รีวิว MG GS Sport SUV ในสไตล์อังกฤษ จุดเด่นที่ออฟชั่นและราคาที่เปิดตัวมา น่าสนใจแค่ไหนมาดูกัน

 

   สำหรับการรีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ ของเว็บไซต์ 108plaza ในครั้งนี้ เราอยู่กับรถยนต์อีกหนึ่งรุ่นที่มีเสียงเรียกร้องกันเข้ามาเยอะเหลือเกิน เพื่อที่จะให้แอดมินนั้นได้ไปรีวิว ทั้งเรื่องของออฟชั่น รูปทรง ขุมพลัง และการขับขี่ เมื่อมีเสียงเรี้ยกร้องจากเพื่อนๆ ที่คอยติดตามเว็บไซต์ของเราอยู่มากขนาดนี้ ครั้งก็เลยจัดรถยนต์คันนี้ที่เห็นในรูปตัวอย่างด้านบนนี้มารีวิวกันครับ กับ MG GS 2016

   MG GS sport suv ในสไตล์อังกฤษคันนี้ เรียกได้ว่าออกแบบมาให้ดูโฉบเฉียวในแบบฉบับของ เอ็มจี เองด้วย เริ่มด้วยตัวรถด้านหน้าเป็นโคมไฟแบบ HID projector พร้อมกับที่ฉีดน้ำล้างไฟหน้าและระบบปรับไฟสูงต่ำอัตโนมัติ พร้อมกับไฟ Daylingt และไฟตัดหมอกมาให้ ด้านบนหลังคายังมาพร้อมกับ sunroof ที่ให้อารมณ์ในการโดยสารแบบรถยุโรปอย่างลงตัว ถึงแม้ว่าเมืองไทยจะเป็นเมืองร้อนก็ตาม แต่คนไทยก็อยากจะได้หลังคาที่ให้บรรยากาศแบบมองได้รอบทิศทางนั้นเอง ในด้านของเครื่องยนต์นั้นเป็นเครื่องยนต์ เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์วไดเรกอินเจกชั่น เทอร์โบ ให้พละกำลังสูงสุดที่ 218 แรงม้า ที่ 5300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตัน-เมตร ที่ 2500-4000 รอบ/นาที ผสมผสานกับการขับเคลื่อน 4 ล้อด้วยการส่งกำลังกับชุดเกียร์ ออโตเมติกส์ Twin clutch 6 speed นอกจากนั้นยังมีการตกแต่งภายในที่เป็นแนวสปอร์ตแบบเต็มระดับ พวงมาลัยแบบไฟฟ้า มี cruse control

   ถ้ามองดูแล้วจากในรูปหรือว่าเพื่อนๆ คนไหนที่เห็นรถตัวจริงกันมาบ้างแล้ว จะบอกว่าเส้นสายทางด้านหน้ารถนั้นมันก็คล้ายๆ กับตัว MG 5 อยู่เหมือนกัน แล้วก็ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ทางค่าย MG เองได้ลงมาแข่งขันในกลุ่มตลาดรถ SUV ในบ้านเราเลย ก็ถือว่าเปิดตัวมาได้ค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว สำหรับในรุปท็อปเองนั้นให้ขอบล้ำขนาด 18 นิ้ว พร้อมกับล้อแม็กซ์ดีไซน์สปอร์ต การที่จะวางตำแหน่งรถเป็น SUV ได้นั้นบอกเลยว่าความสูงของรถเป็นตัวแยกที่สำคัญทีเดียว ความสูงจากพื้นถึงตัวรถนั้นอยู่ที่ 185 มิลลิเมตร ถือว่าสูงพอที่จะไปขับลุยในเส้นทางต่างๆ ได้ไม่ยากนัก เมื่อเดินมาทางด้านท้ายรถ จะเห็นว่าบานประตูด้านท้ายค่อนข้างใหญ่ มีปุ่มเปิดแบบไฟฟ้า เปิดขึ้นมาจะเห็นว่าปานประตูค่อนข้างใช้เนื้อที่เยอะหน่อย การถอยจอดในพื้นที่ติดผนังก็อาจจะต้องเผื่อระยะให้เยอะขึ้นสักนิดหนึ่งในกรณีที่มีสัมภาระด้านท้าย ตัวเบาะแถวหลังสามารถปรับได้ทำมุม 60 และ 40 เปอร์เซ็นต์ สามารถปรับให้ราบเรียบไปได้ในกรณีที่ต้องขนข้าวของชิ้นใหญ่ๆ การปิดประตูบานท้ายที่ไม่ใช่แบบไฟฟ้านั้น ถ้าเป็นคุณผู้หญิงร่างเล็กอาจจะบอกว่ามันหนักไปสักนิดหนึ่งสำหรับรถคันนี้ เมื่อเข้ามานั่งในตำแหน่งของคนขับ จะเห็นข้อดีอย่างแรกเลยคือตำแหน่งเบาะ ที่สามารถปรับด้วยไฟฟ้าทุกทิศทางในรุ่นท็อป สามารถปรับด้วยไฟฟ้าได้ทั้งสองชุดในเบาะคู่หน้า นอกจากนั้นก็จะออฟชั่นอัดมาเยบครับ มีหน้าจอ touch screen พร้อมกับระบบเชื่อมต่อกับตัวรถแบบ inkanet ที่ MG ชูโรงมาในหลายๆรุ่นก่อนหน้านี้ ชุดแอร์เป็นแบบดิจิตอลแต่ไม่ได้แยกซ้าย ขวา ในส่วนของชุดเกียร์นั้น เราสามารถเลือกเล่นกับเกียร์ได้ทั้งโหมด ออโต้ และ manual ได้ด้วยการดึงตำแหน่งเข้าหาตัว ด้านหลังคันเกียร์ก็จะมีปุ่มควบคุมรถในส่วนต่างๆ อยู่เยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยทรงตัว ระบบควบคุมรถในทางราดชัน สามารถเลือกเปิดการทำงานได้แบบไม่ต้องหยุดรถ นอกจากนั้นก็จะมีเบรกมือไฟฟ้า ปุ่มหยุดรถแบบออโต้ ที่เป็นสัญลักษณ์ตัว H ที่อยู่ตรงข้างๆ คันเกียร์ ฟังก์ชั่นนี้จะมีในหลายๆ รุ่นที่เป็นรถรุ่นใหม่ๆ ที่สามารถช่วยในการหยุดรถแบบยังเข้าเกียร์อยู่ แล้วเราก็ไม่ต้องคอยเหยียบเบรกตลอดเวลาที่รถติดหนัก ฟังก์ชั่นนี้ช่วยได้เยอะเลยทีเดียว

   ในส่วนของความสะดวกสบายในการโดยสารทั้งเบาะคู่หน้าและเบาะในตอนท้าย ดูเหมือนว่ารถรุ่นนี้จะให้ความสะดวกสบายของผู้โดยสารทั้งคันรถได้เป็นอย่างดี ด้วยตำแหน่งเบาะในตอนท้ายนั้นกว้างขวาง มุมองศาในการนั่งสามารถนั่งได้ในระยะทางไกลๆ แบบไม่เมื่อยตัวเลย มุมมองที่มองจากด้านข้างก็ดี ด้านหน้าและด้านท้ายก็โปร่ง โร่ง สบายดีมากเลยด้วย ในส่วนของการขับขี่บ้างครับ ถ้าถามแอดมินว่าอารมณ์ในการขับขี่ในเมือง ดูเหมือืนว่าชุดเกียร์กับคันเร่งไฟฟ้าในรถคันนี้ มันไม่ค่อยตอบสนองสักเท่าไหร่ บางทีเราอยากจะแตะไปช้าๆ แต่กลับพุ่งไปซะอย่างนั้น มีเป็นบางครั้งครับ แต่ถามว่าถามนอกเมือง เรียกว่าชุดเกียร์นั้นส่งกำลังได้ดี เก็บเสียงจากพื้นถนนเข้ามาห้องโดยสารได้ดีในระดับหนึ่ง ไม่ได้ดีมาก อัตราเร่ง 0-100 สามารถทำได้ในเวลา 8.2 วินาที ถือว่าไม่ธรรมดาในรถ SUV แบบนี้ครับ ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ ที่น่าสนใจ

เปิดตัวมาแล้ว! Gadget สุดล้าเครื่องพับผ้าอัตโนมัติ ตัวช่วยคุณพ่อบ้าน แม่บ้านให้ไม่ต้องเหนื่อยแรงอีกต่อไป

 

   ปกติแล้วคุณพ่อบ้าน คุณแม่บ้านทั้งหลาย มักจะเหนื่อยกับเรื่องของงานบ้านที่ไม่รู้จักจบจักสิ้นสักที ต้องกวาดบ้าน ถูบ้าน ซักผ้า รีดผ้า พับผ้าเข้าเก็บในตู้เสื้อเสื้อ เรื่องพวกนี้เป็นงานที่ต้องทำกันเป็นประจำ ไม่ทำไม่ได้ บ้านคุณจะรกรุงรัง ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย แต่สำหรับเว็บไซต์ 108plaza ของเราในครั้งนี้จะพาทุกท่านไปดูอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ สุดล้า ที่จะสามารถช่วยให้คุณแม่บ้าน คุณพ่อบ้านทั้งหลายที่เหนื่อยเรื่องของงานบ้านอย่างที่บอกไป เป็น gadget ที่สามารถช่วยให้คุณไม่ต้องพับผ้าเอง ใครที่เหนื่อยกับการพับผ้าด้วยตัวเองกองใหญ่ๆ ปัญหานี้จะหมดไปด้วย gadget ตัวนี้เลย

   สำหรับ gadget สุดล้ำที่หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินมาบ้าง ว่ามีผู้ที่กำลังคิดค้นแล้วก็ผลิตเครื่องพับผ้าอัตโนมัติขึ้นมาในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็ยังเป็นแค่เรื่องของแนวคิดและข่าวไอทีกัน แต่สำหรับปี 2016 นี้ ถือว่าคลอดออกมาอย่างเป็นทางการและก็ค่อนข้างเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า เครื่องพับผ้าอัตโนมัตินั้นจะสามารถพัฒนาขึ้นมาให้เป็นในเชิงพาณิชย์กันได้จริงๆ แล้วแอดมินเองก็มีรูปสินค้าตัวอย่างที่เป็นโมเดลของตัวเครื่องที่มีชื่อว่า Fodimate นั้นเองครับ

   Fodimate นั้นเป็นเครื่องพับผ้าที่จะสามารถเอาไว้ใช้ในบ้านเรือนได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว เป็นเครื่องที่ช่วยพับผ้าได้ทุกชนิด ช่วยประหยัดเวลาในการพับผ้ากองใหญ่ของคุณแม่บ้าน คุณพ่อบ้าน โดยวิธีการทำงานนะครับ เมื่อเราซักผ้าเสร็จ ตากจนแห้งแล้วเรียบร้ยอ จากนั้นเราก็เอาเสื้อผ้าของเรานี่แหละครับ ตัวไหนที่ต้องการจะพับแล้วก็เก็บเข้าตู้ เราก็เอาเสื้อผ้าเหล่านั้นไปแขนไว้ในตัวเครื่อง ครั้งหนึ่งจะสามารถแขนได้ประมาณ 15-20 ตัว เมื่อแขนและหนิบในเสื้อผ้าไว้ที่ตัวเครื่องเรียบร้อยแล้ว ก็กดสั่งงานที่ตัวเครื่อง โดยที่ตัวเครื่องจะมีโหมดให้เลือกว่าผ้าที่แขนอยู่นั้นเป็นเสื้อผ้าประเภทใด อย่างเช่น เป็นเสื้อ หรือ กางเกง อะไรแบบนี้เป็นต้น แล้วก็กดปุ่มสั่งการอีกนิดหน่อย ด้วยการประเมินด้วยตาเปล่าว่าเสื้อผ้าส่วนใหญ่ที่แขนไปทั้ง 20 ตัวนั้นมีความกว้าง ความยาว ความหนาของผ้าแต่ละชิ้นเท่าไหร่ ก็กดที่ตัวเครื่องลงไปเพื่อให้เครื่องนั้นประมวลผลได้ดีเพิ่มขึ้น แค่นี้เองในส่วนของการกดปุ่มสั่งงาน จากนั้นตัวเครื่องจะดูดเสื้อผ้าของเราเข้าไปทีละชิ้นๆ แล้วด้านในตัวเครื่องก็จะมีกระบวนการพับผ้าของเราอย่างประณีต แล้วก็ออกมาเป็นผ้าที่พับไว้เรียบร้อยสวยงามเตรียมเก็บเข้าตู้ได้เลย โดยตัวเครื่องนั้นทำงานได้รวดเร็วมาก ประมาณแค่ 10 วินาทีเท่านั้นต่อเสื้อผ้า 1 ชิ้น หรือ ถ้าเราต้องการให้ผ้านั้นเรียบเนียน หอม ยิ่งขึ้น ตัวเครื่อง Foldimate นี้ยังมีฟังก์ชั่นอบไอน้ำเพื่อให้เสื้อผ้านั้นเรียบกริบยิ่งขึ้น ก็สามารถทำได้ด้วย โดยจะใช้เวลานานขึ้นไปอีกประมาณ 20-30 วินาทีต่อชิ้น

   ลักษณะของตัวเครื่องพับผ้าอัตโนมัติ Foldimate เครื่องนี้มีขนาดความสูงอยู่ที่ 32 นิ้ว กว้าง 28 นิ้ว แล้วก็มีน้ำหนักที่ไม่ได้หนักมากอะไร แค่เพียงประมาณ 30 กิโลกรัมเท่านั้นเองครับ สามารถที่จะตั้งไว้เป็นเครื่องซักผ้าหรือว่าบนโต๊ะชั้นวางของก็พอได้ ไม่ได้กินพื้นที่ในตัวบ้านสักเท่าไหร่นักนะครับ แล้วใครที่อยู่ห้องพักหรือคอนโดที่มีพื้นที่ไม่ได้มากนัก ก็สามารถใช้งานเครื่องนี้ได้เพราะว่าเสียงไม่ได้ดังมากในเวลาที่ตัวเครื่องทำงานนะครับ ซึ่งตัวผู้ผลิตอย่างบริษัท Fodimate เองนั้นก้ได้มีการผลิตเครื่องพับผ้าในลักษณะนี้มาขายในช่วงปีที่ผ่านมาแล้วบ้าง แล้วก้ได้จนสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย แต่ตัว Fodimate ที่แอดมินนำมาพรีวิวกันก่อนใคร ยังไม่ได้ตัวจริงมารีวิวนะครับ แอดมินไปค้นข้อมูลมาจากเว็บไซต์ในต่างประเทศ แล้วก็เก็บข้อมูลมาฝากเพื่อนๆ ให้ได้อ่านกันเล่นๆ แต่ gadget สินค้าอินเทรนด์ ตัวนี้จะมีกำหนดการวางขายในทั่วโลกประมาณปี 2017 ก็คือปีหน้านี้นั้นเองครับ ส่วนเรื่องของราคานั้นจะอยู่ที่ราวๆ 700-850 เหรียญสหรัฐ เมื่อถึงตอนนั้น ถ้ามีตัวสินค้าจริงๆ เข้ามาทำตลาดในบ้านเราเมื่อไรห่ ทางแอดมินและทีมงาน 108plaza จะหยิบมารีวิวกันในฉบับเต็มๆ อย่างแน่นอนครับ

   ก็ต้องบอกว่า gadget สุดล้ำตัวนี้ก็เป็นอีกหนึ่งไอเดียร์ดีๆ ที่มีหลายคนเคยคิดเอาไว้ แต่ไม่ได้พัฒนาต่อยอดให้มันสำเร็จให้เห็นเป็นรูปธรรมมานานแล้วนะครับ แต่ถ้าเพื่อนๆ ได้มาอ่านพรีวิวในครั้งนี้ ก็คงจะเห็นได้ว่าในปีหน้านี้อาจจะมีเครื่องพับผ้าอัตโนมัติที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานดีๆ มาวางขายในบ้านเราที่ชื่อว่า Foldimate ก็เป็นได้นะครับ

Review HP PageWide เครื่องปริ้นท์เตอร์ที่พิมพ์ได้เร็วที่สุดในโลก เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่รวมเอา inkjet และ laser เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

 

   สวัสดีครับเพื่อนๆ ที่ติดตามการรีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ ของเราเรื่อยๆ มาที่นี่เว็บไซต์ .108plaza แห่งนี้ แล้วในตอนนี้เองแอดมินก็มีเครื่องปริ้นท์เตอร์ตัวใหม่ล่าสุด เทคโนโลยีแบบใหม่ล่าสุดด้วย จากทาง HP นั้นเอง เป็นเครื่องพิมพ์ที่สามารถทำสถิติได้ชนิดที่ว่า เร็วที่สุดโนโลกตามการเก็บสถิติของ world record โดยรวมเอาทั้งสองเทคโนโลยีในแบบเดิมก็คือ เครื่องปริ้นท์แบบ inkjet และ เครื่องปริ้นท์แบบ laser เอาไว้ด้วยกันในเครื่องเดียว ข้อดีคือ ไม่ต้องเสียค่าซ่อมบำรุงเยอะกว่ารุ่นเดิมๆ พิมพ์เร็วทั้งสีและขาวดำ ประหยัดไฟกว่าเดิม ต้นทุนในการพิมพ์ต่อแผ่นถูกกว่าเดิม นี่คือข้อดีคร่าวๆ ของเครื่องปริ้นท์เตอร์ที่แอดมินได้มารีวิวให้ได้ติดตามกันในตอนนี้

   HP PageWide เครื่องปริ้นท์เตอร์ที่ได้นำมารีวิวในครั้งนี้ เรื่องจุดเด่นหลักๆ ของตัวเครื่องเลย อย่างแรกน่าจะเป็นที่การพิมพ์ได้เร็วที่สุด ในกลุ่มเครื่องปริ้นท์เตอร์ที่มีราคาไม่เกิน 1 พันเหรียญ โดยเครื่องปริ้นท์ pagewide เครื่องนี้สามารถพิมพ์เอกสารสีได้ 500 แผ่น ในเวลาเพียง 7 นาที 18 วินาทีเท่านั้นเอง คิดเฉลี่ยแล้วใช้เวลาพิมพ์ต่อแผ่นไม่ถึง 1 วินาทีด้วยซ้ำไป โดยการพัฒนาและปรับปรุงในเรื่องของหัวพิมพ์แบบใหม่ ที่ทาง เอซพี เรียกว่าหัวพิมพ์แบบ ปริ้นท์บาร์ โดยหลักการทำงานของหัวพิมพ์แบบไหม่นี้ จะใช้ตัวกระดาษเป็นตัวเครื่องเคลื่อนผ่านหัวพิมพ์ที่มีขนาดเท่ากับหน้ากระดาษเลย แล้วก็มีการพ้นสีของหมึกพิมพ์ด้วยหัวพ้นที่มีความรวดเร็ว โดยน้ำหมึก 1 หยดจะสามารถกระจายสีมากถึง 10 ล้านหยดต่อวินาที เพื่อเข้าไปผ่านที่หัวพิมพ์ที่ติดตั้งแบบตายตัวที่ด้านในตัวเครื่อง ซึ่งทำให้การพิมพ์ได้ประสิทธิภาพที่ค่อนข้างรวดเร็วมากขึ้นด้วย ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เปลี่ยนจากเดิม หัวพิมพ์จะเคลื่อนที่ไปมาๆ พร้อๆมกับการขยับกระดาษเลื่อนไปเรื่อยๆ ในหัวพิมพ์แบบเดิมๆ แล้วเนื่องจากว่าหัวพิมพ์แบบใหม่ที่เรียกว่า pagewide ตัวนี้ ก็มีการคำนวณกันออกมาแล้วว่า เครื่องปริ้นท์รุ่นนี้ สามารถที่จะพิมพ์แบบสีได้ต้นทุนต่อแผ่นอยู่ที่ 2.95 บาท ก็เกือบๆ 3 บาท ต่อแผ่น แล้วก็ต้นทุนของการพิมพ์แบบขาวดำนั้น มีต้นทุนต่อแผ่นอยู่ที่ 58 สตางค์ เท่านั้นเองครับ สงสัยว่าในอนาคตเราคงต้องทิ้งเครื่องถ่ายเอกสารเครื่องใหญ่ๆ ราคาแพงๆ เป็นหลักแสนไปได้เลย เพราะมันทั้งถ่ายได้ช้า แล้วก็ไม่ค่อยจะชัดเจนด้วยในบางเครื่องที่หมึกเริ่มจะหมดหรือหมึกไม่ได้คุณภาพ แต่เท่าที่แอดมินได้ทดสอบ แม้แต่เป็นเพียงเครื่องปริ้นท์เตอร์เครื่องเล็กๆ แต่สามารถที่จะพิมพ์ออกมาต่อแผ่นได้รวดเร็วทันใจดีเหลือเกินครับ

   เมื่อดูจากคู่มือการใช้งานแล้ว ก็เห็นว่าเครื่องปริ้นท์เตอร์ HP pagewide ตัวนี้ สามารถที่จะช่วยประหยัดไฟได้มากกว่าเครื่องปริ้นท์เตอร์ขนาดย่อมๆ ที่จะใช้ไฟกันประมาณ 500 w แต่ตัวเครื่องปริ้นท์เตอร์ pagewide นั้นจะกินไฟอยู่ที่ 50 w เท่านั้นเองครับ ก็ค่อนข้างที่จะแตกต่างกันในเรื่องของต้นทุนการพิมพ์แล้วก็เรื่องของค่าไฟอีกด้วย เพื่อนๆ ที่เปิดร้านถ่ายเอกสารอยู่ เปิดร้านพิมพ์งานอยู่ ก็อาจจะเริ่มสนใจเครื่องปริ้นท์เตอร์รุ่นใหม่ล่าสุดของทาง เอซพี เครื่องนี้เข้าแล้วสิครับ นอกจากนี้แอดมินยังไปสืบทราบมาอีกว่า ถ้าเรายังใช้เครื่องปริ้นท์เตอร์แบบ laser แบบเดิมๆ อยู่นั้น เราจะต้องเสียค่าซ่อมบำรุงในทุกๆ 3 แสนแผ่นที่เครื่องได้พิมพ์ไป จะต้องเปลี่ยนลูกกลิ้งแล้วก็สายพาย แต่เครื่องปริ้นท์ pagewide ตัวนี้ไม่มีสายพาย ไม่มีลูกกลิ้ง แต่จะเปลี่ยนแต่หมึกพิมพ์และหัวพิมพ์เมื่อครบกำหนดเท่านั้นเอง ก็สามารถใช้งานได้นาน แล้วก็ค่าซ่อมบำรุงก็อาจจะน้อยกว่าเครื่องปริ้นท์แบบเดิมๆ ที่ใช้กันอยู่ในตอนนี้ด้วยนั้นเอง

   ในส่วนของข้อดีที่เครื่องปริ้นท์ pagewide เครื่องนี้ได้นำเอาเครื่องพิมพ์แบบ inkjet และแบบ laser มารวมเข้าด้วยกันแล้ว ข้อดีของการพิมพ์ในกระดาษที่ได้จากเครื่องปริ้นท์รุ่นนี้ ทำให้หมึกที่พิมพ์ลงไปนั้น เมื่อโดนน้ำตัวหมึกที่อยู่บนกระดาษจะไม่ฟุ้งกระจายจนทำให้รายละเอียดบนกระดาษนั้นเปิ้อนหรือหมึกละลายทำให้เอกสารเสียหายนั้นเองครับ แอดมินก็ได้ทำการทดสอบด้วยการราดน้ำลงไปบนกระดาษ ตัวอักษรที่อยู่บนกระดาษก็ยังคมชัด ชัดเจนเหมือนเดิมด้วย

   Gadget สินค้าอินเทรนด์ ที่แอดมินนำมารีวิวในตอนนี้ กับตัว Hp pagewide ยังสามารถรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ด้วยระบบ NFC ของสมาร์ทโฟน Android แล้วก็รองรับ Airprint ของ IOS ที่สั่งงานแบบไร้สายได้ด้วย ส่วนเรื่องของราคานั้นจะเริ่มต้นที่ 19,900 บาท สำหรับตัวเริมต้นที่มีแค่การพิมพ์เพียงอย่างเดียว แล้วก็มีราคา 32,900 บาทสำหรับเครื่องที่เป็นแบบ MultiFunction ที่พิมพ์ได้ สแกนได้ ส่งแฟกซ์ได้ ถ้าเพื่อนๆ สนใจก็ลองไปดูรายละเอียดและตัวเครื่องกันจริงๆ ได้ตามร้านจำหน่ายสินค้าไอทีชั้นนำได้เลยครับ

Review Dreamwave Elemental ลำโพงบลูทูธกันน้ำได้ แบตเตอร์รี่อึดใช้งานได้นานอย่างน้อย 3 วันขึ้นไป

 

   เพื่อนๆ คนไหนที่กำลังมองหาลำโพงแบบพกพาที่สามารถชาร์จแบตเตอร์รี่ได้ ใช้ได้นานๆ นานกับแบบว่าเป็นวันๆ กันเลยทีเดียว เบื่อกับปัญหาที่เดี่ยวก็ต้องชาร์จแบต เดี่ยวก็ต้องชาร์จแบต อะไรแบบนี้ แล้วที่สำคัญ เอาลำโพงไปลุยน้ำ ขึ้นเขา ไปทะเล ได้หมดไม่ต้องกลัวพัง เพราะมันกันน้ำได้ด้วย ที่พูดมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงฟังก์ชั่นเริ่มต้นของลำโพงบลูทูธที่ 108plaza ของเราจะรีวิวกันในตอนนี้เท่านั้น แต่รายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้น มาติดตามกันเลย

   นี่คือลำโพงบลูทูธที่จะรีวิวกันในตอนนี้ มีชื่อว่า Dreamwave รุ่น Elemental นั้นเองครับ ซึ่งก็ต้องบอกว่าเรื่องของแนวเสียง เรื่องของมิติเสียงนั้น ลำโพงรุ่นนี้น่าจะเหมาะกับการใช้งานแบบ outdoor มากเลยทีเดียว คือเบสนุ่มลึก เสียงกลางส่งไกลมาก เสียงแหลมก็เคลียร์ชัดเจนเป็นธรรมชาติ รับรองได้ว่าไปเที่ยวข้างนอก ไปนั่งริมทะเล ตัวนี้เหมาะมากๆ เลยที่จะเป็นลำโพงแบบพกพาที่สามารถพกติดตัวไป เพราะว่าแบตอย่างที่บอกอึดแน่ๆ ในส่วนของรายละเอียดของลำโพงตัวนี้ยังมีในส่วนของกำลังขับนั้นอยู่ที่ 30 wrms เรียกว่ากำลังขับเยอะจริงๆ ครับ แล้วก็สามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่านตัวบลูทูธ เวอร์ชั่น 4.0 ได้ด้วย ความจุของแบตเตอร์รี่นั้นอยู่ที่ 12000 mAh กันเลยทีเดียว ซึ่งตามสเปคนี้ที่บริษัททดสอบมา ถ้าเปิดเร่งแบบสุดเลย ติดต่อกันจะได้นานเพียง 7 ชั่วโมง แต่ที่แอดมินใช้งานมา คือเปิดฟังเพลงเรื่อยๆ เบาๆ เร่งประมาณกลางๆ เปิดในชั่งกลางวันแล้วก็ก่อนนอนนิดหน่อย สามารถใช้งานได้นานถึง 4 วันโดยไม่ต้องชาร์จกันเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นแบตอึดพอสมควรเลย แล้วจุดเด่นที่มีมาในลำโพงตัวนี้คือ มีลำโพงแยกกันเป็นแบบ 2 ทอง คือมีลำโพงเสียงแหลมขนาด 1.9 ซม. 2 ตัวด้วยกัน แล้วก็มีลำโพง full range คือได้ทั้งย่านกลางและก็ย่านต่ำนะครับอีก 2 ตัว ขนาด 3.5 นิ้ว อยู่ด้านใน แล้วก็มีตัว passive radiator มาให้อีกด้วย บางคนไม่เข้าใจ passive radiator คืออะไร มันเป็นลำโพงเสียงเบสหรอ ไม่ใช่ครับ มันคือคล้ายๆ ตัวที่ทำให้กระพรือลมที่เป็นเสียงในย่านต่ำหรือเสียงเบสนั้นดังขึ้น เสียงดีขึ้น มีมิติมากขึ้น อะไรแบบนั้นเลย แล้วก็อีกหนึ่งจุดเดนต่อมาคือ มีไฟ LED ที่สามารถเปิดเป็นไฟฉายได้ด้วย เอาไว้ใช้เวลาที่เราไปเที่ยวป่า เที่ยวเขา เที่ยวทะเล เอาไปเป็นไฟฉายส่องในตอนกลางคืนได้ด้วย ต่อมาคือสามารถเชื่อมต่อ NFC ได้ ใครที่ใช้สมาร์ทโฟนที่มีฟังก์ชั่นนี้ ก็เลือกเอาได้ว่าจะเชื่อมต่อกับบลูทูธหรือ NFC แล้วแต่ความสะดวก นอกจากนั้นด้วยความที่ว่ามันมีแบตเยอะ ก็เลยสามารถที่จะใช้เป็นตัวเพาเวอร์แบงค์ชาร์จไฟให้กับสมาร์ทโฟนได้ด้วย แล้วก็มีอีกหนึ่งฟังก์ชั่นที่เอาไปลุยๆ ได้ก็คือ สามารถกันน้ำได้ตามมาตรฐาน IPx 5 ซึ่งมาตรฐานนี้ก็ได้แค่กันน้ำแบบเปียกๆ ฝนตก น้ำกระเด็น เปียกนิดหน่อย อะไรแบบนี้ แต่ไม่ถึงกับขั้นที่ว่าไปเปิดในน้ำได้ จุ่มน้ำได้นานๆ อะไรแบบนั้นไม่ได้ พังนะครับ ระวังกันเอาไว้ด้วยสำหรับมาตรฐานนี้ บางคนไม่ได้อ่านดีๆ เห็นบอกกันน้ำได้ เอาไปจุ่มน้ำซะเลย แบบนี้พังแน่ๆ เลย

   ในกล่องก็จะมีคู่มือการใช้งานแล้วก็มีสาย input แบบ AUX 3.5 มม. มาให้ด้วย แล้วก็มีสายชาร์จพร้อมหัวชาร์จมาให้เลย ต้องใช้ของที่ให้คู่มานะครับ ตัวนี้ค่อนข้างใช้ไฟเยอะกว่าปกตินิดหนึ่ง มาดูในส่วนของตัวลำโพงบลูทูธกันบ้าง ก็จะเห็นได้ว่ามีรูปทรงออกแนวสีเหลี่ยมนิดๆ แล้วก็มีหูหิ้วแบบล็อคไว้เลย ก็ให้อารมณ์เหมอืนกับหิววิทยุโบราณๆ ไปฟังเพลงอะไรแบบนั้นนะครับ แต่ดีไซน์ก็ไม่ได้โบราณเท่าไหร่นะครับ แล้วแต่คนชอบแล้วกัน ด้านบนก็จะมีปุ่มเพาเวอร์ แล้วก็ไฟแสดงสถานะของแบตเตอร์รี่อยู่ 5 เม้ดด้วยกัน ถ้าสว่างทั้ง 5 เม็ดก็คือไฟเต็ม แล้วก็มีที่เขียนเอาไว้ว่า NFC ให้แตะตรงด้านบน ส่วนด้านข้าง จะเห็นมีมีปุ่มใหญ่ๆ อยู่ แล้วก็มีไฟ LED อยู่ตรงกลาง ก็จะมีปุ่มเพิ่มลดเสียง ปุ่ม pair บลูทูธ แล้วก็ปุ่มเลื่อนเพลง ตรงกลางจะเป็นไฟฉาย กดไปหนึ่งรอบเป็นไฟสว่างขึ้นมา กดอีกรอบเป็นไฟแฟลดซ์แบบกระพริบขอความช่วยเหลืออะไรแบบนั้นกดอีกรอบก็จะดับไป

   พลิกกลับมาอีกด้านหนึ่งก็จะเป็นช่องเสียงสายชาร์จ พอร์ด USB out ที่เอาไว้เป็นเพาเวอร์แบงค์ แล้วก็สาย AUX input น้ำหนักของตัวเครื่องอยู่ที่ 3.3 กก. ขนาดความยาว 39 ซม. สูง 17.5 ซม. ลึก 12.5 ซม มีถือว่ามีขนาดใหญ่และหนักพอควรเลย ก็พกพายากนิดหนึ่งแต่ก็มีหูหิวด้วย สุดท้ายที่จะรีวิวก็คือเรื่องของราคา อยู่ที่ 7 พันบาทมีทอน เป็นราคากลางที่ขายกันในบ้านเรา ก็อาจจะมีบางร้านจัดโปรก็จะถูกกว่านี้นะครับ ก็ลองไปฟังดูตัวจริงแล้วก็ตัดสินใจซื้อกันดูได้ตามร้านค้าชั้นนำทั่วไป

Preview Sony Xperia series X , XA สมาร์ทโฟน 2 รุ่น ที่เด่นเรื่องกล้อง เปิดตัวแล้วในไทย

 

   สำหรับการรีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ ของเราในครั้งนี้ที่นี่ 108plaza แอดมินเองได้มีโอกาสไปที่งานเปิดตัวสมาร์ทโฟน 2 รุ่น ใหม่ เป็น 2 รุ่นย่อยของค่ายที่โด่งดังในเรื่องของการผลิตชิ้นเลนส์และเซนเซอร์กล้องขายไปให้กับหลายๆ แบรนด์ของสมาร์ทโฟนที่ใช้อยู่ตอนนี้ นั้นก็คือ แบรนด์ sony นั้นเองนะครับ ล่าสุดเมื่อต้นเดือน มิถุนายน 2016 ในช่วงที่ต้นฤดูกาลฟุตบอลยูโร 2016 ด้วยนี่แหละนะครับ sony เขาก็มีการจัดงานเปิดตัวสมาร์ทโฟน 2 รุ่นขึ้นมาทำตลาดในบ้านเรา รุ่นแรกที่จะพรีวิวให้เพื่อนๆ ได้อ่านสเปคกันแบบคร่าวๆ แล้วก็พูดเรื่องจุดเด่นของสมาร์ทโฟนรุ่น Sony Xperia X กันพอเป็นน้ำจิ้มๆ กันสักนิดหนึ่ง ไปติดตามกันเลย

   สำหรับสมาร์ทโฟนในซีรี่ย์น้องใหม่ของทาง Sony ได้เปิดตัวมา กับ sony xperia x ที่เพื่อนๆ เห็นกันอยู่ในรูปตัวอย่างสินค้าด้านบนนี้นะครับ มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5 นิ้ว ความละเอียดของหน้าจอเป็นแบบ Full HD ตัวบอดี้ทั้งเครื่องเลยเป็นโลหะ ก็ดูพรีเมี่ยมไม่เบาเลยทีเดียว จุดเด่นของ sony xperia x เองนั้นก็คงจะอยู่ที่เรื่องของกล้งนี่แหละนะครับ เพราะ sony เองก็เด่นในเรื่องของการผลิตตัวเซนเซอร์กล้องอย่างที่บอกไปว่าเป็นอันดับต้นๆ ของโลกอยู่แล้ว ในเมื่อมาทำกล้องในแบรนด์ตัวเองจะน้อยหน้าแบรนด์อื่นได้อย่างไร ก็เลยจัดสเปคความละเอียดของกล้องหลังมาที่ 23 ล้านพิกเซล เลยทีเดียว f/2.0 ส่วนกล้องหน้าความละเอียดอยู่ที่ 13 ล้านพิกเซล ส่วนชิปประมวลผลภายในนั้นจะเป็นตัว snapdragon 650 เป็นแบบ 6 แกนสมอง ให้หน่วยความจำภายในมาที่ 32 GB RAM 3 GB ซึ่งภายในงานที่เปิดตัวเอง ทาง sony ก็โชว์จุดเด่นเรื่องของกล้องที่สามารถจับโฟกัสได้เร็วมาก เร็วเพียง 0.6 วินาทีเท่านั้นเอง แล้วอีกหนึ่งจุดเด่นเรื่องกล้องก็คือสามารถถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดี เพราะมีค่า ISO ที่ปรับได้สูงมากๆ แล้วก็มีการจัดสถานที่ในอุโมงทืบแสง ที่ให้ผู้คนที่อยู่ในงานเข้าไปทดสอบถ่ายภาพกับกล้องของสมาร์ทโฟน sony xperia x และมาเปรียบเทียบกับกล้องของสมาร์ทโฟนที่เราใช้อยู่ ก็เปรียบเทียบกับให้เห็นความแตกต่างว่าภาพที่ได้จากกล้องตัวไหนจะดีกว่ากัน แล้วก็มีอีกหนึ่งจุดเด่นต่อมาของกล้อง sony ในสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ก็คือ Hybrid auto focus เป็นโหมดที่สามารถถ่ายวัตถุที่เคลื่อนไหวได้ดี ไม่พลาดทุกการโฟกัส เมื่อเราใช้กล้องแตะไปที่โฟกัสวัตถุเคลื่อนไหวเหล่านั้น กล้องจะจับโฟกัสตามไปทันที ก็ถือได้ว่าเป็นจุดเด่นที่แอดมินดูในงานแล้วน่าจะจับตัวเครื่องมารีวิวซะเหลือเกิน แต่รับรองครับว่าในรีวิวตอนหน้า จะมีรีวิวฉบับเต็มๆ กันอย่างแน่นอน

   มาดูกันอีกหนึ่งรุ่นในซีรี่ย์เดียวกันที่เปิดตัวมาในงานนะครับ ก็คือสมาร์ทโฟนรุ่นที่ราคาต่ำกว่าหมื่น แต่ก็มีจุดเด่นเรื่องกล้องที่ไม่แพ้ตัว sony xperia x เลย รุ่นนี้ก็คือ sony xperia XA นั้นเองครับ ถือว่าเป็นรุ่นรองท็อปก็ว่าได้ เรื่องของดีไซน์นั้นบอกเลยว่าสวยงามครับ น่าจะถูกใจใครหลายๆ คนเพราะด้วยราคาแล้วก็ดีไซน์ของตัวขอบจอที่มันค่อนข้างที่จะขอบจอบางมากๆ แทบจะบอกว่าไร้ขอบเลยก็ว่าได้ มาพร้อมกับขนาดจอ 5 นิ้วเช่นกัน สัดส่วนของหน้าจอก็ประมาณสัก 71 เปอร์เซ็นต์ของตัวเครื่องนะครับ ส่วนของชิปประมวลผลภายในเป็นตัว Media Tek M6755 หน่วยความจำภายในนั้นให้มาที่ 16 GB RAM 2 GB กล้องหลังให้ความละเอียดมาที่ 13 ล้านพิกเซล กล้องหน้าให้ความละเอียดมาที่ 8 ล้านพิกเซล แต่ถึงแม้ว่าดูเรื่องของสเปคแล้วมันอาจจะลดสเปคจากตัว sony xperia x ไปค่อนข้างมากเลย ทั้งเรื่องชิปประมวลผล เรื่องรอม เรื่องแรม เรื่องกล้อง แต่จุดเด่นมันไม่แพ้กันเลยทีเดียวสำหรับเรื่องกล้อง ฟี่เจอร์ต่างๆ มีครบเลย ทั้งเรื่องของการถ่ายในที่แสงน้อยได้ดี มีการจับโฟกัสได้เร็วเท่ากันเลย แล้วก็มี Hybrid auto focus มาให้ด้วย ก็ถือว่าเป็นที่น่าจับตามองในช่วงครึ่งปีหลังนี้เป็นสมาร์ทโฟนราคาต่ำหมื่นที่สเปคและการใช้งานนั้นอาจจะต้องได้ตัวเครื่องมาริวิวในฉบับเต็มๆ ในรูปแบบของ 108plaza ของเราเองนะครับ

   สำหรับสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นที่นำมาเป็น gadget สินค้าอินเทรนด์ ที่พรีวิวให้เพื่อนๆ ได้ติดตามกันก่อนใครในครั้งนี้ของ sony นั้นก็จะมีเปิดตัวมาให้เลือกซื้อเลือกหาด้วยกันอยู่ 4 สี ได้แก่ สีขาว สีดำ สีเขียวทอง แล้วก็สีชมพู สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่อดใจรอรีวิวฉบับเต็มไม่ไหว ก็สามารถไปหาทดสอบได้ด้วยตัวเองตามศูนย์บริการ sony ได้แล้วนะครับ อาจจะมีตัวโมเดลมาให้ได้ทดลองใช้งานกันแล้ว

รีวิวลำโพงบลูทูธ Remax H5 ลำโพงทรงพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ไม่มีแบตเตอร์รี่เหมาะกับใช้งานในบ้าน

 

   สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่กำลังมองหาลำโพงบลูทูธที่เราไว้ใช้ในบ้าน ในห้องนอน เอาตั้งไว้ตรงหัวเตียงเพื่อที่จะฟังเพลงเบาๆ ก่อนนอน หรือใช้ฟังเพลงภายในบ้าน ไม่ต้องมานั่งห่วงเรื่องที่ว่าแบตเตอร์รี่จะหมดหรือเปล่า เราก็เสียบปลั๊กเอาเลย อะไรแบบนี้ ทางเว็บไซต์ 108plaza ของเราในตอนนี้ มีลำโพงบลูทูธที่ไม่มีแบตเตอร์รี่มารีวิวอีกหนึ่งรุ่น ตัวนี้เลย

   ก็ต้องบอกว่าในข้อดีมันก็มีข้อเสียกับสินค้าที่แอดมินจะรีวิวในตอนนี้ ขึ้นอยู่กับว่าเพื่อนๆ ที่เข้ามาอ่านรีวิวแล้ว จะยอมรับในข้อเสีย แล้วก็เห็นในข้อดีของการใช้งานของตัวสินค้าที่ชื่อว่า Remax รุ่น H5 ลำโพงบลูทูธดีไซน์ที่เอาวางไว้บนโต๊ะแล้ว มันจะกลายเป็นรูปทรงพระจันทร์เสี้ยวแบบนี้ เพื่อนๆ จะชอบในเรื่องของดีไซน์แบบนี้หรือไม่ ส่วนเรื่องข้อเสียก้อย่างที่บอกไป มันไม่มีแบตเตอร์รี่ เพราะฉะนั้นมันก็ค่อนข้างพกพาไปที่ต่างๆ ได้ไม่ดีนัก ต้องไปที่ที่มีไฟฟ้านั้นเอง ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ต้องมาติดตามกันต่อไปว่า เรื่องของเสียง จะเป็นอย่างไร เรื่องของคุณภาพจะเป็นอย่างไร

   มาเริ่มรีวิวดูรายละเอียดตรงตัวเครื่องกันก่อนเลย ด้านหลังเครื่องจะมีช่องให้เสียบสายแจ็ค 3.5 มม. เป็นแบบ AUX input มาให้ 1 ช่อง แล้วก็มีพอร์ดเสียบ USB เอาไว้แบบว่าเล่นเพลงผ่านตัว flash drive ได้ ก็ง่ายๆ เป็นไฟล์เพลงต่างๆ ก็ไปดาวน์โหลดลงทั้มไดร์ฟมา ก็มาเสียบได้เลย ก็ง่ายไปอีกแบบหนึ่ง ซึ่งลำโพงบลูทูธตัวที่เป็นรุ่นใหม่ๆ ผลิตออกมา จะไม่มีพอร์ดแบบนี้มาให้แล้ว ใครที่ยังชอบใช้แบบนี้อยู่ ก็คงถูกใจพอสมควร ในส่วนของบอดี้ด้านหน้าที่เป็นตัวตะแกรงนั้นจะเป็นวัสดุที่เป็นอลูมิเนียม ก็แข็งแรง แล้วก็สร้างนำหนักให้ตัวลำโพงได้ดีเลย ด้านหลังก็จะเป็นพลาสติก ABS ก็ให้ความแข็งแรงประมาณหนึ่ง น้ำหนักทั้งตัวอยู่ที่ 1.3 กิโลกรัม แอดมินนำนเลย ถ้าลำโพงที่ให้เสียงเบสดีๆ นิดหนึ่ง จะหนัก ถ้ายกดูแล้ว ยี่ห้อไหน รุ่นอะไรก็ตามนะครับ ถ้าเบาๆ ให้อนุมานไว้เลยว่าเสียงเบสไม่ต่อยแน่น ไม่ลึก เท่าไหร่ เพราะเรื่องของนำหนักของตัวลำโพงเองจะช่วยให้นำเสียงดูแน่นขึ้นด้วยนั้นเองนะครับ

   ส่วนด้านหลังลำโพงก็จะมีรูให้เจาะแขวนกับผนังได้ด้วย สำหรับใครที่อยากจะทำเป็นเฟอร์นิเจอร์อีกชิ้นหนึ่งดูเก๋ๆ อะไรแบบนั้น ในตัวกล่องก็จะมีสาย 3.5 มม. มาให้ 1 เส้น แล้วก็มีสายเสียบปลั๊กไฟมาให้ แล้วก็มีตัวรีโมทคอนโทรนมาให้ด้วย ไม่ต้องไปลุกกดปุ่มปิดเปิดให้เมื่อย นอนจะหลับก็กดรีโมทได้เลย อะไรแบบนั้นนะครับ

   มาถึงในส่วนของการรีวิวทดสอบการใช้งานกันบ้าง เมื่อเสียบปลั๊กเรียบร้อยแล้ว จะมีไฟขึ้นที่ปุ่มด้านหน้าตัวเครื่อง ก็จะมีปุ่มเพาเวอร์ ปุ่มเลือกโหมดว่าจะเลือกเล่นช่องทางไหน ผ่านบลูทูธ ผ่าน AUX ผ่าน USB ก็เลือกกันเอา ถัดมาก็เป็นปุ่ม low cut คือตัดเสียงเบส บางคนไม่ชอบฟังเสียงเบส ชอบฟังแบบไสๆ สบายๆ ก็กดปุ่มนี้ไป เสียงในย่านต่ำทั้งหมดก็จะหายไป แล้วก็มีปุ่มเพิ่มลดเสียง ทั้งหมดนี้ก็สามารถกดที่รีโมทคอนโทรนได้ด้วย ซึ่งการทดสอบกดที่รีโมทก็ส่งสัญญาณได้ค่อนข้างไกลพอสมควรประมาณ 10 เมตร สบายๆ ครับ แต่อาจจะต้องกดแล้วก็ชี้ไปที่ตัวเครื่องให้ตรงสักนิดหนึ่ง ไม่งั้นจะไม่ค่อยติดนะครับ มาฟังราคากันก่อนดีกว่า ก่อนที่จะมารีวิวเรื่องของน้ำเสียงที่ได้จากการทดสอบใช้งานกันมาแล้วสำหรับตัวแอดมินเองนะครับ ราคาที่ตอนเปิดตัวมาอยู่ที่ประมาณ 3,xxx บาท ก็ขึ้นอยู่กับบางร้านว่าจะขายเอากำไรเยอะเอากำไรน้อยแต่ไหนนะครับ

   ในส่วนของน้ำเสียงที่ได้จากการเปิดทดสอบลำโพงบลูทูธ Remax H5 ตัวนี้ เนื่องจากเป็นลำโพงที่เสียบปลั๊ก ความดังต้องบอกว่ามาเต็ม เอาไว้ใช้เป็นการฟังเพลงได้ ปาร์ตี้ในบ้านแบบเบาๆ ได้เลย เร่งสุดก็คุยกันไม่รู้เรื่องแน่นอน ใช้เชื่อมต่อเพื่อดูหนังได้ด้วย ถือว่าเหมาะครับ เพราะว่าเสียงเบสตัวนี้มาเต็ม เบสเป็นลูกๆ มาชัดมาก ส่วนเสียงในย่านความถี่กลาง เนื่องด้วยดีไซน์มันเป็นแบบทรงโค้ง ทำให้มิติเสียงที่ออกมาค่อนข้างไกล แล้วก็ชัดเจน เสียงกลางบอกเลยว่าเคลียร์มาก ดูหนังได้ชัดเจนทุกคำพูดเลย ส่วนเสียงแหลม ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปานกลางนะครับ ฟังได้ดี แต่ไม่ถึงกับขั้นที่เป็นลำโพงแบบ hi-end ที่มีเสียงแหลมเคลียร์ๆ ไสๆ แบบนั้น แต่ก็ถือว่าไม่ปาดหู ไม่แสบหู ฟังได้ไพเราะดีครับ สามารถเร่งดังสุดด้วยความดังถึง 100 dB เลย ก็ค่อนข้างที่จะดัง แต่เร่งสุดแล้วมิติของเสียงก็อาจจะไม่ดีเท่าที่ควร ก็เร่งประมาณสัก 80 เปอร์เซ็นต์ของความดังก็จะได้คุณภาพที่สมบูรณ์ที่สุดนะครับ

   

รีวิว ลำโพงบลูทูธ KINGONE F8 ลำโพงที่ให้มิติเสียงเบสหนักๆ โหดๆ

 

   108plaza ของเรามีลำโพงบลูทูธอีกหนึ่งรุ่นมารีวิวกันอีกแล้วครับเพื่อนๆ ในครั้งนี้เป็นลำโพงที่ให้เสียงแน่นหนักไปทางเสียงเบสสักนิดหนึ่ง ใครที่ชอบฟังเพลงแนวเพลงร็อค เพลงเพื่อชีวิต เพลงหนักหน่วง ต้องมาอ่านรีวิวของเราในครั้งนี้กันเลย กับลำโพงตัวนี้ครับ

   ลำโพงบลูทูธที่เพื่อนๆ เห็นอยู่ด้านบนสีสันสวยงามตัวนี้ มีชื่อรุ่นว่า Kingone F8 ถือว่าเป็นรุ่นที่ต่อยอดมาจากรุ่น Kingone K5 นะครับ ใครที่ใช้รุ่นนี้มา ก็จะรู้ว่ามันมีรูปทรงที่คล้ายๆ กันอยู่บ้าง แต่จะมีการปรับปรุงในเรื่องของไดเวอร์ ในเรื่องของดอกลำโพงภายใน แล้วก็เรื่องของชิปเสียงและแนวเสียงให้มีมิติที่ดีขึ้นกว่ารุ่น K5 ขึ้นมาอีกค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว จะสังเกตุได้ว่าถ้ามองจากรูปด้านบน ด้านในจะมีดอกลำโพงหรือว่าไดเวอร์เนี่ยค่อนข้างที่จะใหญ่ขึ้น แต่ก่อนที่จะไปดูรายละเอียดด้านในลำโพง มาดูรอบๆ กล่องกันก่อนดีกว่าครับ ซึ่งตัวกล่องที่ใส่ลำโพงมาเนี่ย มันดูดีเลยทีเดียว มันไม่ใช่กล่องกระดาษลังทั่วไปเหมือนยี่ห้ออื่นๆ ที่แกะแล้วก็ทิ้ง แต่มันเป็นกล่องแบบโลหะ สีแดงคาดด้วยสีทอง ก็สีสันสวยงาม ก็เอาไว้ใช้งานแบบว่าพกพาไปที่ต่างๆ เอาใส่กระเป๋าไปได้เลย เมื่อเปิดกล่องขึ้นมาก็จะเห็นว่ามีตัวลำโพงบลูทูธให้เห็นเลย แล้วใต้กล่องก็จะมีอุปกรณ์เสริมอยู่ด้านใน ที่แอดมินได้มารีวิวครั้งนี้เป็นสีดำด้าน ก็ดูสวยดีครับ วัสดุดูพรีเมี่ยมมากๆ เลยทีเดียว อุปกรณ์เสริมที่ให้มานั้นก็เป็นสาย AUX ที่เอาไว้เสียบเป็นสาย input มาให้หนึ่งเส้น เป็นแจ็คแบบ 3.5 มม. แล้วก็สายชาร์จแบบ micro USB มาให้อีก 1 เส้น แต่ไม่มีหัวชาร์จมาให้นะครับ ก็ต้องเอาไปเสียบชาร์จกับพวกเพาเวอร์แบงค์หรือคอมพิวเตอร์แทน

   มาโฟกัสกันที่ตัวลำโพงบลูทูธ kingone F8 ตัวนี้กันบ้าง พลิกไปพลิกมา ก็มาเห็นที่ด้านหลังของตัวลำโพง จะมีปุ่มแล้วก็พอร์ดเชื่อมต่อต่างๆ อยู่ที่ด้านหลัง ประกอบไปด้วย ปุ่มเพาเวอร์ ช่องเสียบสายแจ็ค 3.5 มม แบบ input แล้วก็มีพอร์ดให้เสียบ micro sd card ได้ด้วย คือใครไม่อยากจะเชื่อมต่บลูทูธ ก็ก็อปปี้เพลงลงใน่เมมโมรี่ แล้วก็เอามาเสียบได้เลย ง่ายๆ แล้วก็มีพอร์ด micro USB เอาไว้ชาร์จไฟที่ด้านหลัง ส่วนด้านบน จะเป็นปุ่มแบบ touch ซึ่งข้อเสียของปุ่มแบบนี้คือ บางทีอาจจะไปโดนปุ่มเข้าโดยไม่ตั้งใจก็ได้ อันนี้ต้องระวัง ก็จะมีปุ่มต่างๆ อย่างเช่น ปุ่มเพิ่มลดเสียง ปุ่มเอาไว้เลื่อนเพลง แล้วก็ปุ่มกดรับสายเรียกเข้าโทรศัพท์ สามารถคุยผ่านลำโพงบลูทูธตัวนี้ได้เลย มีไมค์ติดมาให้ด้วย ซึ่งแอดมินเองก็ทำการทดสอบเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถคุยโทรศัพท์ได้ชัดเจนดีครับ ไม่มีเสียงรบกวน แล้วก็ไม่มีเสียงสะท้อน ถือว่าผ่านมาตรฐานเลยในเรื่องของการใช้งานเป็น speaker phones

   สำหรับตัวแบตเตอร์รี่ที่ให้มานั้น มีความจุอยู่ที่ 2200 mAh ซึ่งความจุเท่านี้ก็จะสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องประมาณ 6 ชั่วโมง แต่อาจจะมีบวกลบนิดหน่อย ตามลักษณะการใช้งานของแต่ละคน ส่วนการชาร์จก็จะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงก็จะเต็ม เมื่อกดปุ่มเพาเวอร์ขึ้นมา จะมีไฟ LED ที่เป็นปุ่มต่างๆ ติดขึ้นมาที่ปุ่ม touch ด้านบน ดูสวยงามเลยทีเดียว สังเกตตรงไฟ pair บลูทูธ ถ้ามันกระพริบๆ อยู่ แสดงว่าเรายังไม่ได้ทำการเชื่อมต่อหรือจับคู่กับเครื่องเล่นหรือสมาร์ทโฟนของเรา เราก็จัดการจับคู่บลูทูธเลย จะเห็นว่ามีตัวบลูทูธที่ชื่อว่า kingone F8 อยู่ ก็จับคู่เลย แล้วทีนี้เราก็จะฟังเพลงจากสมาร์ทโฟนหรือเครื่องเล่นผ่านบลูทูธได้แล้ว การเพิ่มลดเสียงตรงปุ่ม touch นั้น จะมีไฟเป็นวงกลมอยู่ ถ้าเราอยากจะเพิ่มเสียง ก็วนนิ้วเราไปที่ไฟวงกลมแล้วก็วนเป็นตามเข็มนาฬิกา แต่ถ้าอยากลดเสียง ก็วนทวนเข็มนาฬิกา เท่านี้เอง แล้วก็จะมีปุ่ม mode ให้เราเลือกอยู่ 3 โหมด ตามช่องทางเชื่อมต่อ เราสามารถเสียบได้ทั้งสาย 3.5 มม. หรือ เสียบเมมโมรี่ได้พร้อมๆ กับการเชื่อมต่อบลูทูธได้แล้ว แต่เราต้องเลือกโหมดใดโหมดหนึ่งเท่านั้น

   ในส่วนของมิติเสียงที่ได้จากลำโพงบลูทูธ kingone F8 ตัวนี้คือ มิติเสียงนั้นค่อนข้างกว้าง แน่นอนว่าอย่างที่พูดไป เสียงเบสนั้นค่อนข้างหนักหน่วง แต่เท่าที่จับได้คือมิติเสียงในย่านความถี่สูง หรือเสียงแหลมนั้นยังไม่ค่อยเครียร์เท่าไหร่ สรุปคือมันเหมาะกับการเปิดเพลงแนวแบบนุ่มๆ แน่นๆ ถ้าเป็นร็อคก็ร็อคแบบสบายๆ แนวสตริงนิดๆ อะไรแบบนั้น แต่จะให้หนักหน่วงเต็มที่เลย ก็คงจะไม่เหมาะเท่าไหร่ เสียงจะค่อนข้างออกไปทางรำคาญนิดๆ ถ้าเปิดเสียงดังนะครับ อย่างไรแล้วก็ต้องลองไปฟังด้วยตัวเอง ชอบไม่ชอบอย่างไร เอารีวิวของแอดมินไปเป็นแนวทางก็พอครับ ชอบไม่ชอบว่ากันอีกเรื่องหนึ่ง

รีวิว รถมอเตอร์ไซต์สัญชาติไทย GPX CR5 200cc


   108plaza ในครั้งนี้มาเอาใจคนรักรถมอเตอร์ไซต์และสิงห์นักบิดทั้งหลายกันสักนิดหนึ่งนะครับ เพราะในครั้งนี้เรามีอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ ที่เป็นรถมอเตอร์ไซต์ที่เป็นสัญชาติไทยจริงๆ อีกหนึ่งรุ่น ที่หลังจากเปิดตัวรุ่นพี่ใหญ่ไปแล้ว ก็ค่อนข้างได้รับความนิยมกันมากเลยทีเดียว ทีนี้เมื่อได้มีการเปิดตัวรุ่นน้องเล็กตามมาอย่างนี้ เราเองก็ไม่พลาดที่จะนำมารีวิวพร้อมกับการทดสอบขับขี่เพื่อให้ได้รู้ถึงสมรรถนะและอารมณ์ในการขับขี่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ก่อนที่เพื่อนๆ จะเข้าไปสัมผัสจริงกันในศูนย์บริการนั้นเอง

   ในตอนนี้เราอยู่กับมอเตอร์ไซต์คันเก่งของเราสัญชาติไทยคันนี้เลย GPX CR5 ในรุ่นความจุเครื่องยนต์ 200cc นั้นเองครับ ถือว่าเป็นรุ่นน้องเล็กเลย แต่ก่อนที่เราจะไปดูเรืองของสมรรคถนะในการขับขี่นั้น เดี่ยวผมจะพาไปดูรายละเอียดของรถคันนี้กันก่อนว่ามีสเปคเป็นอย่างไรบ้างนะครับ ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นถือว่าเป็นรุ่นที่ต่อยอดมาจากน้องเล็กอีกทีหนึ่งก็คือรุ่น 150cc ซึ่งพิกัดของเครื่องยนต์ตัวนี้ก็เพิ่มมาอีกที่ 50 ซีซี ก็ดูเหมือนจะไม่เยอะเท่าไหร่ แต่เรื่องความแรงนี่ต้องบอกเลยว่าน่าสนใจครับ เครื่องยนต์ตัวนี้จะเป็นแบบ แคมเดี่ยว HOHC จ่ายน้ำมันด้วยระบบคาบูเรเตอร์ แบบสุญญากาศ พร้อมทั้งมีระบบระบายความร้อนด้วยตัวออยคลูเลอร์ ในเรื่องของรูปทรงนั้นอาจจะดูคล้ายๆ เดิมไปบ้าง แต่ก็มีในส่วนที่เพิ่มเดิมมาในรุ่นก่อนหน้านี้ก็คือตัวไฟ Day light ที่อยู่ด้านข้างของตัวรถ ก็ให้ความสปอร์ตและทันสมัยขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง ตัวไฟหน้าจะเป็นแบบ H4 และในโคมไฟหน้าเองก็จะมีตรงมุมของตัวโคมเป็นไฟลี่มาให้ด้วย ก็ดูเท่ห์ขึ้นมาอีกนิดหนึ่งนะครับ แล้วก็พ่วงท้ายมาด้วยไฟแบบ LED ส่วนตัวหน้าปัดเรือนไมค์ต่างๆ เป็นการผสมผสานระหว่างตัววัดรอบแบบเข็ม ส่วนมาตราวัดต่างๆ ก็เป็นแบบดิจิตอล ก็ให้ความรู้สึกทันสมัยขึ้นมา ถัดมาในส่วนของถังน้ำมัน สามารถจุได้ 10 ลิตร พร้อมกับฝาถังที่ติดกับตัวรถ ก็สะดวกสบายต่อการใช้งานดีเลยทีเดียว ในส่วนของระบบกันสะเทือนคู่หน้า เป็นแบบ เทเรสคูปิกส์ ซึ่งดูแล้วก็มีความใหญ่ ดูบึกบืนดีเลยทีเดียว เหมือนกับรถในรุ่นความจุใหญ่ๆ 300-500 ซีซี กันเลยทีเดียว ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหลังก็เป็นแบบโช๊คเดี่ยว สามารถปรับแต่งความนุ่มนวล ความหนึบ ได้เอง ในส่วนของระบบเบรกเป็นแบบดิสด์เบรกทั้งด้านหน้าและหลัง โดยระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นแบบ 2 ลูกสูบ แล้วด้านหลังจะเป็นแบบ 1 ลูกสูบ ถัดมาในส่วนของขนาดล้อแม็กให้มาที่ขนาด 17 นิ้ว ขนาดหน้ายางล้อหลังให้มาที่ 130/70 ส่วนล้อยางด้านหน้านั้นให้ขนาดมาที่ 100/80 ซึ่งเมื่อดูซี่รี่ย์ของยางแล้วเนี่ย ต้องบอกเลยว่ามันเป็นยางที่ดีเลย รองรับการวิ่งด้วยความเร็วประมาณ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ดีเลยทีเดียว

   เมื่อดูในส่วนของรายละเอียดตัวรถกันไปแล้ว เรื่องของการทดสอบสมรรถนะนั้น ทางทีมงานของเราได้ไปทำการทดสอบมาแล้ว ก่อนที่จะมาเขียนรีวิวนี้นะครับ ต้องบอกเลยว่าเราทำการทดสอบกันระยะทางประมาณ 1000 กิโลเมตร ภายในวันเดียว ระยะทางที่วิ่งก็จากเชียงใหม่ ไปถึง เขาค้อ ก็ระยะทางก็มีทั้งทางตรงแล้วก็ทางขึ้นเขานะครับก็เจอทุกสภาพถนนที่เป็นทางเรียบด้วย แล้วก็เส้นทางแบบเป็นหลุมเป็นบ่อด้วยนะครับ ในส่วนของ่ความรู้สึกในการขับขี่ใกลๆ เนี่ยนะครับ บอกเลยว่ามีท่าทางในการขับขี่ที่ค่อนข้างสบายครับ ด้วยตัวระยะแฮนต์ที่กว้าง ท่าในการขับขี่ก็ไม่ได้ก้มมากนัก ตำแหน่งในการวางขาก็ทำให้ไม่เมื่อยในระยะทางไกลๆ ด้วย ในส่วนของอัตราเร่งนั้น ดูเหมือนว่ามันจะทำอัตราเร่งได้ดีในช่วงเกียร์ 3 ถึงเกรียร์ 6 แต่ในส่วนของเกียร์ต่ำนั้นดูเหมือนว่าจะทำได้แบบชิดกันไปนิดหน่อย ซึ่งความจุที่เพิ่มขึ้นมาอีก 50 ซีซี นั้น บอกเลยว่าเราสามารถทำอัตราเร่งกันขึ้นไปเรื่อยๆ ตั้งแต่แรงปลายอย่างเกียร์ 6 ก็ยังสามารถทำอัตราเร่งได้ติดมืออยู่ ไม่เหมือนกัตัวรุ่นน้องที่เราเองก็เคยรีวิวมา ในช่วงเกียรื 6 นี่ต้องบอกเลยว่ามีอาการห้อยท้าย เร่งไม่ติดมือ

   ในเรื่องของความเร็วสูงสุดที่เรือนไมค์วัดได้นั้นจะอยู่ที่ 150 กม./ชม. แต่เมื่อเทียบกับรถรุ่นอื่นๆ แล้วจะได้แค่ประมาณ 140 กม./ชม. เท่านั้นเอง ก็คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องของไมค์ที่อ่อนกว่าปกตินะครับ ก็คงสรุปว่า gadget สินค้าอินเทรนด์ ที่มารีวิวในครั้งนี้ เป็นมอเตอร์ไซต์อีกหนึ่งรุ่นที่เป็นสัญชาติไทยที่ทำมาวางตลาดแล้วใช้งานได้ดีเลยทีเดียวครับ

รีวิว Harman Kardon ONYX Studio 2 ลำโพง in door ที่ราคาต่ำหมื่น

   เว็บไซต์ 108plaza ของเรามีลำโพงบลูทูธอีกหนึ่งตัวมาทำการรีวิวกันอีกแล้วครับเพื่อนๆ สำหรับลำโพงที่เพื่อนๆ เห็นในรูปตัวอย่างสินค้านั้น มีชื่อว่า Harman Kardon รุ่น ONYX Studio 2 ถือว่าเป็นรุ่นที่พัฒนามาเป็นเวอร์ชั่นที่ 2 แล้วนะครับ เปิดตัวมาได้สักประมาณ 6 เดือนกว่าๆ แล้วนะครับ จุดที่น่าสนใจนั้นมีอยู่หลายฟังก์ชั่นด้วยกัน แต่สำหรับใครที่เคยใช้รถยุโรป รถสปอร์ต หรือ เคยอ่านรีวิวในกลุ่มสินค้ายานยนต์ของเรามาบ้าง ก็จะพอทราบว่าชื่อ Harman Kardon นั้นเป็นแบรนด์เครื่องเสียงที่ติดมากับรถระดับหรูพวกนี้ในหลายๆ รุ่นเลยทีเดียว อย่าง mini cooper ก็มี อย่างรถในค่าย BMW ก็มีเครื่องเสียงแบรนด์นี้อยู่ ก็ต้องถือว่าได้แบรนด์ Harman Kardon นั้นเป็นเครื่องเสียงระดับ Hi-end เลยก็ว่าได้ แต่ว่าเสียงและคุณภาพจะดีแค่ไหน เราต้องมารีวิวกันครับ

   สำหรับ Harnan Kardon ONYX Studio 2 นั้นเปิดตัวมาให้เลือกด้วยกัน 2 สี ก็คือ สีขาว และ สีดำ เท่านั้นเอง มาดูฟังก์ชั่นการใช้งานที่ติดเอาไว้ข้างกล่องกันเลย อย่างแรกก็แน่นอนละครับ สามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายด้วยบลูทูธได้ แล้วก็มีการเสริมพลังเสียงของเบสด้วย Dual passive radiator ขนาด 4 นิ้ว 2 ตัวอยู่ด้านในลำโพงตัวนี้ ต่ดมาก็จะมีไมค์โครโฟนมาให้ในตัวเลย นั้นหมายความว่าสามารถรับสายเรียกเข้าจากโทรศัพท์ได้ด้วย แล้วก็มีระบบที่เวลาเราคุยโทรศัพท์ผ่านตัวลำโพงบลูทูธตัวนี้ ก็จะมีระบบป้องกันเสียงรบกวน เสียงสะท้อนต่างๆ มาให้ด้วย ก็น่าจะเพิ่มประสิทธิภาพในการพูดคุยสนทนาผ่านตัวลำโพงตัวนี้ได้ดียิ่งขึ้นนั้นเอง แล้วรายละเอียดข้างกล่องก็เขียนไว้อีกว่า ลำโพงตัวนี้ก็สามารถใช้งานได้นานติดต่อกันประมาฯ 5 ชั่วโมงที่ความดังปกตินะครับ แล้วแอดมินก็ได้ทำการทดสอบมาแล้วจากการใช้งานจริง ชาร์จแบตจนเต็มเลย แล้วก็เปิดเพลงเร่งสุดเลย สามารถใช้งานได้ประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้นเอง ก็ถือว่าใช้งานได้น้อยครับ แต่ปกติแล้วก็จะไม่ค่อยมีใครเร่งจนสุดเพราะว่ามันค่นอข้างดังเลยทีเดียวลำโพงตัวนี้ กำลังขับค่อนข้างเยอะ กำลังขับอยู่ที่ 60 wrms เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นมันก็ค่อนข้างที่จะกินแบตพอสมควร วิธีการแก้สำหรับคนที่ฟังในบ้าน เราก็แค่เสียบปลั๊กก็ใช้กันยาวๆ ไปเลย แต่เวลาออกไปปาร์ตี้ข้างนอกบ้านก็ใช้แบต ก็สามารถใช้กันได้ประมาณ 4 ชั่วโมงถ้าเร่งค่อ่นข้างดัง ก็ใช้ได้สบายๆ นะครับ สิ่งที่ให้มาในกล่องก็ไม่ได้มีอะไรมากเลย มีแค่สายไฟแล้วก็ adapter ที่เอาไว้ชาร์จแบตเตอร์รี่เท่านั้นเอง สายสัญญาณต่างๆ ไม่มีมาให้นะครับ ต้องไปหาซื้อเองถ้าใครจะใช้การเชื่อมต่อแบบ AUX 3.5 มม.

   ในส่วนของรูปแบบการดีไซน์ตัวเครื่องนั้นก็อย่างที่เห็นนะครับ เป็นลำโพงแบบทรงกลม แล้วก็มีขาตั้งอยู่ทางด้านหลัง ก็ตรงตัวนะครับ ลำโพงก็ต้องกลมๆ แบบนี้ ใครชอบก็สามารถไปมองๆ แล้วก็ขอทดสอบเปิดฟังกันจริงๆ ได้ตามร้านค้าชั่นนำทั่วไป มาดูกันที่ปุ่มการใช้งานต่างๆ ในตัวเครื่องกันบ้าง ก็จะมีปุ่มเพาเวอร์ ปุ่มเพิ่มเสียง ลดเสียง ปุ่มกดรับโทรศัพท์ และก็ปุ่ม pair บลูทูธ มีแค่นี้เองสำหรับปุ่มการใช้งาน ด้านหลังก็จะมีพอร์ดเชื่อมต่อเป็นที่เสียบปลั๊ก แล้วก็ช่อง AUX input แล้วก็มีปุ่ม reset ค่าต่างๆ ในกรณีที่ตัวเครื่องมีปัญหา ก็เอาไว้สำหรับช่างที่ทำการเซอร์วิส แนะนำว่าไม่ต้องไปทำอะไรกันนะครับ สำหรับขนาดของตัวเครื่องนั้นถือว่าไม่ได้ใหญ่จนเกินไป มีขนาดทรงกลมที่มีรัศมีประมาณ 28 เซนติเมตร ความหนาก็ประมาณ 16 เซนติเมตร ก็ราวๆ 1 ไม้บรรทัดนะครับ คิดคร่าวๆ คาดคะเนกันว่ามันจะเหมาะกับเราหรือเปล่า ส่วนเรื่องของน้ำหนักตัวเครื่อง อยู่ที่ประมาณ 2.2 กก. ก็ถือว่ากำลังพอดีกับน้ำหนักที่พอจะพกพาได้แต่ก็ต้องบอกว่าพกพาไม่ค่อยสะดวกมากนัก อาจจะอุ้มใส่รถไปฟังได้ อะไรแบบนั้น แต่ตัวบอดี้นั้น ต้องบอกว่าไม่ได้เป็นลำโพงที่เน้นการพกพามากเท่าไหร่นัก ไม่เน้นเรื่องการสมบุกสมบัน ลุยๆ เท่าไหร่นัก คือเหมาะกับฟังในบ้านหรือนอกบ้านเท่านั้นเอง สำหรับในด้านตวเครื่องนั้น จะมีลำโพงแบบ twitter หรือว่าดอกลำโพงที่ให้เสียงแหลมนี่แหละนะครับ ขนาด 3.4 นิ้ว 2 ตัวด้วยกันอยู่ด้านใน แล้วก็มีดอกลำโพงแบบ woofer ขนาด 3 นิ้ว 2 ตัวด้วยกัน ที่ให้เสียงกลางและเสียงทุ้มนั้นเอง ก็แบ่งกำลังขับเป็นตัวละ 15 wrms นั้นเอง

   สำหรับบุคลิกของเสียงที่เปิดจากลำโพงบลูทูธตัวนี้ คือ จากการทดสอบการใช้งานของแอดมินมาประมาณสัก 1 เดือนเต็มๆ คือเปิดทุกๆ แนวเพลงกันเลยทีเดียว คิดว่าน่าจะเหมาะกับคนที่ชอบฟังเพลงแบบ อะครูสติกส์ ที่ฟังเบาๆ เบสนุ่มลึก แล้วเสียงกลางแหลมก็กระจ่าง ใส ไม่ได้ปาดหัว เหมือนเรากำลังนั่งอยู่ในบรรยากาศของสายลมยามเย็น ท่ามกลางธรรมชาติดีๆ อะไรแบบนั้น คือไม่ได้เน้นเรื่องของอารมณ์เพลงร็อค เพลงหนักหน่วง สักเท่าไหร่ เรื่องของราคาอยู่ที่ประมาณ ต่ำหมื่น ครับ ใครสนใจก็ลองไปหาทดสอบด้วยตัวเองกันดูได้

รีวิว E-BLUE Glowing PC Gaming Desk โต๊ะวางคอมพิวเตอร์ PC แบบมาตรฐาน สำหรับสายเกมส์มิ่ง

   มาเอาใจคนที่ชอบเล่นเกมส์กันบ้างดีกว่านะครับ ในครั้งนี้เว็บไซต์ 108plaza ก็มีอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์สำหรับคนที่ชอบเล่นเกมส์กับคอมพิวเตอร์ PC โดยเฉพาะเลย แน่นอนว่าองค์ประกอบหลักๆ ก็จะมีอะไรบ้าง อย่างเช่น คอมพวเตอร์ แน่นอนต้องมี เมาส์ดีๆ สักตัวหนึ่ง คีย์บอร์ดดีๆ สักตัวหนึ่ง หูฟัง หรือว่าเป็นชุดลำโพง และหน้าจอมอนิเตอร์แจ๋มๆ แต่คอเกมส์หลายคนต้องอย่าลืมไปนะครับว่า เราจะขาดสิ่งนี้ไม่ได้

   นี่คือ gadget อีกหนึ่งตัวที่ค่อนข้างจำเป็นกับการเล่นเกมส์อย่างมากเลย นั้นก็คือ โต๊ะวางคอมพิวเตอร์ PC นั้นเอง มีชื่อว่า E-Blue Glowing PC Gaming Desk นั้นเอง เป็นโต๊ะที่ทำขึ้นมาตามมาตรฐานสากลก็ว่าได้ หลายคนอาจจะคิดว่าโต๊ะวาง PC เอาโต๊ะแบบไหนก็ได้มั้ง ไม่ใช่ครับ เรื่องของขนาด เรื่องของความสูง เรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ต้องมี แล้วโต๊ะตัวนี้มีมาให้ครบเลย

   E-Blus Glowing ตัวนี้ถือว่าเป็นเจ้าแรกเลยนะครับ ที่ผลิตโต๊ะสำหรับวางคอมพิวเตอร์ PC เพื่อสำหรับ gaming โดยเฉพาะเลย ด้วยขนาดที่มาตรฐานสากลจะมีขนาดความยาวอยู่ที่ 1.2 เมตร ขนาดความสูงขาดพื้นอยู่ที่ 80 ซม. นี่คือโต๊ะตามมาตรฐานที่ทั่วโลกจะมีการจัดการแข่งขันเล่นเกมส์ต่างๆ อะไรก็ว่ากันไปจะมีโต๊ะขนาดแบบนี้ให้ ด้านข้างของโต๊ะ รอบๆ เลยน่าจะถูกใจคนชอบเกมส์ เพราะว่ามีไฟ LED อยู่รอบเลย ด้านซ้ายก็จะมีไฟที่เป็นชื่อแบรนด์ E-Blue แล้วก็ด้านขวาจะเป็นชื่อรุ่น ส่วนไฟนั้นก็จะสามารถเปลี่ยนสีได้ 2 สีด้วยกัน จะมีสีแดง แล้วก็สีน้ำเงิน แต่ก็จะมีสวิทย์ควบคุมสามารถปิดเปิดไฟได้ แล้วก็มีรีโมทที่คอยควบคุมไฟให้กระพริบตามจังหวะต่างๆ อยู่ด้วย จะกระพริบช้า กระพริบเร็ว ค่อยๆ บีมแล้วก็สว่างขึ้นลง เลือกโหมดต่างๆ จากรีโมทได้เลย รอบๆ ขอบโต๊ะเองก็จะมีขอบกั้นอยู่ด้วย ก็ทำให้เวลาที่กันของตกพื้นก็สามารถป้องกันได้ส่วนหนึ่ง นอกจากนั้นเวลาที่ประกอบเรียบร้อยแล้ว จะมีสติกเกอร์แปะมาให้เป็นคล้ายๆ ตำแหน่งที่บอกว่าตรงนี้เราควรที่จะวางจอมอนิเตอร์นะ ตรงนี้เราควรจะวางเมาส์ วางคีย์บอร์ด วางหูฟัง แล้วก็จะมีรูให้ร้อยสายเมาส์ สายคีย์บอร์ดและก็สายหน้าจอมอนิเตอร์มาให้ด้วย แต่ก็มีข้อเสียหรือว่าจุดที่น่าติอยู่บ้าง ก็คือว่าตรงที่เจาะรูมาให้นั้น ตรงที่ร้อยสายเนี่ยนะครับ มันค่อนข้างที่จะรูเล็กไป เดี่ยวนี้สายต่างๆ มันค่อนข้างที่จะใหญ่ อย่างเช่น ถ้าเป็นสายถัก สายเมาส์ คีย์บอร์ด สายจอมอนิเตอร์ก็ตามแต่เนี่ยนะครับ มันค่อนข้างที่จะสายใหญ่ ตรงนี้อาจจะเข้าตรงรูที่เจาะเอาไว้ไม่ได้ทั้งหมดก็ได้ แล้วตรงสติ๊กเกอร์ที่บอกเอาไว้ว่าเป็นสติ๊กเกอร์ที่แปะเอาไว้บอกตำแหน่งต่างๆ นั้น บางทีมันอาจจะนูนขึ้นมารบกวนเวลาที่กำลังใช้เมาส์หรือว่านูนขึ้นมาจากแผ่นรองเมาส์อีกทีหนึ่งก็เป็นได้ ตรงนี้ก็คิดว่าไม่น่าจะแปะก็ได้ที่เป็นตัวสติ๊กเกอร์ถ้าใครที่ซื้อมาแล้ว แล้วก็ต้องประกอบเอง เพราะเราสามารถจัดการได้ว่าเราจะเอาอุปกรณ์ตัวไหนไว้ตรงไหนก้ได้ตามที่เราออกแบบและก็วางลงไปนะครับ

   ในส่วนถัดมาที่เพื่อนๆ เห็นในรูปอาจจะดูไม่ออกว่าส่วนของฐานหรือขาของโต๊ะนั้นเป็นวัสดุอะไร แต่แอดมินบอกได้เลยว่าในส่วนของของฐานนั้นทุกชิ้นเป็นเหล็กหมดเลย แน่นอนว่ามีความแข็งแรงแล้วก็มีเรื่องของการรับน้ำหนักได้ค่อนข้างที่จะเยอะ สามารถที่จะวางเคสคอมพิวเตอร์หนักๆ หรือว่าวางจอมอนิเตอร์หนักๆ ได้สบายๆ ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะต้องกลัวว่าโต๊ะจะรับน้ำหนักไม่ไหวหรืออย่างไรนะครับ ซึ่งในความคิดเห็นของแอดมินเอง ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งคนที่ยังใช้คอมพิวเตอร์ PC ที่เอาไว้ใช้เล่นเกมส์อยู่เหมือนกัน แล้วก็อัดสเปคของเคสเองเลย จัดเต็ม แต่งเอง D.I.Y. กันเองเลย ก็เห็นโต๊ะที่เอาไว้เล่นเกมส์แบบว่าดูดีมีสไตล์แบบนี้นะครับ ก็ต้องถือว่าถ้าเรามีเพื่อนๆ หรือใครที่ชอบเล่นเกมส์ด้วยกันเข้ามาเห็นโต๊ะนี้ มีไฟ LED กระพริบๆ อยู่รอบๆ โต๊ะแบบนี้ มันก็ทำให้ดูว่าเรากำลังเล่นเกมส์อยู่แน่นอนเลย อะไรแบบนี้นะครับ

   ก็คงคิดว่าคอ gaming หลายๆ ท่านน่าจะชอบ gadget สินค้าอินเทรนด์ที่นำมารีวิวกันในครั้งนี้นะครับสำหรับเจ้าตัว E-Blue Glowing Gaming Desk ตัวนี้ โต๊ะสำหรับคนชอบเล่นเกมส์ว่ากันแบบนั้นแล้วกัน มีวางขายตามร้านค้าชั้นนำ หรือว่ามีตัวแทนในบ้านเราเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับสำหรับ E-Blue ก็ลองๆ ไปหาซื้อหรือสอบถามราคากันได้