Category Archives: ข่าวสารยานยนต์

พรีวิว New Honda City 2017 ปรับโฉมใหม่ไมเนอร์เชนจ์ เพิ่มความทันสมัยและความปลอดภัยเปิดตัวแล้วในเมืองไทย

 

       ถ้าจะพูดถึงรถยนต์จากค่าย Honda ในรุ่น City นั้นถือว่าได้รับความนิยมกันในทุกๆ รุ่น ทุกเวอร์ชั่นมาตลอดหลายปีในเมืองไทยเรา ก็กลายเป็นอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์ของหลายๆ คนที่กำลังรอคอยการเปิดตัวในปี 2017 นี้ด้วย ซึ่งถือว่าตอนนี้ 108plaza ของเราก็มีข้อมูลเบื้องต้น สเปคคร่าวๆ พร้อมกับราคาเปิดตัวมานำเสนอกันก่อนเป็นพรีวิว ส่วนการทดสอบขับและรีวิวฉบับเต็มๆ นั้นต้องตามมาในไม่ช้าอย่างแน่นอน ก็รอติดตามอ่านบทความกันได้ที่นี่เช่นเคย

ด้วย New Honda City 2017 นี้ก็มาพร้อมกับแนวคิด ประหยัดเชื้อเพลิง ให้ความสะดวกขณะขับ และเพิ่มความปลอดภัยในทุกการเดินทาง ซึ่งการปรับเปลี่ยนโฉมของรถยนต์คันนี้ ก็จะมีการเปลี่ยนไปในทิศทางที่ทันสมัยมากขึ้น และ มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ทันสมัยมากขึ้นด้วย

New city มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ LED ในรุ่น sv, sv+ และเป็นครั้งแรกที่ไฟ LED daytime จะมาในทุกรุ่นย่อย และมีไฟตัดหมอก LED ในรุ่น sv,sv+ ซึ่งใช้การสะท้อนแสงภายในโคม ช่วยลดการใช้พลังงาน มาพร้อมกับการดีไซน์กันชนทั้งด้านหน้าและด้านหลังใหม่ และ กระจังหน้าแบบใหม่ ตกแต่งเพิ่มเติมด้วยกรอบโครเมี่ยม มาพร้อมกับล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 16 นิ้ว สำหรับรุ่น sv,sv+ ส่วนในรุ่น v,v+ จะเป็นล้อขนาด 15 นิ้ว สำหรับพื้นที่ภายในห้องโดยสารนั้น ก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่ ด้วยการตกแต่งในโทนสีดำ พร้อมคอนโซนหน้าที่มีพื้นผิวต่างกัน พร้อมแผงคอนโซนกลางทรง T และมีทรงแบบแบนเรียบ ซึ่งฮอนด้าแจ้งว่าสามารถเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ได้ดี มาพร้อมกับเบาะสีดำที่มีการเดินด้ายแบบ 2 แถว เป็นรุปทรงเบาะแบบสปอร์ด ในรุ่น sv+ จะมีไฟอ่านแผนที่ LED อยู่ด้านบน และ มีไฟส่องสว่างในห้องโดยสารแบบ LED ด้วย แต่ในส่วนของอุปกรร์อำนวยความสะดวกนั้น จะต่างกันไปตามรุ่นย่อย อาทิ รุ่น v+ ,sv , sv+ จะมีระบบแอร์ออโต้ พร้อมแผงควบคุมแบบสัมผัส และในรุ่น sv+ ชุดเบาะหลังจะสามารถปรับพับได้แบบ 60/40 และในรุ่น sv,sv+ จะติดตั้งลำโพง 8 ตำแหน่ง พร้อมกับมีช่องจ่ายไฟสำรองสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง 2 ช่อง ส่วนด้านหน้าอีก 1 ช่อง นั้นจะมีมาให้ในทุกรุ่นย่อย ถัดมาในรุ่น v+,sv,sv+ นั้นภายในรถจะรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android สามารถเชื่อมต่อหน้าจอได้จากพอร์ด HDMI

สำหรับระบบความปลอดภัยในรถ New Honda City 2017 นี้ ในรุ่น sv,sv+ จะมาพร้อมกกับระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ 7 จังหวะ มีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ และมีปุ่ม multifunction ที่พวงมาลัย และในรุ่น v+,sv,sv+ ก็จะมีระบบควบคุมประตุอัจฉริยะ และ ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะด้วย

ในส่วนของขุมกำลังนั้นยังคงมากับเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.5 ลิตร iVTEC ให้กำลังสูงสุด 117 แ รงม้า แรงบิดสูงสุด 14.8 กก.-ม. ส่วนเกียร์นั้นมีให้เลือกทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะและเกียร์ CVT ในรุ่นเกียร์ธรรมดานั้นมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 18.2 กม./ลิตร ส่วนในรุ่นเกียร์ออโต้นั้น จะมีอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 17.9 กม./ลิตร ซึ่งทั้งสองรุ่นนี้ จะมีตัวเลขที่ไม่ได้ห่างกันมากนัก แต่นี่คือตัวเลขที่มาจากทางฮอนด้าที่ได้การันตีตัวเลขนี้มาจากการทดสอบ ซึ่งในตัวเลขการใช้งานจริงๆ บนท้องถนนจริงๆ อาจจะไม่ได้ถึงตัวเลขนี้ก็ได้ แต่ก็ต้องรอการทดสอบจากทางทีมงานกันอีกครั้งหนึ่งในช่วงของการรีวิว แต่เครื่องยนต์ของฮอนด้า city รุ่นนี้จะสามารถรองรับน้ำมันได้สูงสุดที่ E85 พร้อมเสริมความประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่านั้น ด้วยการให้โหมด Econ มาให้ด้วย เป็นโหมดที่จะช่วยให้เครื่องยนต์นั้นคำนวณการใช้พลังงานเชื้องเพลิงให้ได้ประโยชน์สูงสุด แต่สำหรับเกียร์ออโต้นั้น จะมีอัตราการทดเกียร์ที่กว้าง จะมีแรงบิดที่สูงในรอบเครื่องยนต์ที่ตำลง ก็ทำให้เครื่องยนต์ออกตัวได้ง่ายขึ้นและไม่กินเชิ้อเพลิงมากเท่าไหร่นัก พร้อมกับมีการออกแบบการทรงตัวและการออกตัวใหม่ สามารถตอบสนองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็ต้องไปทดสอบกันอีกครั้งหนึ่งเช่นกัน พร้อมกับระบบความปลอดภัยใหม่ ที่ช่วยลดการเกิดแรงกระแทกในการชน รุ่น sv+ ติดตั้งถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง ส่วนระบบความปลอดภัยพื้นฐานได้แก่ เบรก EBS ระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบควบคุมการทรงตัว VSA ระบบช่วยออกตัวในทางราดชัน HAS และระบบส่งสัญญาณฉุกเฉินเมื่อมีการเบรก ESS

New Honda City 2017 สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้มีราคาเปิดตัวเริ่มต้นที่ 550,000 บาท แล้วก็มีราคาขึ้นไปจนถึงรุ่นท็อปที่ 751,000 บาท ถ้าใครที่สนใจรอการมาของรถยนต์คันนี้ก็ลองเข้าไปทดสอบขับกันได้ตามศูนย์บริการของทางฮอนด้าได้แล้วทั่วประเทศ

      

รีวิว New Honda Accore Hybrid รถยนต์ระดับพรีเมี่ยมที่ผสมผสานเทคโนโลยีมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ได้อย่างลงตัว

 

   Gadget สินค้าอินเทรนด์ ที่แอดมีนนำมารีวิวในครั้งนี้คือ New Honda Accord Hybrid Jen 9 จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว iVTEC ขนาดเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ในด้านของขุมกำลังเครื่องยนต์จะให้พละกำลังสูงสุด 143 แรงม้า ที่ 6200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 165 นิวตัน-เมตรที่ 4500 รอบ/นาที ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์อัตโนมัน ECVT และมีการผสมผสานให้เข้ากับระบบ IMMD แบบ Full Hybrid ก็คือจะมีการขับเคลื่อนทั้งหมด 3 รูปแบบ แบบแรก EV drive mode เป็นการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แล้วก็ชาร์จพลังงานกลับในช่วงลดความเร็ว แบบที่สอง Hybrid drive mode ในโหมดนี้จะมีผสมผสานกันระวห่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า เมื่อมีการเร่งความเร็วที่สูงขึ้น เครื่องยนต์ก็จะส่งพลังกันอย่างอัตโนมัติและอย่างชาญฉลาด พร้อมๆ กับการชาร์จไฟเข้าไปเก็บที่แบตเตอร์รี่อีกเช่นกัน ต่อมาแบบที่สาม Engine drive mode คือในช่วงที่มีการขับขี่ช่วงความเร็วปานกลางไปจนถึงความเร็วสูง เครื่องยนต์จะส่งพลังไปที่ล้อแบบเพียวๆ เพื่อใช้ในการส่งพลังได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น ทั้ง 3 โหมดนี้จะถูกใส่มาในรถยนต์คันนี้ได้อย่างลงตัวและนุ่มนวล

   ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนจากด้านหน้าว่ารถคันนี้เป็นรุ่น Hybrid นะก็คือ การมองจากด้านหน้ามา จะมีกระจังหน้าที่ต่างจากรุ่นอื่นๆ คือมีเส้นสายที่เป็นโครเมี่ยมสีฟ้า ดั่งกับว่าเป้นรถยนต์ไฟฟ้าและมีโคมไฟหน้าที่เป็นแบบโปรเจคเตอร์ รวมไปถึงหลอด LED และไฟ Day time ที่สวยงามอีกด้วย การดีไซน์ก็จะสอดรับกับเส้นสายด้านข้าง ยาวไปถึงด้านบนหลังคาก็จะมี sun roof อีกด้วย รวมไปถึงชุดกล้องและตัวเซนเซอร์ที่มีมาครบรอบคันเลยทีเดียว นอกจากด้านนอกตัวรถจะดีไซน์สวยงามแล้ว แต่หลายคนก็จะบอกว่ามันเปลี่ยนจากรุ่นก่อนหน้านี้ไม่ได้เยอะเท่าไหร่ก็เลยไม่ได้ตื่นเต้นในรูปโฉมของ accord รุ่นนี้ แต่ด้านในตัวรถนั้นต้องเรียกได้ว่าพรีเมี่ยมและสวยงามน่าเข้าไปนั่งมากเลยทีเดียว เริ่มต้นด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ถัดมาก็เป็นหน้าจอตรงคอนโซลกลางเป็นหน้าจอขนาดใหญ่ ความคมชัดระดับ Full HD ให้ความบันเทิงที่ครบครัน รวมไปถึงชุดแอร์แบบดิจิตอลแยกโซนได้ ในเรื่องของเบาะในตำแหน่งผู้ขับขี่ ก็มีระบบปรับเบาะแบบไฟฟ้าสามารถปรับได้ 8 ตำแหน่ง ก็ถือว่าฟังก์ชั่นรวมๆ แล้ว accord hybrid คันนี้ให้อะไรมาค่อนข้างครบเลยทีเดียว

มาพูดถึงช่วงของการทดสอบขับขี่กันบ้าง ทางทีมงาน 108plaza ก็ได้มีโอกาสได้ไปทดสอบกันในสนามแข่งหรือใน Track จริงๆ เลย เพื่อการทดสอบที่ได้ความเร็วที่สูงและก็ปลอดภัยมากกว่าไปทดสอบบนท้องถนนนะครับ แต่มันก็จะไม่ได้ความรู้สึกในการใช้งานสักเท่าไหร่บนท้องถนนในบ้านเราที่ไม่ค่อยจะดีนัก แต่โดยรวมก็ถือว่าได้ทดสอบที่ครบทุกสมรรถนะกันเลยทีเดียว ซึ่งในช่วงแรกเราก็ทดสอบด้วยความเร็วต่ำที่ประมาณไม่เกิน 40 กม./ชม. ก็ถือว่าได้ความเงียบแล้วก็ได้พลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่แทบจะไม่รู้สึกเลยว่าเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า เพราะมันส่งพลังที่ตอบสนองต่อคันเร่งได้อย่างดีเลยทีเดียว นอกจากนั้นถ้าไปผสมผสานกับเครื่องยนต์ด้วยแล้ว เราจะไม่รู้เลยว่าเกียร์ ECVT ชุดนี้ จะถูกส่งกำลังให้รอบเครื่องยนต์นั้นสูงขึ้นมาเมื่อไหร่ แต่ระบบจะคำนวณอย่างอัตโนมัติ และก็คำนวณจากแบตเตอร์รี่ที่เหลืออยู่มีมีกระแสไฟมากน้อยแค่ไหน ก็จะมีการชาร์จไฟเข้าอย่างต่อเนื่อง ก็ถือว่ามันทำงานได้ดีกว่ารถยนต์ hybrid ค่ายอื่นๆ มากเลยทีเดียวครับ แล้วก็ในช่วงที่เราทำความเร็วนิ่งๆ ปกติจะใช้กำลังจากมอเตอรืไฟฟ้า แต่อยู่ดีๆ ก็จะได้ยินเสียงเครื่องยนต์เร่งรอบขึ้นมา ก็ทำให้ตรงนี้รู้สึกแปลกๆ นิดหนึ่ง แต่มันเป็นเรื่องของสมองกลที่จะช่วยในเรื่องของแรงขับเคลื่อนและการชาร์จไฟนั้นเอง คือปกติเราจะคุ้นชินในรถยนต์ hybrid อีกค่ายหนึ่ง ที่บอกว่า ความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ส่วนความเร็วเกินกว่าขึ้นไปจะใช้เป็นเครื่องยนต์ แต่สำหรับรถคันนี้มันต้องปรับเปลี่ยนภาพนั้นไปได้เลย คือมันจะมีสมองกลที่คำนวณของตัวรถเอง แล้วก็ให้กำลังที่พอดีกับความเร็วและแบตเตอร์รี่ที่มีกระแสไฟมากน้อยแค่นั้น ก็จะใช้หลักการตรงนั้นมากกว่า เพราะบางช่วงที่แอดมินได้ทดสอบความเร็วที่ 90 กม./ชม. ก็ยังใช้เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าอยู่ ดังนั้น การเดินทางไกลก็จะใช้ร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ได้อย่างตัวและได้ความประหยัดดีเลยทีเดียวครับ ในส่วนของช่วงล่าง ก็มีการเก็บเสียงได้ดี เก็บรายละเอียดภายนอก ด้านข้าง แรงปะทะ ก็รู้สึกว่าในห้องโดยสารนั้นเงียบและนุ่มนวลดีมากเลยทีเดียว

 

แต่จุดที่ติอยู่บ้างใน gadget สินค้าอินเทรนด์ ตัวนี้ก็คือ ฟิวลิ่งตรงพวงมาลัยนี่แหละครับ ต้องบอกเลยว่า Honda ในหลายๆ รุ่น น้ำหนักที่ให้มากับพวงมาลัยในช่วงความเร็วสูงเนี่ย มันรู้สึกว่าเบาไปนิด แล้วจะรู้สึกว่ามันไวต่อการตอบสนองไปมากเลยทีเดียว แต่ด้วยสมรรถนะ ด้วยการทรงตัว มันก็ทำให้การบังคับพวงมาลัยก็ถือว่าไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่ก็ยังให้ความมั่นใจได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งคิดว่าสุภาพสตรีก็ชอบ ในด้านของเครื่องยนต์และพละกำลังนั้นไม่ต้องห่วงเลย ตอบสนองได้ดีเช่นกันนะครับ

รีวิว MG GS Sport SUV ในสไตล์อังกฤษ จุดเด่นที่ออฟชั่นและราคาที่เปิดตัวมา น่าสนใจแค่ไหนมาดูกัน

 

   สำหรับการรีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ ของเว็บไซต์ 108plaza ในครั้งนี้ เราอยู่กับรถยนต์อีกหนึ่งรุ่นที่มีเสียงเรียกร้องกันเข้ามาเยอะเหลือเกิน เพื่อที่จะให้แอดมินนั้นได้ไปรีวิว ทั้งเรื่องของออฟชั่น รูปทรง ขุมพลัง และการขับขี่ เมื่อมีเสียงเรี้ยกร้องจากเพื่อนๆ ที่คอยติดตามเว็บไซต์ของเราอยู่มากขนาดนี้ ครั้งก็เลยจัดรถยนต์คันนี้ที่เห็นในรูปตัวอย่างด้านบนนี้มารีวิวกันครับ กับ MG GS 2016

   MG GS sport suv ในสไตล์อังกฤษคันนี้ เรียกได้ว่าออกแบบมาให้ดูโฉบเฉียวในแบบฉบับของ เอ็มจี เองด้วย เริ่มด้วยตัวรถด้านหน้าเป็นโคมไฟแบบ HID projector พร้อมกับที่ฉีดน้ำล้างไฟหน้าและระบบปรับไฟสูงต่ำอัตโนมัติ พร้อมกับไฟ Daylingt และไฟตัดหมอกมาให้ ด้านบนหลังคายังมาพร้อมกับ sunroof ที่ให้อารมณ์ในการโดยสารแบบรถยุโรปอย่างลงตัว ถึงแม้ว่าเมืองไทยจะเป็นเมืองร้อนก็ตาม แต่คนไทยก็อยากจะได้หลังคาที่ให้บรรยากาศแบบมองได้รอบทิศทางนั้นเอง ในด้านของเครื่องยนต์นั้นเป็นเครื่องยนต์ เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์วไดเรกอินเจกชั่น เทอร์โบ ให้พละกำลังสูงสุดที่ 218 แรงม้า ที่ 5300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตัน-เมตร ที่ 2500-4000 รอบ/นาที ผสมผสานกับการขับเคลื่อน 4 ล้อด้วยการส่งกำลังกับชุดเกียร์ ออโตเมติกส์ Twin clutch 6 speed นอกจากนั้นยังมีการตกแต่งภายในที่เป็นแนวสปอร์ตแบบเต็มระดับ พวงมาลัยแบบไฟฟ้า มี cruse control

   ถ้ามองดูแล้วจากในรูปหรือว่าเพื่อนๆ คนไหนที่เห็นรถตัวจริงกันมาบ้างแล้ว จะบอกว่าเส้นสายทางด้านหน้ารถนั้นมันก็คล้ายๆ กับตัว MG 5 อยู่เหมือนกัน แล้วก็ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ทางค่าย MG เองได้ลงมาแข่งขันในกลุ่มตลาดรถ SUV ในบ้านเราเลย ก็ถือว่าเปิดตัวมาได้ค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว สำหรับในรุปท็อปเองนั้นให้ขอบล้ำขนาด 18 นิ้ว พร้อมกับล้อแม็กซ์ดีไซน์สปอร์ต การที่จะวางตำแหน่งรถเป็น SUV ได้นั้นบอกเลยว่าความสูงของรถเป็นตัวแยกที่สำคัญทีเดียว ความสูงจากพื้นถึงตัวรถนั้นอยู่ที่ 185 มิลลิเมตร ถือว่าสูงพอที่จะไปขับลุยในเส้นทางต่างๆ ได้ไม่ยากนัก เมื่อเดินมาทางด้านท้ายรถ จะเห็นว่าบานประตูด้านท้ายค่อนข้างใหญ่ มีปุ่มเปิดแบบไฟฟ้า เปิดขึ้นมาจะเห็นว่าปานประตูค่อนข้างใช้เนื้อที่เยอะหน่อย การถอยจอดในพื้นที่ติดผนังก็อาจจะต้องเผื่อระยะให้เยอะขึ้นสักนิดหนึ่งในกรณีที่มีสัมภาระด้านท้าย ตัวเบาะแถวหลังสามารถปรับได้ทำมุม 60 และ 40 เปอร์เซ็นต์ สามารถปรับให้ราบเรียบไปได้ในกรณีที่ต้องขนข้าวของชิ้นใหญ่ๆ การปิดประตูบานท้ายที่ไม่ใช่แบบไฟฟ้านั้น ถ้าเป็นคุณผู้หญิงร่างเล็กอาจจะบอกว่ามันหนักไปสักนิดหนึ่งสำหรับรถคันนี้ เมื่อเข้ามานั่งในตำแหน่งของคนขับ จะเห็นข้อดีอย่างแรกเลยคือตำแหน่งเบาะ ที่สามารถปรับด้วยไฟฟ้าทุกทิศทางในรุ่นท็อป สามารถปรับด้วยไฟฟ้าได้ทั้งสองชุดในเบาะคู่หน้า นอกจากนั้นก็จะออฟชั่นอัดมาเยบครับ มีหน้าจอ touch screen พร้อมกับระบบเชื่อมต่อกับตัวรถแบบ inkanet ที่ MG ชูโรงมาในหลายๆรุ่นก่อนหน้านี้ ชุดแอร์เป็นแบบดิจิตอลแต่ไม่ได้แยกซ้าย ขวา ในส่วนของชุดเกียร์นั้น เราสามารถเลือกเล่นกับเกียร์ได้ทั้งโหมด ออโต้ และ manual ได้ด้วยการดึงตำแหน่งเข้าหาตัว ด้านหลังคันเกียร์ก็จะมีปุ่มควบคุมรถในส่วนต่างๆ อยู่เยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยทรงตัว ระบบควบคุมรถในทางราดชัน สามารถเลือกเปิดการทำงานได้แบบไม่ต้องหยุดรถ นอกจากนั้นก็จะมีเบรกมือไฟฟ้า ปุ่มหยุดรถแบบออโต้ ที่เป็นสัญลักษณ์ตัว H ที่อยู่ตรงข้างๆ คันเกียร์ ฟังก์ชั่นนี้จะมีในหลายๆ รุ่นที่เป็นรถรุ่นใหม่ๆ ที่สามารถช่วยในการหยุดรถแบบยังเข้าเกียร์อยู่ แล้วเราก็ไม่ต้องคอยเหยียบเบรกตลอดเวลาที่รถติดหนัก ฟังก์ชั่นนี้ช่วยได้เยอะเลยทีเดียว

   ในส่วนของความสะดวกสบายในการโดยสารทั้งเบาะคู่หน้าและเบาะในตอนท้าย ดูเหมือนว่ารถรุ่นนี้จะให้ความสะดวกสบายของผู้โดยสารทั้งคันรถได้เป็นอย่างดี ด้วยตำแหน่งเบาะในตอนท้ายนั้นกว้างขวาง มุมองศาในการนั่งสามารถนั่งได้ในระยะทางไกลๆ แบบไม่เมื่อยตัวเลย มุมมองที่มองจากด้านข้างก็ดี ด้านหน้าและด้านท้ายก็โปร่ง โร่ง สบายดีมากเลยด้วย ในส่วนของการขับขี่บ้างครับ ถ้าถามแอดมินว่าอารมณ์ในการขับขี่ในเมือง ดูเหมือืนว่าชุดเกียร์กับคันเร่งไฟฟ้าในรถคันนี้ มันไม่ค่อยตอบสนองสักเท่าไหร่ บางทีเราอยากจะแตะไปช้าๆ แต่กลับพุ่งไปซะอย่างนั้น มีเป็นบางครั้งครับ แต่ถามว่าถามนอกเมือง เรียกว่าชุดเกียร์นั้นส่งกำลังได้ดี เก็บเสียงจากพื้นถนนเข้ามาห้องโดยสารได้ดีในระดับหนึ่ง ไม่ได้ดีมาก อัตราเร่ง 0-100 สามารถทำได้ในเวลา 8.2 วินาที ถือว่าไม่ธรรมดาในรถ SUV แบบนี้ครับ ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ ที่น่าสนใจ

รีวิว รถมอเตอร์ไซต์สัญชาติไทย GPX CR5 200cc


   108plaza ในครั้งนี้มาเอาใจคนรักรถมอเตอร์ไซต์และสิงห์นักบิดทั้งหลายกันสักนิดหนึ่งนะครับ เพราะในครั้งนี้เรามีอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ ที่เป็นรถมอเตอร์ไซต์ที่เป็นสัญชาติไทยจริงๆ อีกหนึ่งรุ่น ที่หลังจากเปิดตัวรุ่นพี่ใหญ่ไปแล้ว ก็ค่อนข้างได้รับความนิยมกันมากเลยทีเดียว ทีนี้เมื่อได้มีการเปิดตัวรุ่นน้องเล็กตามมาอย่างนี้ เราเองก็ไม่พลาดที่จะนำมารีวิวพร้อมกับการทดสอบขับขี่เพื่อให้ได้รู้ถึงสมรรถนะและอารมณ์ในการขับขี่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ก่อนที่เพื่อนๆ จะเข้าไปสัมผัสจริงกันในศูนย์บริการนั้นเอง

   ในตอนนี้เราอยู่กับมอเตอร์ไซต์คันเก่งของเราสัญชาติไทยคันนี้เลย GPX CR5 ในรุ่นความจุเครื่องยนต์ 200cc นั้นเองครับ ถือว่าเป็นรุ่นน้องเล็กเลย แต่ก่อนที่เราจะไปดูเรืองของสมรรคถนะในการขับขี่นั้น เดี่ยวผมจะพาไปดูรายละเอียดของรถคันนี้กันก่อนว่ามีสเปคเป็นอย่างไรบ้างนะครับ ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นถือว่าเป็นรุ่นที่ต่อยอดมาจากน้องเล็กอีกทีหนึ่งก็คือรุ่น 150cc ซึ่งพิกัดของเครื่องยนต์ตัวนี้ก็เพิ่มมาอีกที่ 50 ซีซี ก็ดูเหมือนจะไม่เยอะเท่าไหร่ แต่เรื่องความแรงนี่ต้องบอกเลยว่าน่าสนใจครับ เครื่องยนต์ตัวนี้จะเป็นแบบ แคมเดี่ยว HOHC จ่ายน้ำมันด้วยระบบคาบูเรเตอร์ แบบสุญญากาศ พร้อมทั้งมีระบบระบายความร้อนด้วยตัวออยคลูเลอร์ ในเรื่องของรูปทรงนั้นอาจจะดูคล้ายๆ เดิมไปบ้าง แต่ก็มีในส่วนที่เพิ่มเดิมมาในรุ่นก่อนหน้านี้ก็คือตัวไฟ Day light ที่อยู่ด้านข้างของตัวรถ ก็ให้ความสปอร์ตและทันสมัยขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง ตัวไฟหน้าจะเป็นแบบ H4 และในโคมไฟหน้าเองก็จะมีตรงมุมของตัวโคมเป็นไฟลี่มาให้ด้วย ก็ดูเท่ห์ขึ้นมาอีกนิดหนึ่งนะครับ แล้วก็พ่วงท้ายมาด้วยไฟแบบ LED ส่วนตัวหน้าปัดเรือนไมค์ต่างๆ เป็นการผสมผสานระหว่างตัววัดรอบแบบเข็ม ส่วนมาตราวัดต่างๆ ก็เป็นแบบดิจิตอล ก็ให้ความรู้สึกทันสมัยขึ้นมา ถัดมาในส่วนของถังน้ำมัน สามารถจุได้ 10 ลิตร พร้อมกับฝาถังที่ติดกับตัวรถ ก็สะดวกสบายต่อการใช้งานดีเลยทีเดียว ในส่วนของระบบกันสะเทือนคู่หน้า เป็นแบบ เทเรสคูปิกส์ ซึ่งดูแล้วก็มีความใหญ่ ดูบึกบืนดีเลยทีเดียว เหมือนกับรถในรุ่นความจุใหญ่ๆ 300-500 ซีซี กันเลยทีเดียว ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหลังก็เป็นแบบโช๊คเดี่ยว สามารถปรับแต่งความนุ่มนวล ความหนึบ ได้เอง ในส่วนของระบบเบรกเป็นแบบดิสด์เบรกทั้งด้านหน้าและหลัง โดยระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นแบบ 2 ลูกสูบ แล้วด้านหลังจะเป็นแบบ 1 ลูกสูบ ถัดมาในส่วนของขนาดล้อแม็กให้มาที่ขนาด 17 นิ้ว ขนาดหน้ายางล้อหลังให้มาที่ 130/70 ส่วนล้อยางด้านหน้านั้นให้ขนาดมาที่ 100/80 ซึ่งเมื่อดูซี่รี่ย์ของยางแล้วเนี่ย ต้องบอกเลยว่ามันเป็นยางที่ดีเลย รองรับการวิ่งด้วยความเร็วประมาณ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ดีเลยทีเดียว

   เมื่อดูในส่วนของรายละเอียดตัวรถกันไปแล้ว เรื่องของการทดสอบสมรรถนะนั้น ทางทีมงานของเราได้ไปทำการทดสอบมาแล้ว ก่อนที่จะมาเขียนรีวิวนี้นะครับ ต้องบอกเลยว่าเราทำการทดสอบกันระยะทางประมาณ 1000 กิโลเมตร ภายในวันเดียว ระยะทางที่วิ่งก็จากเชียงใหม่ ไปถึง เขาค้อ ก็ระยะทางก็มีทั้งทางตรงแล้วก็ทางขึ้นเขานะครับก็เจอทุกสภาพถนนที่เป็นทางเรียบด้วย แล้วก็เส้นทางแบบเป็นหลุมเป็นบ่อด้วยนะครับ ในส่วนของ่ความรู้สึกในการขับขี่ใกลๆ เนี่ยนะครับ บอกเลยว่ามีท่าทางในการขับขี่ที่ค่อนข้างสบายครับ ด้วยตัวระยะแฮนต์ที่กว้าง ท่าในการขับขี่ก็ไม่ได้ก้มมากนัก ตำแหน่งในการวางขาก็ทำให้ไม่เมื่อยในระยะทางไกลๆ ด้วย ในส่วนของอัตราเร่งนั้น ดูเหมือนว่ามันจะทำอัตราเร่งได้ดีในช่วงเกียร์ 3 ถึงเกรียร์ 6 แต่ในส่วนของเกียร์ต่ำนั้นดูเหมือนว่าจะทำได้แบบชิดกันไปนิดหน่อย ซึ่งความจุที่เพิ่มขึ้นมาอีก 50 ซีซี นั้น บอกเลยว่าเราสามารถทำอัตราเร่งกันขึ้นไปเรื่อยๆ ตั้งแต่แรงปลายอย่างเกียร์ 6 ก็ยังสามารถทำอัตราเร่งได้ติดมืออยู่ ไม่เหมือนกัตัวรุ่นน้องที่เราเองก็เคยรีวิวมา ในช่วงเกียรื 6 นี่ต้องบอกเลยว่ามีอาการห้อยท้าย เร่งไม่ติดมือ

   ในเรื่องของความเร็วสูงสุดที่เรือนไมค์วัดได้นั้นจะอยู่ที่ 150 กม./ชม. แต่เมื่อเทียบกับรถรุ่นอื่นๆ แล้วจะได้แค่ประมาณ 140 กม./ชม. เท่านั้นเอง ก็คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องของไมค์ที่อ่อนกว่าปกตินะครับ ก็คงสรุปว่า gadget สินค้าอินเทรนด์ ที่มารีวิวในครั้งนี้ เป็นมอเตอร์ไซต์อีกหนึ่งรุ่นที่เป็นสัญชาติไทยที่ทำมาวางตลาดแล้วใช้งานได้ดีเลยทีเดียวครับ

Review New Honda Click 125i มอเตอร์ไซต์ออโตเมติกส์ยอดนิยม

 

   เพื่อนๆ คนไหนที่มีแผนจะเปลี่ยนรถมอเตอร์ไซต์คันใหม่ ที่จะเอาไว้ใช้ในการเดินทางในชีวิตประจำวัน ทั้งการเดินทางไปทำงาน ทั้งการใช้รถในครอบครัว และสามารถใช้รถมอเตอร์ไซต์เพื่อเดินทางในระยะทางไกลๆ ด้วยรถมอเตอร์ไซต์ ในตอนนี้ 108plaza ของเราก็มีรถมอเตอรืไซต์จากค่าย ฮอนด้า อีกหนึ่งรุ่น ที่ได้รับความนิยมมากเลยทีเดียว ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวใหม่ที่ได้รับการพัฒนาทั้งเรื่องของเครื่องยนต์ที่ให้ความประหยัดมากขึ้น และ เรื่องของระบบความปลอดภัยต่างๆ ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวครับในการรีวิวครั้งนี้ รายละเอียดจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น ตามผมไปดูกันเลยครับ

   เรียกได้ว่าทางทีมงานของเราได้นำรถมอเตอร์ไซต์จากทาง ฮอนด้า Click 125i ตัวนี้มาทำการริวิวกันในรูปแบบที่จัดเต็มเลยทีเดียวครับ เพราะในครั้งนี้เราได้ทำการทดสอบขับขี่ในทุกเส้นทางเลย ไม่ว่าจะเป็นทางเรียบในเมือง ทางฝุ่น ทางขรุขระ มีทุกรูปแบบครับ รวมๆ ระยะทางที่เราทดสอบนั้นอยู่ราวๆ 500 กิโลเมตร กันเลยทีเดียว ซึ่งทางฮอนด้าเอง ก็บอกกับเราเอาไว้ว่า เรื่องของการดีไซน์ เรื่องของการออกแบบนั้น ตัวรถนั้นออกแบบมาในแนวสปอร์ต โฉบเฉียว ปรับแมให้ถูกใจวัยรุ่นและผู้ใช้งานมอเตอร์ไซต์ให้มากขึ้นกว่ารุ่นเดิมด้วย เรื่องของการดีไซน์ก็ต้องขึ้นอยู่กับเพื่อนๆ แล้วนนะครับว่จะชอบรูปโฉมแบบนี้หรือไม่ แต่ส่วนตัวผมเอง ก็ค่อนข้างที่จะถูกใจมากเลยทีเดียว เมื่อผมได้ทดสอบการขับขี่แล้วเนี่ย ตัวรถมีน้ำหนักเบาๆ ขับขี่ง่าย ผู้หญิงร่างเล้กก็ขับได้สบายครับ การใช้งานในเมืองเนี่ยทำได้ดีเลยทีเดียว ตัวเรือนไมค์ต่างๆ บนหน้าปัดแสดงผลนั้นเป็นแบบ LCD เป็นแบบดิจิตอลทั้งหมดเลยนะครับ ก็เรียกว่าดูสวยงามครับ โดยจะมีมาตรวัดความเร็วแบบเข็ม มีไฟบอกสถานะไฟสูง ไฟแสดงการทำงานของหัวฉีด ไฟเตือนความร้อน ไฟเลี้ยว แล้วการแสดงผลแบบดิจิตอลก็จะเป็นไฟแสดงผลปริมาณน้ำมัน แล้วก็ระยะทางการใช้งานของตัวรถนั้นเองครับ

   พื้นที่ใต้เบาะนั่งนั้นมีพื้นที่สามารถใส่หมวกกันน็อคแบบเต็มใบได้ 1 ใบเลย เรียกว่าเป็นกล่องยูบ็อกที่ให้พื้นที่ใช้สอยมาเยอะครับ ถัดมาในพื้นที่ใต้เบาะก็จะมีถังน้ำมันที่มีความจุทั้งหมดอยู่ที่ 5.5 ลิตร ก็ถือว่าวิ่งในระยะทางไกลๆ เนี่ยเป็นเกือบๆ 200 กิโลในถังเดียวได้สบายๆ เลยนะครับ ซึ่งความพิเศษและดูเหมือนจะเป็นจุดเด่นของรถมอเตอร์ไซต์รุ่นนี้นะครับ ก็คือความเป็น smart technology ซึ่งทางฮอนด้าเองได้นำเทคโนโลยีในการขับขี่รถคันนี้มาใส่ไว้ในรถรุ่นนี้แล้ว ซึ่งจะประกอบไปด้วย เครื่องยนต์ที่เป็นแบบ ESP ในความจุขนาด 125 ซีซี มีระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยระดับหัวฉีด PGMFI ซึ่งเทคโนโลยีนี้ หลังจากที่ได้ทำการทดสอบแล้ว มันให้พละกำลังในการขับขี่ที่ดีเลยทีเดียว ทั้งในเรื่องของอัตราเร่งในช่วงต้น ในการออกแบบทำได้ดีครับ เรียกว่ามันพุ่งไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วพอตัวเลย รวมไปถึงพละกำลังที่สามารถปีนขึ้นเขาก็สามารถทำได้ดีด้วยเช่นกัน ความรู้สึกของผมในการทดสอบรถคันนี้ ผมมีความคิดเห็นว่า ตัวเครื่องยนต์นั้นให้เสียงที่ทำงานได้เงียบดีครับ จากนั้นมาเราก็ได้ทำการทดสอบในทางเรียบ เราก็ทำความเร็วได้สูงสุดที่เครื่องยนต์ทำได้ก็ประมาณ 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่นำมาใส่กับเครื่องยนต์รุ่นนี้คือ ระบบ ไอดีริ่งค์ สต๊อป คือเมื่อเราจอดรถนานเกินกว่า 3 วินาทีเนี่ยนนะครับ เครื่องยนต์ก็จะดับลง เพื่อการประหยัดน้ำมัน แต่เมื่อเราบิดคันเร่งขึ้นมา เครื่องยนต์ก็จะติด แล้วก็สามารถสตาร์ทแล้วไปต่อได้เลย โหมดนี้ก็จะใช้งานได้ดีในสภาพการจราจรที่ติดขัดนะครับ มันก็จะช่วยประหยัดน้ำมันไปได้อีกทางหนึ่ง แต่ระบบนี้สามารถปิดไปได้ในขณะที่เราเดินทางไกลๆ ถ้าเครื่องยนต์ติดๆ ดับๆ ในอุณหภูมิเครื่องที่ร้อนเนี่ย มันก็จะส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์ได้นะครับ ก็เลือกใช้งานกันให้เหมาะสม ส่วนนความเร็วที่ใช้ได้ในความเหมาะสมของตัวรถด้วยเนี่ย เราใช้ความเร็วอยู่ที่ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงครับ วิ่งได้สบายๆ เลยทีเดียว เมื่อเราทดสอบอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันก็จะอยู่ที่ 40 กิโลเมตรต่อลิตร แต่ถ้าหากว่าจะให้ประหยัดมากขึ้น อาจจะใช้ความเร็วเฉลี่ยประมาณ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มันก็จะช่วยประหยัดน้ำมันไปได้เยอะเลยทีเดียวครับ

   สำหรับอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่มาพร้อมกับ gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้นะครับ ก็คือระบบคอมไบเบรก เป็นการเบรกที่ช่วยกระจายแรงเบรกไปทั้งล้อหน้าและล้อหลังได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ก็ถือว่าเป็นรถมอเตอร์ไซต์อีกหนึ่งรุ่นที่น่าใช้งานพร้อมกับความประหยัดที่ได้รับครับ