญ่ ชัดเจนแล้วที่สำคัญก็คือมันพกพาง่านะครับ ตัวเครื่องค่อนข้างบาง แต่หน้าจอมันใหญ่ถึง 6 นิ้วเลย แต่ก็ถือว่าไม่ได้ใหญ่มากนะครับ ก็ถือว่าเป็นมือถือจีนอีกหนึ่งรุ่นที่ราคาเบาๆ อ้อ มีเข็มทิศนำทางมาให้ด้วยนะครับ หลายๆ รุ่นจะไม่มีเข็มทิศนำทาง อย่างไงก็ลองไปหาซื้อหาเล่นตัวจริงกันได้แล้วนะครับ

Review Moto X Style สมาร์ทโฟนที่กันเปียกได้ สเปคแรง หน้าจอใหญ่ ในสไตล์ Motorola

   Gadget สินค้าอินเทรนด์ ที่ 108plaza จะนำมารีวิวในครั้งนี้ เป็นสมาร์ทโฟนในตำนานครับ ซึ่งสมาร์ทโฟนในตำนานนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นรุ่นที่เก่า ล้าสมัย หรือรุ่นที่เปิดตัวมานานแล้วแต่อย่างใดนะครับ แต่เป็นสมาร์ทโฟนแบรนด์ในตำนานที่มีชื่อแบรนห์ว่า Motorola ครับ ซึ่งในอดีตนั้นค่ายนี้ก็เป็นอีกหนึ่งผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือในยุคก่อนหน้านี้ที่ได้รับความนิยมพอสมควรเลยครับ แต่ตอนนี้ moto เองก็ได้เข้ามาร่วมมือกับก็ลงทุนร่วมกันกับค่าย Lenovo นะครับ ก็เป็นการร่วมลงทุนในการผลิตสมาร์ทโฟนในระดับไฮเอนต์ ราคาก็ค่อนข้างจะแพงนิดหนึ่งสำหรับแบรนด์ moto นะครับ แล้วสมาร์ทโฟน รุ่นที่เราจะรีวิวรายละเอียดจะเป็นอย่างไรมาดูกันครับ

   สำหรับสมาร์ทโฟนที่อยู่ในมือผมนี้นะครับ เป็นสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ที่ใช้ชื่อรุ่นว่า Moto X style ซึ่งสมาร์ทโฟนรุ่นนี้มันมีความพิเศษๆ อยู่หลายๆ ด้านด้วยกัน อย่างเช่นอย่างแรกเลยคือมันเป็น เพียว Android ใครที่ชอบรอมไหลลื่น ไม่ค้าง ไม่ปรุงแต่งอะไรมาเยอะๆ จนน่ารำคาญเนี่ย สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ตอบโจทย์เลยทีเดียว เวลาที่ได้อัปเดท Android ก็แน่นอนว่าได้อัปเดทก่อนใครเพื่อนแน่ๆ ทีนี้มาดูสเปคของสมาร์ทโฟนระดับพรีเมี่ยมที่ทาง เลอโนโว่ ร่วมกันกับ โมโต เค้าผลิตกันออกมาในรุ่นนี้กันนะครับ แน่นอนว่ามันรองรับการใช้งานแบบ 4G LTE แน่นอน มาพร้อมกับขนาดหน้าจอที่ 5.7 นิ้ว หน้าจอใหญ่เลยทีเดียวครับ ความคมชัดของหน้าจอนั้นอยู่ในระดับ Quad HD หน้าจอก็เป็นหน้าจอแบบ IPS Display ส่วนของตัวซีพียูหรือว่าชิปประมวลผลที่ใช้ในสมาร์ทโฟนรุ่นนี้เป็น snapdragon 808 เป็นแบบ 6 แกนสมอง ให้ความเร็วของเครื่องมาที่ RAM 3 GB หน่วยความจำในตัวเครื่องหรือว่า ROM 32 GB สามารถที่จะเพิ่มหน่วยความจำสำรองหรือว่า micro sd card ได้ด้วย กล้องหลังมาพร้อมกับความละเอียดที่มากถึง 21 ล้านพิกเซล ค่า f/2.0 แล้วก็มาพร้อมกับกล้องหน้าที่ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ค่า f/2.0 เช่นกัน กล้องหลังจะมาพร้อมกับ Dual LED กล้องหน้าจะมีไฟแฟลดซ์ด้านหน้ามาให้ด้วย ดูเหมือนว่าจะเป็นข้อดีแบบเบาๆ อีกอย่างหนึ่งของสมาร์ทโฟนรุนนี้คือ ตัวเครื่องนั้นสามารถกันน้ำแบบเบาๆ ได้ คือวิ่งผ่านฝนตก ไปโดนแก้วน้ำหกใส่ตัวเครื่อง อะไรแบบนี้พอได้ แต่ไม่ถึงกับกันน้ำได้ คือกันได้แบบปียกๆ ชุ่มๆ เท่านั้นเอง ถ้าเทียบมาตรฐานการกันน้ำก็จะอยู่ที่ระดับ IP 52 เท่านั้นเอง คือเค้าจะใช้เทคโนโลยีเคลือนน้ำยากันน้ำเอาไว้บางๆ รอบๆ ตัวเครื่องเท่านั้นเองนะครับ ให้ความจุของแบตเตอร์รี่มาที่ 3000 mAh ส่วนระบบปฏิบัติการนั้นก็เป็น Android เวอร์ชั่นล่าสุด ก็คือตัว Android M 6.0 แล้วนะครับ บอกราคากันก่อนเลยแล้วกันครับ เผื่อว่าจะมีใครพอรับได้กับราคานี้ กับสเปคที่ผมได้บอกมาทั้งหมดนี้ ก่อนจะไปดูภายในคัวเครื่องกัน ราคาของสมาร์ทโฟนเครื่องนี้อยู่ที่ 2 หมื่นบาทมีทอนครับ ใครสนใจก็มาอ่านต่อในช่วงต่อไปได้เลย

   ในเรื่องของดีไซน์ตัวเครื่องนะครับ ดูพรีเมี่ยมดีครับ งานประกอบนั้นก็ทำมาได้ดีเลย ตัวเครื่องเองรองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด แต่เป็นซิมแบบ Hybrid คือต้องเลือกว่าจะใส่ซิมหรือไมโคร sd card ในซิมที่สองนั้นเองครับ เรื่องของการใช้งานเนี่ยนะครับ บอกเลยว่ามันลื่นไหลเลย รอมภายในเครื่องนั้นเป็นแบบเพียวแอนดรอยด์มาเลย ในเรื่องของการใช้งานกล้องหลงที่ผมค่อนข้างจะตื่นเต้นกับสเปคนะครับ ตัวเซนเซอร์เนี่ยจะใช้ของ sony ด้วย ต้องบอกเลยว่ามันใช้งานได้ดีครับ การจับโฟกัสเนี่ยเร็วดีเลยทีเดียว ในส่วนของโหมดการใช้งานก็จะมีทั้ง HDR มีโหมดแบบ manual และพาโนรามาร์ แล้วก็อื่นๆ ที่อาจจะไม่ค่อยเยอะเหมือนกับค่ายอื่น แต่การใช้งานผมบอกเลยว่าดีครับ ใช้งานได้ดีกับกล้องที่ความละเอียด 21 ล้านพิกเซล ในส่วนของกล้องหน้าเนี่ย ก็เป็นกล้องที่ยังไม่ค่อยเป็นเลนส์ wide สักเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่ามุมภาพที่เป็นจอใหญ่เนี่ย ทำให้มุมมองมันดูกว้างขึ้น การเซลฟี่ก็ต้องบอกว่าดีเลยทีเดียว มีโหมดบิวตี้มาให้ด้วย

   ก็มาเทสด้วย Antutu กันครับ ได้คะแนนหลังจากทดสอบก็คะแนนอยู่ที่ 49512 ซึ่งผมก็คิดว่าคะแนนเนี่ยบางรุ่นบางยี่ห้อเค้าได้กันเป็นแสนไปแล้วนะครับ ก็คงจะเป็นตัวซีพียูเอง ก็เลยทำให้ได้คะแนนเท่านี้ แต่การใช้งานโดยรวมของ gadget สินค้าอินเทรนด์ที่มารีวิวในวันนี้ ถือว่าใช้งานได้ดีเลยทีเดียวครับ เรื่องของดีไซน์ก็ค่อนข้างถูกใจสำหรับคนที่อยากได้หน้าจอใหญ่นะครับ

อัพเดทข่าวอย่างไม่เป็นทางการ Asus Zenfon 3 and 3 Deluxe โดยจะมาพร้อมกับสแกนลายนิ้วมือเครื่องแรกของ นิกายเซน

   108plaza วันนี้จะพาทุกท่านมาอัพเดทข่าวสารในวงการไอทีและสมาร์ทโฟนกันครับ เป็นอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ที่มีข่าวหลุดมาอย่างไม่เป็นทางการเมื่อช่วงต้นเดือน เมษายน 2016 นี้อย่างหนาหูเหลือเกินครับ ด้วยข่าวที่ว่า สมาร์ทโฟนนิกายเซน อย่าง Asus จะมีการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดที่เป็นรุ่นเรือธงของเค้าในต้นเดือนมิถุนายน 2016 นี้แน่นอนเลยทีเดียว เรียกได้ว่าแฟนๆ นิกายเซนหรือแฟนของทางใต้หวันกับแบรนด์ asus นั้นต้องรอกันไปอีกสักระยะหนึ่งนะครับ ถ้าอยากจะได้สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่มีข่าวว่าจะเพิ่มฟี่เจอร์สแกนลายนิ้วมือเครื่องแรกของทาง asus ออกมา เรียกว่าเค้าไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว แต่ asusu ก็ยังไม่มีฟี่เจอร์นี้มาให้ในรุ่นที่ผ่านๆ มานะครับ แล้วก็ยังมีข่าวอัพเดทเกี่ยวกับสมาร์ทโฟนเรือธงตัวใหม่ของทาง asus อีกมากมายเลยที่จะมาเล่าให้เพื่อนๆ ได้ติดตามกันในวันนี้ พร้อมแล้วไปดูรายละเอียดกันเลยครับ

   หลังจากที่เราพลาดการได้เห็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของทาง asus zenfon 3 และ asus zenfon 3 deluxe จากงานไทยแลนต์โมบายต์ เอ็กซ์โปร 2016 ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานะครับ มาถึงตอนนี้ก็มีข่าวหลุดมาอย่างไม่เป็นทางการว่า asus เองจะเตรียมตัวเปิดสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ตัวนี้ออกมา ซึ่งในรูปที่เพื่อนๆ เห็นนี้เป็นภาพเรนเดอร์ที่หลุดออกมาจากเว็บไซต์ต่างประเทศ เค้าก็บอกว่า asus zenfon 3 นั้นจะมาพร้อมกับ ไฟแฟรดซ์แบบ dual LED ที่ด้านหลังของตัวเครื่อง รวมไปถึงตัวออโต้ โฟกัส ที่เคยมีมาในรุ่นก่อนหน้านี้หลายๆ ตัว แต่ข่าวที่หลุดออกมานั้นยังไม่ได้บอกถึงสเปคที่ชัดเจนว่าจะมีความแรงของเครื่องที่เท่าไหร่ กล้องความละเอียดเท่าไหร่ ใช้ชิปตัวไหน แต่จะพอเดาๆ จากภาพหลุดที่ออกมาได้ว่า ตัวบอดี้ของ asus zenfon 3 นั้นจะมาพร้อมกับบอดี้ที่เป็นโลหะ แต่อาจจะทำตัวบอดี้ส่วนใหญ่ที่คล้ายคลึงกับตัว LG G5 ที่นำวัสดุอื่นมาเคลือบทับผิวโลหะเอาไว้อีกชั้นหนึ่งแทน แต่จากในรูปนั้นเราสามารถฟันธงได้แน่ๆ ว่าตัว asus zenfon 3 จะมาพร้อมกับปุ่มสแกนลายนิ้วมือที่อยู่ตรงด้านหล่างของตัวกล้อง ที่จากรุ่นเดิมนั้นจะเป็นปุ่มเพิ่มลดเสียงแทน แต่จะย้ายปุ่มเพิ่มลดเสียงไปอยู่ทางด้านข้างแทนนั้นเองครับ ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของทาง asus เค้าเลยก็ว่าได้ที่เค้านำเอาฟังก์ชั่น สแกนลายนิ้วมือนี้มาใส่ไว้ในสมาร์ทโฟนรุ่นนี้

   แล้วอีกหนึ่งอย่างที่แฟน asus ตั้งตารอคอย หลังจากที่แบรนด์อื่นๆ เค้าก็ทำกันมานานแล้ว กับการใส่ไฟ LED ที่ปุ่มย้อนกลับ แล้วก็ปุ่ม resent app ที่ด้านล่าง ก็จะมีมาในสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ด้วย แล้วปุ่มโฮม เองจะก็จะคล้ายๆ กับทางซัมซุงหรือว่า เอซ ที ซี อยู่เหมือนกัน แล้วก็พอเดาได้ตามภาพที่เห็นนะครับว่าตัวพอร์ดเชื่อมต่อนั้นน่าจะมาพร้อมกับ USB Type C อีกเช่นกัน ซึ่งตามข่าวที่เราได้สืบทราบมานั้น การมาของ asus zenfon 3 และ asus zenfon 3 deluxe นั้นจะมีเปิดตัวมาในงาน คอมมีเทค 2016 ที่ประเทศใต้หวัน ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2016 นี้แน่นอน อย่างไรแล้วแฟนๆ ที่เชื่อมั่นในเรื่องของการใช้งานสมาร์ทโฟนแบรนด์จากใต้หวันอย่าง asus ก็ต้องคอยติดตามข่าวสารกันอยู่อย่างต่อเนื่องนะครับ แล้วใครที่กำลังเบื่อ asus zenfon 2 แล้ว ก็คงต้องทนใช้ไปอีกประมาณ 2 เดือน ก็คงจะได้เปลี่ยนรุ่นใหม่กันนะครับ ซึ่งสมาร์ทโฟนแบรนด์นี้เองก็โด่งดังมาจากการทำอุปกรณ์ไอทีอย่างเช่น โน๊ตบุ๊ค และอุปกรณ์อื่นๆ มากมาย อย่างไรแล้วก็คงต้องติดตามกันต่อไป ทั้งในส่วนของการให้บริการหลังการขายที่มีหลายท่านเข้ามาตั้งกระทู้เกี่ยวกับการให้บริการของทาง asus เองในหลายๆ เว็บไซต์ อันนี้ผมเองก็ไม่ขอแสดงความคิดเห็นนะครับ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเพื่อนๆ ทุกท่านจะเข้าไปหาข้อมูลและทดสอบตัวเครื่องจริงๆ กันเอาเอง เพราะว่าผู้ผลิตสินค้าทุกแบรนด์ผมว่าจะมีคุณภาพดีหรือไม่นั้น ดูได้จากหลายๆ องค์ประกอบครับ ถ้าคิดว่าชอบและถูกใจในตัวสินค้า ก็ตัดสินใจซื้อได้เลยครับ

   ในครั้งหน้านั้นผมจะมี gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวไหนมารีวิวกันอีกนั้น ก็ต้องให้เพื่อนๆ ได้คอยติดตามและสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการรีวิวได้ที่ facebook//108plaza ของเราได้ รวมถึงการเข้าไปกด like เพื่อให้กำลังใจกับทางทีมงานกันได้เลยนะครับ

Review New Honda Click 125i มอเตอร์ไซต์ออโตเมติกส์ยอดนิยม

 

   เพื่อนๆ คนไหนที่มีแผนจะเปลี่ยนรถมอเตอร์ไซต์คันใหม่ ที่จะเอาไว้ใช้ในการเดินทางในชีวิตประจำวัน ทั้งการเดินทางไปทำงาน ทั้งการใช้รถในครอบครัว และสามารถใช้รถมอเตอร์ไซต์เพื่อเดินทางในระยะทางไกลๆ ด้วยรถมอเตอร์ไซต์ ในตอนนี้ 108plaza ของเราก็มีรถมอเตอรืไซต์จากค่าย ฮอนด้า อีกหนึ่งรุ่น ที่ได้รับความนิยมมากเลยทีเดียว ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวใหม่ที่ได้รับการพัฒนาทั้งเรื่องของเครื่องยนต์ที่ให้ความประหยัดมากขึ้น และ เรื่องของระบบความปลอดภัยต่างๆ ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวครับในการรีวิวครั้งนี้ รายละเอียดจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น ตามผมไปดูกันเลยครับ

   เรียกได้ว่าทางทีมงานของเราได้นำรถมอเตอร์ไซต์จากทาง ฮอนด้า Click 125i ตัวนี้มาทำการริวิวกันในรูปแบบที่จัดเต็มเลยทีเดียวครับ เพราะในครั้งนี้เราได้ทำการทดสอบขับขี่ในทุกเส้นทางเลย ไม่ว่าจะเป็นทางเรียบในเมือง ทางฝุ่น ทางขรุขระ มีทุกรูปแบบครับ รวมๆ ระยะทางที่เราทดสอบนั้นอยู่ราวๆ 500 กิโลเมตร กันเลยทีเดียว ซึ่งทางฮอนด้าเอง ก็บอกกับเราเอาไว้ว่า เรื่องของการดีไซน์ เรื่องของการออกแบบนั้น ตัวรถนั้นออกแบบมาในแนวสปอร์ต โฉบเฉียว ปรับแมให้ถูกใจวัยรุ่นและผู้ใช้งานมอเตอร์ไซต์ให้มากขึ้นกว่ารุ่นเดิมด้วย เรื่องของการดีไซน์ก็ต้องขึ้นอยู่กับเพื่อนๆ แล้วนนะครับว่จะชอบรูปโฉมแบบนี้หรือไม่ แต่ส่วนตัวผมเอง ก็ค่อนข้างที่จะถูกใจมากเลยทีเดียว เมื่อผมได้ทดสอบการขับขี่แล้วเนี่ย ตัวรถมีน้ำหนักเบาๆ ขับขี่ง่าย ผู้หญิงร่างเล้กก็ขับได้สบายครับ การใช้งานในเมืองเนี่ยทำได้ดีเลยทีเดียว ตัวเรือนไมค์ต่างๆ บนหน้าปัดแสดงผลนั้นเป็นแบบ LCD เป็นแบบดิจิตอลทั้งหมดเลยนะครับ ก็เรียกว่าดูสวยงามครับ โดยจะมีมาตรวัดความเร็วแบบเข็ม มีไฟบอกสถานะไฟสูง ไฟแสดงการทำงานของหัวฉีด ไฟเตือนความร้อน ไฟเลี้ยว แล้วการแสดงผลแบบดิจิตอลก็จะเป็นไฟแสดงผลปริมาณน้ำมัน แล้วก็ระยะทางการใช้งานของตัวรถนั้นเองครับ

   พื้นที่ใต้เบาะนั่งนั้นมีพื้นที่สามารถใส่หมวกกันน็อคแบบเต็มใบได้ 1 ใบเลย เรียกว่าเป็นกล่องยูบ็อกที่ให้พื้นที่ใช้สอยมาเยอะครับ ถัดมาในพื้นที่ใต้เบาะก็จะมีถังน้ำมันที่มีความจุทั้งหมดอยู่ที่ 5.5 ลิตร ก็ถือว่าวิ่งในระยะทางไกลๆ เนี่ยเป็นเกือบๆ 200 กิโลในถังเดียวได้สบายๆ เลยนะครับ ซึ่งความพิเศษและดูเหมือนจะเป็นจุดเด่นของรถมอเตอร์ไซต์รุ่นนี้นะครับ ก็คือความเป็น smart technology ซึ่งทางฮอนด้าเองได้นำเทคโนโลยีในการขับขี่รถคันนี้มาใส่ไว้ในรถรุ่นนี้แล้ว ซึ่งจะประกอบไปด้วย เครื่องยนต์ที่เป็นแบบ ESP ในความจุขนาด 125 ซีซี มีระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยระดับหัวฉีด PGMFI ซึ่งเทคโนโลยีนี้ หลังจากที่ได้ทำการทดสอบแล้ว มันให้พละกำลังในการขับขี่ที่ดีเลยทีเดียว ทั้งในเรื่องของอัตราเร่งในช่วงต้น ในการออกแบบทำได้ดีครับ เรียกว่ามันพุ่งไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วพอตัวเลย รวมไปถึงพละกำลังที่สามารถปีนขึ้นเขาก็สามารถทำได้ดีด้วยเช่นกัน ความรู้สึกของผมในการทดสอบรถคันนี้ ผมมีความคิดเห็นว่า ตัวเครื่องยนต์นั้นให้เสียงที่ทำงานได้เงียบดีครับ จากนั้นมาเราก็ได้ทำการทดสอบในทางเรียบ เราก็ทำความเร็วได้สูงสุดที่เครื่องยนต์ทำได้ก็ประมาณ 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่นำมาใส่กับเครื่องยนต์รุ่นนี้คือ ระบบ ไอดีริ่งค์ สต๊อป คือเมื่อเราจอดรถนานเกินกว่า 3 วินาทีเนี่ยนนะครับ เครื่องยนต์ก็จะดับลง เพื่อการประหยัดน้ำมัน แต่เมื่อเราบิดคันเร่งขึ้นมา เครื่องยนต์ก็จะติด แล้วก็สามารถสตาร์ทแล้วไปต่อได้เลย โหมดนี้ก็จะใช้งานได้ดีในสภาพการจราจรที่ติดขัดนะครับ มันก็จะช่วยประหยัดน้ำมันไปได้อีกทางหนึ่ง แต่ระบบนี้สามารถปิดไปได้ในขณะที่เราเดินทางไกลๆ ถ้าเครื่องยนต์ติดๆ ดับๆ ในอุณหภูมิเครื่องที่ร้อนเนี่ย มันก็จะส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์ได้นะครับ ก็เลือกใช้งานกันให้เหมาะสม ส่วนนความเร็วที่ใช้ได้ในความเหมาะสมของตัวรถด้วยเนี่ย เราใช้ความเร็วอยู่ที่ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงครับ วิ่งได้สบายๆ เลยทีเดียว เมื่อเราทดสอบอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันก็จะอยู่ที่ 40 กิโลเมตรต่อลิตร แต่ถ้าหากว่าจะให้ประหยัดมากขึ้น อาจจะใช้ความเร็วเฉลี่ยประมาณ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มันก็จะช่วยประหยัดน้ำมันไปได้เยอะเลยทีเดียวครับ

   สำหรับอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่มาพร้อมกับ gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้นะครับ ก็คือระบบคอมไบเบรก เป็นการเบรกที่ช่วยกระจายแรงเบรกไปทั้งล้อหน้าและล้อหลังได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ก็ถือว่าเป็นรถมอเตอร์ไซต์อีกหนึ่งรุ่นที่น่าใช้งานพร้อมกับความประหยัดที่ได้รับครับ

รีวิว ขาตั้งกล้องแบบขาเดียว Monopod Jieyang JY0506C


   สำหรับ gadget สินค้าอินเทรนด์ที่นำมารีวิวในครั้งนี้มาเอาใจคนที่ชอบถ่ายภาพกันสักนิดหนึ่งนะครับ เรียกว่าวันนี้ 108plaza ของเรามีอีกหนึ่ง gadget ที่คนรักกล้อง ชอบถ่ายภาพ ถ่ายวีดีโอ จำเป็นต้องใช้มันสำหรับพกพาไปในที่ต่างๆ เพื่อที่จะทำชิ้นงานนั้นๆ ออกมาได้ดี สิ่งที่ผมกำลังพูดถึงนั้นก็คือ ขาตั้งกล้อง นั้นเองครับ

   ขาตั้งกล้องตัวนี้มีชื่อรุ่นว่า Jieyang Monopod JY0506C ถ้าดูจากการอ่านชื่อรุ่นก็จะพอเดาออกนะครับว่าแบรนด์นี้มาจากที่ไหน สะกดตามตัวก็อาจจะอ่านว่า จ่าย-ยัง อะไรทำนองนั้น แต่เราไม่ต้องสนใจครับ เราสนใจเรื่องของประสิทธิภาพการใช้งานมากกว่า สำหรับขาตั้งกล้องตัวนี้นะครับ ถ้าวัดจากความสูงปกติขณะที่ยังไม่ได้ยึดเนี่ย จะอยู่ที่ 50 เซนติเมตร แล้วก็ความสูงขณะที่ยึดจนสุดแล้วเนี่ยจะอยี่ 150 เซนติเมตร น้ำหนักของขาตั้งกล้องเองเนี่ยจะอยู่ที่ 1 กิโลกรัมพอดี ขาตั้งกล้องตัวนี้จะรับน้ำหนักกล้องได้สูงสุดที่ 4 กิโลกรัม เมื่อซื้อขาตั้งกล้องตัวนี้มาเนี่ย ในกล่องก็จะแถมถุงใส่ขาตั้งมาให้เรียบร้อย สำหรับเรื่องของราคาขาตั้งกล้องตัวนี้ก็จะอยู่ที่ประมาณ 3 พันนิดๆ แต่ถ้าไปเทียบคุณภาพกับแบรนด์ดังๆ เลยเนี่ยนะครับ ราคาจะอยู่ที่ 1 หมื่นกว่าบาทเลยทีเดียว ซึ่งเทียบกับตัวที่เป็น monopod ด้วยกันเนี่ยนะครับ

   สำหรับช่างภาพมือใหม่หรือว่าคนที่คิดว่าทำไมเราต้องใช้ขาตั้งกล้องแบบขาเดียวด้วย มันตั้งกล้องได้ลำบาก เราต้องคอยถือไม่ให้มันล้มอยู่ตลอดๆ เราก็ไปหาซื้อที่มันมี 3 ขาไม่ดีกว่าหรอ ถ้าเพื่อนๆ คิดแบบนั้นผิดครับ เพราะขาตั้งกล้องแบบขาเดียวแบบนี้เค้าทำมาเพื่อการใช้งานที่คล่องตัว เราสามารถย้ายจุดที่กล้องจะตั้งไว้เนี่ยมันง่ายครับ เราก็ยกทั้งตัวกล้อง ทั้งขาตั้งไปได้เลย เราไม่ต้องมามัวเก็บขา พับขาอะไรให้ยุ่งยาก เสียเวลา แต่ได้ความคร่องตัวอย่างมากเลย แต่ถามต่อไปอีกว่า เราต้องคอยจับขาตั้งไว้ตลอดเลยหรอ ไม่ครับ ขาตั้งกล้องตัวนี้จะมี 3 ขาที่เพื่อนๆ เห็นในรูป ก็กางมันออกมา ก็จะมีตัวล็อคไม่ให้ขามันหุบไปที่เดิม จากนั้นถ้าพื้นมันไม่เสมอกัน มันไม่เรียบ เราสามารถเอาเท้าเราเนี่ยแหละคอยเหยีบเอาไว้ได้ เพื่อไม่ให้มันล้มก็ได้เช่นกัน แต่ข้อติของตัวขาตั้งกล้องของ jieyang ตัวนี้คือ ตรงข้อต่อนะครับ เวลาที่เราจะยึดขาตั้งขึ้นมามันจะเป็นแบบหมุนๆ ซึ่งมันอาจจะทำให้เราช้าไปบ้าง แต่ถ้าเป็นรุ่นอื่นที่ราคาแพง มันจะเป็นตัวล็อคแบบสปริง ที่เราสามารถปลดล็อคแล้วยึดมาได้เร็วกว่า แบบนั้นก็จะราคาแพงกว่านั้นเอง แต่แบบนี้ราคาถูก ก็ให้แบบช้าๆ ไปนิดหนึ่งได้ เพื่อการประหยัดเงินในกระเป๋านั้นเองนะครับ

   แล้วก็มีข้อเสียของขาตั้งกล้องตัวนี้อีกหนึ่งอย่างที่หลังจากที่ผมได้ทำการทดสอบแล้วเนี่ยนะครับ ก็อยู่ตรงที่ตัวข้อต่อที่พูดไปเมื่อกี้นะครับ ที่บอกว่ามันเป็นแบบหมุนๆ แล้วก็ยึดออก พอยึดออกจนสุดแล้วก็หมุนขันกับให้แน่น แต่บางทีเรารีบ เราก็หมุนคิดว่าแน่นแล้ว แต่มันก็ยังรูดลงอยู่ดี ก็เป็นข้อเสียนะครับ มาดูถัดมาสูงขึ้นอีกนิดครับ เป็นที่จับที่จะหุ้มยางแบบนิ่มๆ เอาไว้ด้วย ก็จับได้นุ่มสบายดี แล้วก็มีที่คล้องมือกันหลุดมือมาให้ด้วยเช่นกัน จากนั้นมาดูที่หัว pan กันบ้าง ตัวน๊อตที่ใช้หัว pan ของขาตั้งกล้องตัวนี้เป็นแบบมาตรฐานครับ เราสามารถซื้อหัวแพนยี่ห้ออื่นหรือแบบอื่นๆ ตามลักษณะการใช้งานมาเปลี่ยนได้ ซึ่งถามว่าหัวแพนที่ให้มากับขาตั้งกล้องรุ่นนี้เลย ดีไหม บอกเลยว่าดีครับ ค่อนข้างถูกใจผม เพราะมันเป็นหัวแพนวีดีโอที่เป็นแบบหัวน้ำมัน เราใช้ในการแพนเพื่อถ่ายในต่างมุม ถ่ายในรูปแบบต่างๆ เนี่ยได้ดี ทำให้ภาพที่ได้มาเนี่ยมันไม่กระตุก มันมีความ smooth ดีครับ แล้วหัวแพนแบบน้ำมันตัวนี้ยังสามารถปรับค่าความเฉื่อยได้อีกด้วย เราจะต้องการให้ฝึดๆ นิดหนึ่งก็ปรับได้ หรือ ต้องการจะหมุนแพนกล้องแบบง่ายๆ ใหลลื่น อันนี้เราก็ปรับได้เช่นกัน

   ใครที่กำลังจะหาซื้อขาตั้งกล้องที่ใช้งานได้ค่อนข้างคล่องตัว แล้วราคาเบาๆ เนี่ย ก็ต้องบอกว่า gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้มันตอบโจทย์ทีเดียวครับ แต่มันก็จะมีข้อเสียบ้างบางจุดตามที่เราได้รีวิวไปแล้วนะครับ ใครที่ยอมรับข้อเสียตรงนั้นได้เนี่ยก็หาซื้อได้เลยครับ

Review Rode Link Wireless Microphone ไมค์ไร้สายสำหรับการบันทึกวีดีโออย่างง่าย

 

   ปัจจุบันนี้มีเพื่อนๆ หลายคนที่ผันตัวเองมาเป็นนักจัดรายการ หันมาทำคลิปวีดีโอต่างๆ กันมากมาย ทั้งรายการบันเทิง ทั้งนักรีวิวที่เอาสินค้าตัวนั้น ตัวนี้ที่อยู่ในเทรนด์มาทำการรีวิวแล้วก็มาขายผ่านทางช่องทางออนไลน์หรือตาม youtube ต่างๆ กันเยอะขึ้น เรื่องของการทำวีดีโอนั้นสิ่งสำคัญเลยก็คือต้องมีภาพที่คมชัด เสียงที่บันทึกต้องชัดเจน ต้องไม่มีเสียงรบกวนจากภานนอก ถึงจะเป็นคลิปวีดีโอที่ดี ในตอนนี้ 108plaza ก็เลยไปหา gadget สินค้าอินเทรนด์ที่เกี่ยวกับการทำงานในด้านนี้มาฝากเพื่อนๆ กันครับ จะเป็นอุปกรณ์อะไรนั้นเดี่ยวเรามาดูกันเลยดีกว่า

   ในรูปที่เพื่อนๆ เห็นอยู่นี้มีชื่อว่า Rode Link Wireless Microphone ครับ เป็นตัวไมค์โครโฟนไร้สายแบบที่ใช้เสียบกับกล้องวีดีโอนั้นเอง หลักการทำงานของมันแบบคร่าวๆ ก็คือว่า ถ้าเราเห็นพิธีกรรายการต่างๆ เค้าก็จะมีไมค์โครโฟนตัวเล็กๆ เสียบเอาไว้กับปกเสื้อหรือว่าตามส่วนต่างๆ ที่ใกล้ปากมากที่สุดนะครับ แล้วก็จะมีตัวรับสัญญาณเป็นกล่องเล็กๆ ที่รับสัญญาณแบบไร้สาย ตัว rode link นี้ก็เหมือนกันครับ การใช้งานเหมือนกันเลย เพื่อนๆ หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมเราต้องใช้ไมค์ไร้สายแบบนี้ด้วย ก็ถ้าเราอัดวีดีโอง่ายๆ ตัวกล้องถ่ายวีดีโอมันก็มีไมค์โครโฟนดูดเสียงเราอยู่แล้วนี่น่า จะต้องใช้ทำไมตัวไมค์ไร้สาย ถูกต้องครับว่ามีไมค์ดูดเสียงที่กล้องวีดีโออยู่แล้ว แต่การบันทึกเสียงแบบนั้น ถ้าเราไปบันทึกวีดีโอข้างนอกสตูดีโอ ที่มันมีเสียงรถยนต์ดังๆ เสียงคนเยอะๆ เสียงรบกวนเยอะๆ เนี่ย เมื่อเรามาดูคลิปที่ถ่ายมาเนี่ย เราแทบจะไม่ได้ยินเสียงที่เราพูดเข้าไปในคลิปเลย ถูกต้องไหมครับ นี่แหละคือสาเหตุที่เราจำเป็นต้องใช้ไมค์แบบไร้สายตัวนี้เพื่อช่วยตัดเสียงรบกวนหรือ นอยส์ ออกไป เพื่อให้คลิปวีดีโอนั้นมีคุณภาพดีที่สุด ทำอย่างมืออาชีพนั้นเองครับ

   เรามาแกะกล่อง rode link ตัวนี้กันครับ ในกล่องก็จะประกอบไปด้วยตัวกล่องรับสัญญาณ ที่เราจะเอาเสียบไว้บนกล้องวีดีโอ เป็ฯตัวรับสัญญาณเสียงจากไมค์โครโฟนเข้ามาบันทึกไว้ในตัวกล้องนั้นเอง ถัดมาก็จะเป็นไมค์โครโฟนอันเล็กๆ ที่จะต้องติดกับตัวผู้พูดหรือพิธีกร เป็นไมค์แบบไร้สายนะครับ ต่อมาก็จะเป็นสายแจ็คที่เอาไว้เสียบกับตัวรับสัญญาณแล้วก็เสียบเข้ากับช่องบันทึกเสียงหรือช่อง record ที่ตัวกล้อง แล้วในกล่องก็จะให้ฟองน้ำที่เอาไว้คลุมหัวไมค์แถมมาให้ด้วย เพื่อบางทีใช้ไปๆ แล้วหายหรือสกปรก ก็สามารถเปลี่ยนฟองน้ำตัวนี้ได้ แล้วก็เป็นตัวฟองน้ำที่กันเสียงรบกวนหรือเสียงนอยส์ได้ด้วยนะครับ

   สำหรับการใช้งานนะครับ เราก็จะต้องทำการใส่ถ่านขนาด AA จำนวน 2 ก้อน ไปที่ตัวรับสัญญาณจากไมค์โครโฟนก่อน จากนั้นก็นำสายไมค์ครับ นำสายไมค์ที่ให้มาในกล่องมาเสียบเข้ากับตัวรับสัญญาณ จากนั้นก็เอาหัวแจ็คอีกด้านหนึ่งไปเสียบเข้ากับกล้องวีดีโอเลยครับ แล้วตัวรับสัญญาณเนี่ยมันจะมีตัวเสียบกับกล้องอยู่แล้ว ถ้าในกรณีที่กล้องวีดีโอทั่วไปนะครับ เราสามารถเสียบตัวรับสัญญาณไว้ที่บนตัวกล้องวีดีโอได้เลย แล้วก็ม้วนสายไมค์ให้เรียบร้อยในกรณีที่สายไมค์นั้นยาวเกินไปก็ม้วนเก็บได้เลยนะครับ

   การใช้งานเพิ่มเติมจากการใช้ไมค์แบบปกตินะครับ ซึ่งตัวรับและตัวส่งสัญญาณของไมค์ไร้สายรุ่นนี้สามารถใช้เป็นชุดได้ด้วย โดยที่ตัวรับสัญญาณจะสามารถใช้คู่กับตัวไมค์ส่งสัญญาณได้ทั้งหมด 8 ตัวเลย คือในกรณีที่เรามีพิธีกรหลายๆ คน แต่ใช้กล้องตัวเดียว ก็ใช้ตัวรับสัญญาณเพียงตัวเดียว แต่ใช้ไมค์ 8 ตัว แบบนั้นนะครับ โดยที่เราต้องปรับช่องสัญญาณให้ตรงกับช่องสัญญาณไมค์ในแต่ละตัวจะมี ch ให้เลือก 1-8 นะครับ แล้วเราก็เลือกให้ตรงช่องสัญญาณเท่านั้นเอง แล้วตัวไมค์โครโฟน เราสามารถปรับเพิ่มหรือลดความดัง ความไกลในการบันทึกเสียงได้ สมมติว่าเราต้องการโฟกัสเสียงที่ตรงปากเราอย่างเดียว ไม่ต้องการเสียงรบกวนรอบๆ ข้าง เราก็ปรับลดความถี่ของการบันทึกเสียงลงมาได้เป็น -10 -20 ก็ปรับได้ แต่ถ้าเราต้องการเสียงรอบๆ ข้างด้วย เสียงธรรมชาติ เสียงนกเสียงลม ก็เพิ่มความถี่ขึ้นไปเป็น +10 +20 +30 ก็ปรับขึ้นได้

   ใครที่กำลังหาไมค์โครโฟนแบบไร้สายเพื่อเอาใปใช้งานก็อย่าลืมไปหาดูตัว Rode link ตัวนี้ไปทดสอบกันนะครับ ก็ถือว่าเป็นไมค์ไร้สายที่ใช้งานได้ดีตัวหนึ่งเลย สำหรับครั้งหน้าเราจะมี gadget สินค้าอินเทรนด์อะไรมาทำการรีวิวกันต่อไปนั้น ต้องคอยติดตามกันด้วยนะครับ

 

Review iPad Pro 9.7-inch 2016 จะมีอะไรใหม่ แล้วจะล้ำกว่าอย่างไร มาดูกัน

 

   108plaza รีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ในตอนนี้ ต้องบอกเลยว่าเราได้รับเกียรติจากทาง Apple เป็นที่แรกเลยนะครับ เรียกว่าก่อนใครเพื่อนเลย กับการรีวิว iPad Pro 9.7-inch ใหม่เลย ใครที่กำลังรอการมาเยือนของตัว ipad pro ตัวนี้ก็ต้องห้ามพลาดที่จะมาอ่านรีวิวนี้กันก่อนที่ตัวเครื่องจะเข้ามาบ้านเรานะครับ

   ก็ต้องบอกว่าในเรื่องของการดีไซน์ เรื่องของตัวเครื่อง มองดูทั่วไปแลวไม่ค่อยเห็นความแตกต่างจากรุ่น ipad air II กันสักเท่าไหร่ ถ้าถือมาเทียบกับตัวตัวใหม่นี้ ipad pro 9.7 นิ้วใหม่เนี่ยนนะครับ ก็คล้ายคลึงกันมากเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นใครที่อยากจะซื้อมาถือเท่หืๆ ดูว่าเป็นของใหม่ๆ รุ่นใหม่เลยเนี่ย คงจะไม่ตอบโจทย์ในตัว ipad pro 9.7 ตัวนี้เท่าไหร่นะครับ แต่แน่นอนว่าเรื่องของราคาที่เปิดตัวมาค่อนข้างจะต่างกันมากในราคาต่างประเทศนะครับ มันก็คงต้องมีอะไรที่แตกต่างในเรื่องของการใช้งานกันบ้างละครับ

   มาดูกันที่ตัวเครื่องด้านหน้ากันก่อนนะครับ ตัวกล้องด้านบนถูก up grad ขึ้นมาให้มีสเปคที่สูงขึ้น แล้วก็มีหน้าจอขนาด 9.7 นิ้ว สาเหตุที่ทำจอเล็กลงมาจากรุ่นเดิมที่มีขนาด 12.4 นิ้วเนี่ยนนะครับ ก็เพราะว่าคนใช้งานหรือสาวกของ แอปเปิ้ล บอกว่าจอมันใหญ่เกินไป พกลำบาก ก็เลยต้องลดขนาดจอลงมา ด้านล่างมีตัว Touch ID แล้ว ipad pro 9.7 นิ้วนี้ก็สามารถที่จะใส่ซิมการ์ดได้ด้วย ด้านหลังก็มีกล้อง พร้อมกับไฟแฟลดซ์แบบทูโทน ตรงกลางมีโลโก้ แอปเปิ้ล แล้วก็มีพร้อมกับลำโพง 4 ตัว ให้ความดังที่ไม่ธรรมดาจริงๆ ครับ แต่อีกหนึ่งจุดเด่นของความสด ความใหม่ในรุ่นนี้นะครับ ที่ใครอยากจะถือแล้วคนคนอื่นรู้ว่าตัวใหม่ล่าสุด ก็ต้องไปซื้อสีชมพูมานะครับ เพราะเป็น ไอแพ็ด รุ่นแรกเลยที่ทำสีชมพูมา รอบๆ ตัวเครื่องก็ไม่ได้มีจุดเด่นอะไรที่เปลี่ยนไปมากนักนนะครับ น้ำหนักของตัวเครื่องแบบไม่ได้ใส่เคสอยู่ที่ 437 กรัมแต่ถ้าเทียบกับตัว ipad pro 12.9 นิ้วรุ่นก่อนหน้านี้ หนักประมาณ 735 กรัม ก็เกือบๆ 1 กิโลกรัม นะครับ อีกหนึ่งจุดเด่นของเครื่องตัวนี้ก็คือ สามารถใช้งานร่วมกับตัว apple pencil ได้ด้วย แต่จะไม่ได้ขายรวมหรือแถมมาให้กับการซื้อตัวเครื่องนะครับ จะต้องซื้อแยกอีกทีหนึ่ง ราคาก็อยู่ประมาณ 3 พันกว่าบาทเลย แล้ว ไอแพ็ด รุ่นใหม่นี้ สามารถเชื่อมต่อกับแป้นคีย์บอร์ดได้ โดยผ่านทางพอร์ดที่เรียกว่า smart connecter แต่จุดเสียของตัว สมาร์ทคีย์บอร์ด นั้นจะไม่มีภาษาไทยในตอนนี้ ก็จะต้องใช้งานกันแบบในแป้นที่ตัวจอแทน แต่เดี่ยวพอเข้ามาในบ้านเราอย่างเป็นทางการแล้ว ก็คงมีนะครับ

   จุดเด่นอย่างแรกที่ผมได้ทำการทดสอบการใช้งานนะครับ ดูเหมือนจะอยู่ตรงที่การใช้คู่กับ apple pencil นะครับ มีความรู้สึกว่าการใช้ดินสอเขียนไปบนหน้าจอ ไอแพ็ด ใหม่นี้ มันให้ความไหลลื่นที่ดี เหมือนกับเราเขียนดินสออยู่บนกระดาษจริงๆ แล้วก็สามารถใช้งานได้ง่าย การเขียนก็เป็นธรรมชาติดีครับ ซึ่งถ้าเราต้องการจะจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ เอาไว้ในเวลาเร่งด่วนเนี่ย เราสามารถเขียนโดยผ่านแอป note ได้เลย แล้วจากนั้นเราก็อัพข้อมูลไปยัง คราวน์ เพื่อที่จะสามารถไปดึงข้อมูลมาใช้ได้ใหม่ในกรณีที่เราเปลี่ยนเครื่องได้ง่ายนนะครับ รวมไปถึงการวาดรูป การเอารูปหรือข้อมูลอื่นๆ มาร่วมอ้างอิงกับการจดบันทึกของเรา สามารถทำได้ดีบนดินสอครับ แล้วเราก็สามารถใส่ voice note ลงไปได้ในการใช้ดินสอแท่งเดียวเนี่ยนนะครับ

   อีกหนึ่งจุดเด่นของตัวไอแพ็ด โปร ใหม่ตัวนี้คือการใช้งานแบบ 2 หน้าจอได้ไหลลื่นดี เราสามารถเปิดเว็บไซต์ขึ้นมาหน้าจอนึง เปิด note ขึ้นมาอีกหน้าจอหนึ่ง แล้วก็ทำงานร่วมกันไปแบบที่ว่าเราสามารถใช้ทั้งดินสอในการจด หรือแคปภาพในบางส่วนมาเก็บเอาไว้ อันนี้ทำได้ดีเลยครับ ซึ่งการทำสองหน้าจอก็สามารถทำได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน รวมไปถึงแอปอื่นๆ ที่มารองรับการใช้งานแบบนี้มีเยอะขึ้น จากที่รุ่นก่อนหน้านี้มีไม่เยอะเท่าไหร่

   อีกหนึ่งจุดเด่นของตัว gadget สินค้าอินเทรนด์ที่นำมารีวิวก่อนใครในครั้งนี้ ก็คือ เรื่องของกล้องครับ สเปคเท่ากับ iphone 6s เลย คือกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล กล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล f/2.2 ซึ่งเมื่อได้ทดสอบแล้วเนี่ยนนะครับ เรื่องของมุมมองภาพที่จอขนาดใหญ่ ถือว่าเป็น Tablet ที่กล้องดีที่สุดในตอนนี้เลยก็ว่าได้นะครับ การถ่ายวีดีโอก็รงรับการถ่ายแบบ 4K เลย กล้องหน้าก็จะใช้เป็น retina flash ได้ด้วย คือว่ามีอะไรที่น่าสนใจในตัวสเปคอยู่พอสมควรเลยครับ ใครสนใจก็รอการมาถึงบ้านเราสำหรับตัว iPad Pro 9.7-inch ตัวนี้

เปิดตัวฟังก์ชั่นใหม่ของ Google Map เป็นตัวช่วยสำหรับการวางแผนท่องเที่ยวได้ทั่วโลกในเวลาที่ไม่รู้เส้นทางเพียงกดต่อท้ายว่า Destinations

   สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว 108plaza ทุกท่าน ในตอนนี้ผมไม่มี gadget สินค้าอินเทรนด์อะไรมาทำกมารีวิวให้เพื่อนได้อ่านกันนะครับ แต่ถึงไม่มี เราก็มีเนื้อหาที่น่าสนใจไม่แพ้กับการรีวิว gadget ไม่แพ้กันเลย เรื่องเรื่องราวของการใช้แอป google map ครับ ปกติแล้วเราใช้แอปนี้เพื่อนำทางใช่ไหมครับ บางทีก็ใช้วิเคราะห์เส้นทาง ระยะทาง เวลาที่เราสามารถไปถึงได้ก็ใช้ google map นี่แหละเป็นสำคัญ แต่ทีนี้ข้อเสียของ google map ก็ยังพอมีอยู่จริงไหมละครับ ข้อเสียที่หลายๆ ท่านอาจจะบ่นกันเนี่ยก็คือว่า ตอนที่เราอยากจะหาข้อมูลที่จะไปเที่ยว อยากจะหาที่พัก อยากจะหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ google map ยังทำไม่ได้ เราก็ต้องไปใช้แอปพลีชั่นอื่นๆ มาช่วยเสริม พอจะเดินทางจริงๆ ก็ค่อยใช้ google map ในการนำทางอีกทีหนึ่ง มันก็มีข้อเสียตรงนี้ครับ แต่ดูเหมือนว่าล่าสุดนี้ google เองรู้ข้อเสียของตัวเองหรือว่ารู้จุดด้อยของตัวเอง ก็เลยปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แล้วก็ปล่อยแอปเสริมขึ้นมาชื่อว่า Destinations ครับ จะเจ๋งอย่างไร แล้วจะช่วยเราได้มากน้อยแค่ไหน มารีวิวไปพร้อมๆ กันเลยครับผม

   สำหรับตัวแอปเสริมของ google map ตัวนี้ที่เป็น google destinations เนี่ยนะครับ เป็นแอปที่จะช่วยให้เวลาที่เราจะวางแผนการท่องเที่ยวในแต่ละครั้ง ในแต่ละทริปเนี่ยมันง่ายขึ้น เรียกว่าใช้ google map แอปเดียวจบเลย มันจะช่วยในการหาข้อมูลเบื้องต้นของสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศนั้นๆ ภาคนั้นๆ รวมไปถึงจังหวัดนั้นๆ แล้วก็จะมีข้อมูลทั้งเรื่องของค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว การวางแผนต่างๆ ง่ายขึ้นอย่างแน่นอนครับ ซึ่งผมเห็นว่าฟีเจอร์นี่มันก็น่าจะเข้ากับช่วงนี้เหมาะกับช่วงเทศกาลที่จะมีการท่องเที่ยวกันมากที่สุดของคนไทยครั้งหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ ช่วงเฉลิมฉลองของคนไทยนะครับ ฟี่เจอร์นี้ก็จะมีการจัดหมวดหมูข้อมูลต่างๆ ที่เราต้องการอยากจะค้นหาเอาไว้ให้จบเลยเพียงหน้าเดียว

   สำหรับวิธีการใช้งานฟี่เจอร์ destinations นี้ก็ง่ายมากๆ เลยครับ ก็แค่ว่าให้เราพิมพ์ชื่อประเทศที่เราต้องการอยากจะไปเที่ยว ถ้าไปต่างประเทศก็พิมพ์ไปเลยครับ ถ้าเที่ยวในประเทศไทยเองก็พิมพ์เข้าไปว่า ไทย อย่างนี้ก็ได้แล้วครับ แล้วก็พิมพ์ต่อจากประเทศด้วยคำว่า destinations เพียงเท่านี้เงอครับ ข้อมูลการท่องเที่ยวต่างๆ ก็จะรวบรวมเอาไว้เพียงหน้าเดียวเลย ซึ่งข้อมูลที่จะขึ้นมาให้เราเห็นเนี่ยก็จะเป็นกรอบเล็กๆ รวมไปถึงรูปภาพสวยๆ และมีแคปชั่นสั้นๆ ให้เราได้ค้นหากันด้วย จากนั้นเราก็ทำการเลื่อนขึ้นไปเรื่อยๆ ก็ดูไปเรื่อยๆ ว่ารูปภาพสถานที่ท่องเที่ยวไหนที่เราสนใจ แคปชั่นไหนที่เราโดนๆ เราก็ทำการคลิ๊กเข้าไปอีกครั้งหนึ่ง ข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวนั้นก็จะเพิ่มรายละเอียดให้มากขึ้น เหมือนกับเราเลือกคลิ๊กในหน้าของ google ปกตินั้นเองละครับ

   จากนั้นเมื่อเราคลิ๊กเข้าไปดูสถานทีท่อเงที่ยวนั้นๆ แล้วตัวแผนที่ก็จะโผล่ขึ้นมาให้เราเลือกดูเส้นทางได้ด้วย แล้วความเจ๋งของฟี่เจอร์นี้ก็ยังไม่หมดนะครับ ด้านบนจะมีฟิวเตอร์เป็นกรอบเล็กๆ ให้เราพิมพ์ค้นหาต่อไปอีกว่าเมื่อเราจะไปท่องเที่ยวสถานที่ตรงนี้แล้วเราอยากจะไปต่อที่ไหนอีกได้บ้างหรืออยากจะไปทำกิจกรรมใดบ้างในสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ๆ ที่สุด ยกตัวอย่างเช่น เราจะไปทะเลที่ไหนสักแห่งหนึ่งพอไปทะเลเราก็ต้องหากิจกรรมสนุกๆ ทำอย่างเช่น ดำน้ำดูปะการัง เล่นบานาน่าโบท หรือว่าขี่เจสสกี อะไรแบบนี้ก็สามารถค้นหาต่อเนื่องได้เลย แล้วก็จะมีข้อมูลต่างๆ ขึ้นมาให้เราเลือกว่าจะไปจองกิจกรรมต่างๆ จากผู้ให้บริการที่มีอยู่ได้อย่างไรบ้าง ก็ถือว่าครบถ้วนในทริปท่องเที่ยวเลยนะครับ

   ตัวฟี่เจอร์ destinations ตัวนี้ไม่เพียงแค่เลือกสถานที่ท่องเที่ยวได้แล้ว เลือกกิจกรรมที่อยากจะทำได้แล้ว ยังไม่พอครับ เรายังสามารถดูช่วงวันที่เราจะไปรวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็สามารถวางแผนได้ผ่านแอปนี้เช่นกัน โดยบนแอปก็จะแนะนำมาว่าถ้าคุณจะไปประเทศนี้ ไปเมืองนี้ ไปพื้นที่ในแถบนี้ ควรจะไปช่วงไหนดีที่สุด อย่างเช่นถ้าจะไปเที่ยวในช่วงหน้าหนาวก็ควรจะไปในช่วงไหน แต่ก็แน่นอนว่าถ้าไปในช่วงฤดูท่องเที่ยวหรือ hi season เรื่องของค่าใช้จ่ายมันต้องแพงแน่ๆ เราก็ยังสามารถเลือกได้อีกว่าถ้าจองทริปท่องเที่ยวในช่วงที่ไม่ใช่ hi season เพื่อให้ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวนั้นถูกลงได้ด้วย

   สำหรับใครที่ชอบท่องเที่ยวแลวต้องการวางแผนอย่างเป็นระบบ ต้องการเซฟเงินในกระเป๋าแต่ก็ได้ความคุ้มค่าเกินราคาที่จะต้องเสียไป ก็ต้องไปใช้บริการ google destinations ได้บนสมาร์ทโฟนเลยนะครับ ส่วนครั้งหน้าเราจะมี gadget สินค้าอินเทรนด์อะไรมารีวิวกันอีกนั้นต้องคอยติดตามกันด้วยนะครับ

 

รีวิว นาฬิกาที่ควรแก่การสะสม G-shock X Gundam

   ใครชอบสะสมนาฬิกาบ้างครับ ถ้าใครชอบนาฬิกามาทางนี้เลย เพราะในตอนนี้ผมมีอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์จากแบรนด์ผู้ผลิตนาฬิกาชื่อดังในบ้านเราและทั่วโลกมาทำการรีวิวกันครับ เรียกได้ว่าทางทีมงาน 108plaza ของเราตั้งใจที่จะไปหาสินค้าหรือว่า gadget ที่มันเจ๋งๆ มาทำรีวิวกันอยู่เรื่อยๆ นะครับ ก็ต้องของขอบคุณเพื่อนๆ ที่ให้การแนะนำสินค้าแบรนด์ต่างๆ มาแล้วก็รุ่นต่างๆ ที่กำลังได้รับความนิยมในตอนนี้มาให้เราได้ทำการรีวิวกัน แล้วนาฬิกาที่เราจะทำการรีวิวในตอนนี้จะเป็นยี่ห้อไหน น่าสะสมเพียงใด มาดูกันครับ

   แน่นอนละครับว่า gadget สินค้าอินเทรนด์ที่อยู่ในรูปสินค้าตัวอย่างด้านบนนี้มีโลโก้ มีเอกลักษณ์ชัดเจนอย่างนี้ นาฬิกาเรือนนี้มีชื่อว่า casio G-shock รุ่น X Gundam ครับ ตอนที่นาฬิการุ่นนี้เปิดตัวออกมาก็เป็นที่ฮือฮาของคนที่ชื่นชอบนาฬิกา จี ซ็อค อยู่แล้วนะครับ ต้องบอกเลยว่าตอนที่เปิดตัวมาเนี่ยราคาอยู่ที่ประมาณ เกือบๆ สองหมื่นบาท แต่ตอนนี้เปิดตัวมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว กลายเป็นของหายากไปแล้วครับ แต่ผมก้ได้มาหนึ่งเรือนที่มารีวิวกันในตอนนี้ สำหรับนาฬิการุ่น X Gundam เนี่ยนะครับ ชื่อรุ่นก็บอกแล้วว่าเป็น gundam ทาง casio เองก็ผลิตขึ้นมาเพื่อที่จะเป็นการแสดงถึงการครบรอบ 35 ปี ของ gundam นั้นเองนะครับ ใครที่ชอบ gundam เองด้วยแล้วเนี่ย คาดว่าคงต้องถูกใจเป็น 2 เท่าอย่างแน่นอนเลยนะครับ

   ทีนี้มาดูรายละเอียดเกี่ยวกับตัวสินค้ากันเลยดีกว่านะครับ ตัวที่ผมนำมารีวิวครั้งนี้เป็นของแท้นะครับ รายละเอียดต่างๆ ในตัวเรือนนาฬิกาจะมีจุดสังเกตว่าเป็นของแท้อยู่หลายจุดอยู่พอสมควร แต่ต้องบอกอีกเช่นกันว่า จี ช็อค เองมีการทำลอกเลียนแบบอยู่หลายรุ่นนะครับ ที่เป็นรุ่นราคาแพงๆ ราคาประมาณ 4-5 หมื่นบาทอะไรแบบนี้นะครับ ก็จะมีพวกของปลอม ของก๊อปทำขึ้นมาเลียนแบบกันค่อนข้างเยอะมากเหมือนกัน แต่สำหรับรุ่น X gundam นี้ตัวกล่องที่ผมได้มาเนี่ยะเป็นกล่องหนัง แต่ถามว่าบางคนได้กล่องที่เป็นกล่องเหล็ก หรือกล่องแบบอื่นๆ เนี่ย แล้วสงสัยว่ากล่องแบบไหนถึงจะเป็นของแท้ คือต้องบอกว่าอย่าไปสนใจที่ตัวกล่องมากนักครับ ซึ่งถ้าเป็นกล่องหนังข้างในเนี่ยนะครับก็จะมาจากญี่ปุ่น ถ้าเป็นทางโซนยุโรปเนี่ยก็จะเป็นกล่องเหล็ก แต่ถ้าเป็นเอเชียเนี่ยก็อาจจะเป็นกล่องกระดาษ อะไรแบบนั้น คือมันดูที่กล่องไม่ได้ว่าจะปลอมหรือแท้นะครับ แต่จะบอกว่าดูที่ตัวเรือนนาฬิกาเอาดีกว่า ตัวกล่องก็จะเป็นรูป gundam RX-79 นะครับ ต่อมาก็มาดูตัวข้างในกล่องที่เป็นเรือนนาฬิกากันเลยดีกว่าครับ

   ซึ่งเมื่อแกะกล่องออกมาก็จะเป็นตัวโมเดล GA-100 นะครับ ตัวเรือนนาฬิกาก็จะมีหมอนเป็นโลโก้ gundam ด้วยนะครับ แต่ที่น่าแปลกใจเนี่ยก็คือว่าตอนที่เปิดตัวมาแรกๆ นะครับ ราคาเพียงไม่ถึงหลักหมื่นด้วยซ้ำไป แต่พอระยะเวลาผ่านไปของมันก็หายากขึ้น แล้วราคามันก็พุงสูงขึ้นด้วยเนี่ยนะครับ ก็เลยทำให้ตอนนี้น่าจะเกือบๆ สองหมื่นแล้วแหละ ทีนี้มาดูเรื่องของสเปคตัวนาฬิกากันบ้างดีกว่านะครับ ตัวนี้กันน้ำได้ ตั้งปลุกได้ จับเวลาได้ ตามแบบฉบับของ จี ช็อค เค้าเลยนะครับ แต่ผมว่าถ้าใครที่นาฬิการุ่นนี้ครอบครองอยู่นะครับ ผมว่าไม่มีใครใส่ทุกวันหรอกครับ ต้องใส่บ้างบางโอกาสเหมาะๆ เท่านั้นเอง ตัวนี้กันน้ำได้ 200 เมตรนะครับ แต่ที่น่าสงสัยสำหรับนาฬิการุ่นนี้นะครับ มันเป็นรุ่น limited ก็คือรุ่นหายาก แต่มันไม่มีโค๊สบอก ไม่มีบอกจำนวนที่ผลิตออกมา แต่ก็เป็นของหายากอยู่นะครับ จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของนาฬิการุ่นนี้ เวลากดไฟจะเป็นรูป พลีดีคอนส์ ปุ่มด้านข้างจะเป็นสีน้ำเงิน จุดเสียของนาฬิการุ่นนี้ก็มีเหมือนกันนะครับ ตัวสายเนี่ยจะเป็นสายสีขาวแวว คือสีขาวเนี่ยแน่นอนใส่นานๆ ใส่ประจำ โอกาสเกิดคราบดำ คราบเหลือง มีแน่นอน แล้วส่วนที่มันเป็นสายสีขาวด้านก็มี ก็อาจจะเกิดคราบดำตามมาได้เช่นกัน ใครมีนาฬิการุ่นนี้ก็ต้องบอกว่าใส่บ้างบางโอกาสพอครับ ใส่ประจำเนี่ยมันจะทำให้ราคาตกในอนาคตนะผมว่า

   ก็ต้องบอกว่าใครที่กำลังมองหานาฬิกา g-shock เอาไว้ประดับบารมีสักรุ่นหนึ่งเนี่ยนะครับ ก็ต้องบอกว่า X-Gundam เนี่ยเป็นรุ่นล่าสุดที่น่าควรเก็บสะสมนะครับ เพราะเชื่อว่าในอนาคตอีกไม่กี่ปีเนี่ย ราคาน่าจะอัพขึ้นอย่างแน่นอนเลย แต่ก็ต้องไปหาซื้อตามศูนย์บริการหรือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการนะครับ เพื่อจะได้ของแท้มานั้นเอง