Category Archives: บทความทั่วไป

เปิดตัวฟังก์ชั่นใหม่ของ Google Map เป็นตัวช่วยสำหรับการวางแผนท่องเที่ยวได้ทั่วโลกในเวลาที่ไม่รู้เส้นทางเพียงกดต่อท้ายว่า Destinations

   สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว 108plaza ทุกท่าน ในตอนนี้ผมไม่มี gadget สินค้าอินเทรนด์อะไรมาทำกมารีวิวให้เพื่อนได้อ่านกันนะครับ แต่ถึงไม่มี เราก็มีเนื้อหาที่น่าสนใจไม่แพ้กับการรีวิว gadget ไม่แพ้กันเลย เรื่องเรื่องราวของการใช้แอป google map ครับ ปกติแล้วเราใช้แอปนี้เพื่อนำทางใช่ไหมครับ บางทีก็ใช้วิเคราะห์เส้นทาง ระยะทาง เวลาที่เราสามารถไปถึงได้ก็ใช้ google map นี่แหละเป็นสำคัญ แต่ทีนี้ข้อเสียของ google map ก็ยังพอมีอยู่จริงไหมละครับ ข้อเสียที่หลายๆ ท่านอาจจะบ่นกันเนี่ยก็คือว่า ตอนที่เราอยากจะหาข้อมูลที่จะไปเที่ยว อยากจะหาที่พัก อยากจะหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ google map ยังทำไม่ได้ เราก็ต้องไปใช้แอปพลีชั่นอื่นๆ มาช่วยเสริม พอจะเดินทางจริงๆ ก็ค่อยใช้ google map ในการนำทางอีกทีหนึ่ง มันก็มีข้อเสียตรงนี้ครับ แต่ดูเหมือนว่าล่าสุดนี้ google เองรู้ข้อเสียของตัวเองหรือว่ารู้จุดด้อยของตัวเอง ก็เลยปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แล้วก็ปล่อยแอปเสริมขึ้นมาชื่อว่า Destinations ครับ จะเจ๋งอย่างไร แล้วจะช่วยเราได้มากน้อยแค่ไหน มารีวิวไปพร้อมๆ กันเลยครับผม

   สำหรับตัวแอปเสริมของ google map ตัวนี้ที่เป็น google destinations เนี่ยนะครับ เป็นแอปที่จะช่วยให้เวลาที่เราจะวางแผนการท่องเที่ยวในแต่ละครั้ง ในแต่ละทริปเนี่ยมันง่ายขึ้น เรียกว่าใช้ google map แอปเดียวจบเลย มันจะช่วยในการหาข้อมูลเบื้องต้นของสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศนั้นๆ ภาคนั้นๆ รวมไปถึงจังหวัดนั้นๆ แล้วก็จะมีข้อมูลทั้งเรื่องของค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว การวางแผนต่างๆ ง่ายขึ้นอย่างแน่นอนครับ ซึ่งผมเห็นว่าฟีเจอร์นี่มันก็น่าจะเข้ากับช่วงนี้เหมาะกับช่วงเทศกาลที่จะมีการท่องเที่ยวกันมากที่สุดของคนไทยครั้งหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ ช่วงเฉลิมฉลองของคนไทยนะครับ ฟี่เจอร์นี้ก็จะมีการจัดหมวดหมูข้อมูลต่างๆ ที่เราต้องการอยากจะค้นหาเอาไว้ให้จบเลยเพียงหน้าเดียว

   สำหรับวิธีการใช้งานฟี่เจอร์ destinations นี้ก็ง่ายมากๆ เลยครับ ก็แค่ว่าให้เราพิมพ์ชื่อประเทศที่เราต้องการอยากจะไปเที่ยว ถ้าไปต่างประเทศก็พิมพ์ไปเลยครับ ถ้าเที่ยวในประเทศไทยเองก็พิมพ์เข้าไปว่า ไทย อย่างนี้ก็ได้แล้วครับ แล้วก็พิมพ์ต่อจากประเทศด้วยคำว่า destinations เพียงเท่านี้เงอครับ ข้อมูลการท่องเที่ยวต่างๆ ก็จะรวบรวมเอาไว้เพียงหน้าเดียวเลย ซึ่งข้อมูลที่จะขึ้นมาให้เราเห็นเนี่ยก็จะเป็นกรอบเล็กๆ รวมไปถึงรูปภาพสวยๆ และมีแคปชั่นสั้นๆ ให้เราได้ค้นหากันด้วย จากนั้นเราก็ทำการเลื่อนขึ้นไปเรื่อยๆ ก็ดูไปเรื่อยๆ ว่ารูปภาพสถานที่ท่องเที่ยวไหนที่เราสนใจ แคปชั่นไหนที่เราโดนๆ เราก็ทำการคลิ๊กเข้าไปอีกครั้งหนึ่ง ข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวนั้นก็จะเพิ่มรายละเอียดให้มากขึ้น เหมือนกับเราเลือกคลิ๊กในหน้าของ google ปกตินั้นเองละครับ

   จากนั้นเมื่อเราคลิ๊กเข้าไปดูสถานทีท่อเงที่ยวนั้นๆ แล้วตัวแผนที่ก็จะโผล่ขึ้นมาให้เราเลือกดูเส้นทางได้ด้วย แล้วความเจ๋งของฟี่เจอร์นี้ก็ยังไม่หมดนะครับ ด้านบนจะมีฟิวเตอร์เป็นกรอบเล็กๆ ให้เราพิมพ์ค้นหาต่อไปอีกว่าเมื่อเราจะไปท่องเที่ยวสถานที่ตรงนี้แล้วเราอยากจะไปต่อที่ไหนอีกได้บ้างหรืออยากจะไปทำกิจกรรมใดบ้างในสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ๆ ที่สุด ยกตัวอย่างเช่น เราจะไปทะเลที่ไหนสักแห่งหนึ่งพอไปทะเลเราก็ต้องหากิจกรรมสนุกๆ ทำอย่างเช่น ดำน้ำดูปะการัง เล่นบานาน่าโบท หรือว่าขี่เจสสกี อะไรแบบนี้ก็สามารถค้นหาต่อเนื่องได้เลย แล้วก็จะมีข้อมูลต่างๆ ขึ้นมาให้เราเลือกว่าจะไปจองกิจกรรมต่างๆ จากผู้ให้บริการที่มีอยู่ได้อย่างไรบ้าง ก็ถือว่าครบถ้วนในทริปท่องเที่ยวเลยนะครับ

   ตัวฟี่เจอร์ destinations ตัวนี้ไม่เพียงแค่เลือกสถานที่ท่องเที่ยวได้แล้ว เลือกกิจกรรมที่อยากจะทำได้แล้ว ยังไม่พอครับ เรายังสามารถดูช่วงวันที่เราจะไปรวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็สามารถวางแผนได้ผ่านแอปนี้เช่นกัน โดยบนแอปก็จะแนะนำมาว่าถ้าคุณจะไปประเทศนี้ ไปเมืองนี้ ไปพื้นที่ในแถบนี้ ควรจะไปช่วงไหนดีที่สุด อย่างเช่นถ้าจะไปเที่ยวในช่วงหน้าหนาวก็ควรจะไปในช่วงไหน แต่ก็แน่นอนว่าถ้าไปในช่วงฤดูท่องเที่ยวหรือ hi season เรื่องของค่าใช้จ่ายมันต้องแพงแน่ๆ เราก็ยังสามารถเลือกได้อีกว่าถ้าจองทริปท่องเที่ยวในช่วงที่ไม่ใช่ hi season เพื่อให้ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวนั้นถูกลงได้ด้วย

   สำหรับใครที่ชอบท่องเที่ยวแลวต้องการวางแผนอย่างเป็นระบบ ต้องการเซฟเงินในกระเป๋าแต่ก็ได้ความคุ้มค่าเกินราคาที่จะต้องเสียไป ก็ต้องไปใช้บริการ google destinations ได้บนสมาร์ทโฟนเลยนะครับ ส่วนครั้งหน้าเราจะมี gadget สินค้าอินเทรนด์อะไรมารีวิวกันอีกนั้นต้องคอยติดตามกันด้วยนะครับ

 

สังคมก้มหน้า

   ในปัจจุบันนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยหรืออาจจะรวมไปถึงประเทศอื่นๆในโลกนั้นไม่ว่าจะเป็นศาสนาใด ลัทธิใด สัญชาติใดเชื้อชาติใด และยิ่งโดยเฉพาะคนไทยโดยปกติแล้วตั้งแต่ในอดีตเป็นต้นมา คนเราจะมีปัจจัย 4 ปัจจัยที่จำเป็นจะต้องมีอยู่ในชีวิตประจำวัน ถ้าหากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งใน 4 ปัจจัยนี้ไปก็ถือได้ว่าคนผู้นั้นจะต้องตรากตรำลำบากอย่างแน่นอน และปัจจัย 4 ที่ว่านั้นก็คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ต้องใช้ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ทุกคน การใช้ชีวิตของมนุษย์ทุกคนจะต้องมีเสื้อผ้าใส่ไม่ว่าเสื้อผ้าชิ้นนั้นจะมีราคาถูกแพงมากน้อยแค่ไหน แต่ที่มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องสวมใส่ก็เพื่อปกปิดร่างกาย เพื่อป้องกันอากาศร้อนหนาว แสงแดด มลพิษต่างๆไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย ให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ต่อไปในทุกวัน และสิ่งที่สำคัญที่ขาดไม่ได้นั้นก็คืออาหาร อาหารถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของมนุษย์ทุกคนในโลก ไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทใดรสชาติอย่างไร มนุษย์ทุกคนก็จำเป็นต้องกินเพื่อความอยู่รอด เพื่อประทังชีวิตต่อไปในแต่ละวัน แม้ว่าจะอดมื้อกินมื้อแต่ก็ไม่ควรอดเกิน 3-7 วัน เพราะถ้าอดอาหารนานขนาดนั้นอาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ และอาหารที่ว่านั้นก็รวมไปถึงน้ำดื่มด้วย เพราะในร่างกายของคนเราจะมีน้ำเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยถึง 70% ของร่างกายทั้งหมด ฉะนั้นร่างกายของมนุษย์จึงขาดน้ำไม่ได้นาน แม้ไม่ได้ทานข้าว ทานอาหารประเภทต่างๆแต่ก็จำเป็นจะต้องกินน้ำเข้าไปเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย ต่อมาคือที่อยู่อาศัย คำว่าที่อยู่อาศัยนั้นอาจจะไม่ใช่บ้านหลังใหญ่โต ที่อยู่อาศัยในที่นี้คงจะหมายถึงที่ไหนก็ได้ที่มีอุปกรณ์กันลมกันแดด กันฝน เป็นที่พักพิงให้มนุษย์เราได้ ไว้เป็นที่หลับนอนได้ แม้แต่ใต้สะพานลอย ก็ถือว่าเป็นที่อยู่อาศัย เพราะยังมีคนจรจดเร่ร่อนไปอาศัยอยู่เป็นที่หลับนอน และต่อมาปัจจัยสุดท้ายที่จะเรียกว่าสำคัญก็ได้หรืออาจจะไม่สำคัญสำหรับหลายคนขึ้นอยู่กับสุขภาพของแต่ละคน นั้นก็คือยารักษาโรค ยารักษาโรคนั้นจะเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ในหมู่คนจำพวกผ้สูงอายุหรือผู้ที่เป็นโรคประจำตัวไม่ว่าอายุเท่าไหร่ก็ตาม แต่สำหรบมนุษย์ทั่วไปตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยกลางคน คนแก่ สำหรับบางคนก็อาจจะจำเป็นมากนัก ไม่จำเป็นต้องมีพกติดตัวไว้ตลอดเวลา แม้แต่ยาสามัญประจำบ้านก็ตาม เพราะยาสามัญประจำบ้านนั้นสามารถหาซื้อได้ทั่วๆไปตามร้านค้าสะดวกซื้อต่างๆ และผู้คนมักจะซื้อเมื่อตนเองต้องการจะใช้เท่านั้น หรืออาจจะมีไว้ติดบ้านแม้ว่าไม่มีโรคประจำตัวก็ควรจะมีไว้ติดบ้านไว้ทุกบ้าน เผื่อเหตุฉุกเฉินต่างๆ และนี่คือปัจจัยพื้นฐาน 4 ประการของมนุษย์ทุกคนดังที่กล่าวมานี้

   และก็มาถึงเรื่องสำคัญ หัวข้อของเราในวันนั้นก็คือคำว่า สังคมก้มหน้าหลายคนคงจะสงสัยว่าคำนี้เกี่ยวข้องอะไรกับปัจจัยพื้นฐาน 4 ประการในการดำรงชีวิต ที่คำว่าสังคมก้มน้านี้เข้ามาเกี่ยวข้องก็เพราะคำนี้จะนำไปสู่ปัจจัยอีกประการหนึ่งของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน เพราะในปัจจุบันนั้นโกเราได้มีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตเพิ่มอีกหนึ่งประการนั้นก็คือ โทรศัพท์+wifi / internet สิ่งนี้แหละคือปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์ในปัจจุบัน หลายคนคงเคยได้ยินคำว่าสังคมก้มหน้า แต่อาจจะสงสัยว่าคำนี้มันคืออะไร ตอบให้เลยก็คือคำว่าสังคมก้มหน้านี้มาจากปัจจัยที่ 5 ของเรานั้นเอง และอาจจะสงสัยอีกว่าโลกโซเชียลนั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่มนุษย์ขาดไม่ได้เลยหรอ? คุณคิดถูกแล้ว อินเทอร์เน็ต ไวไฟ เป็นสิ่งที่สำคัญกับมนุษย์พอๆกับที่อยู่อาศัย อาหาร และเครื่องนุ่งห่มเลยทีเดียว ถ้าคุณอยากรู่ว่าจะเห็นผู้คนที่ต้องการปัจจัยที่ 5 นี้จากที่ไหน ผู้เขียนแนะนำได้เลยว่าให้คุณไปขึ้นรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าใต้ดินหรือรถไฟฟ้าบีทีเอสก็แล้วแต่ ลองนั่งแล้วมองคนรอบข้างของคุณดูว่าทุกคนกำลังทำอะไร และคุณจะพบว่าทุกคนกำลังก้มหน้า เอ๊ะ!ก้มหน้าทำไม? คุณลองมองในมือเขาดูสิ เชื่อว่าร้อยละ 99 ของผู้โดยสารที่อยู่บนรถไฟฟ้านั้นในมือของเขามีโทรศัพท์มือถืออยู่ในมือ แม้ว่าในมืออีกข้างหรือทั้งสองข้างของเขานั้นจะมีของพะรุงพะรังแค่ไหน แต่เมื่อขึ้นรถไฟฟ้าแล้วก็จะต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาในทันที บนรถไฟฟ้านั้นจะหาผู้คนกลุ่มนี้ได้เยอะกว่าบนรถโดยสารประจำทางเพราะรถโดยสารประจำทางหากท่านยืนมือหนึ่งท่านก็จะต้องจับราวรถเพื่อไม่ให้ล้ม เพราะเป็นที่รู้กันดีว่ารถเมล์ไทย เร็วไม่แพ้ชาติใดในโลกถ้าใครมัวแต่กดโทรศัพท์เล่นแชทอยู่ละก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันได้ ถึงอย่างไรนั้นก็ยังมีความสงสัยกันอยู่ง่าทำไมผู้คนถึงติดโทรศัพท์มือถือกันขนาดนั้น ทำไมถึงพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า เพียงแค่มี อาหาร+โทรศัพท์+wifi ก็สามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้แล้ว และอาการแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในเฉพาะหมู่วับรุ่นเด็กนักเรียนนักศึกษาเท่านั้น เพราะสังคมก้มหน้านี้เกิดขึ้นกับผู้คนทุกเพศทุกวัย ข่าวสารอะไรต่างๆในโลกก็เร็วขึ้น ผู้คนรับรู้ได้ทันทีที่มีการเผยแพร่ข่าวสารออกไปในโลกอินเทอร์เน็ต แม้ว่าสังคมอินเทอร์เน็ตจะมีข้อดีอยู่ แต่ข้อดีเหล่านั้นก็มีเพียงน้อยนิด เพียงแค่ทำให้เราได้รับรู้ข่าวสารเร็วขึ้น ทำให้เราติดต่อกันง่ายขึ้นเพียงแค่พิมพ์ แต่ข้อเสียและผลเสียที่ตามมาก็ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะการที่เราได้รับข่าวสรผ่านทางโลกอินเทอร์เน็ตนั้นก็ง่ายดายเกินไปจนไม่สามารถรับรู้ได้ว่าข่าวสารนั้นจริงหรือเท็จเพียงใด ดังเหตุการณ์ที่มีการปล่อยข่าวเท็จออกมามากมายในปัจจุบัน และการติดต่อสื่อสารกันง่ายขึ้นแม้จะเร็วแต่เราไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าคนที่ส่งข้อความหาเรานั้นจะพุดจริงเพียงใด น้ำเสียงเขาเป็นอย่างไรในตอนนั้น ก็ทำให้ผู้คนโดนหลอกเพราะโลกของอินเทอร์เน็ตมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนผู้เขียนเคยทดลองโดยสารรถไฟฟ้าโดยไม่เล่นโทรศัพท์ เล่นโซเชียลแล้ว ก็ปรากฏว่าควรจะก้มหน้าเล่นโทรศัพท์อย่างคนอื่นๆไปหนะดีแล้ว เพราะการเงยหน้าขึ้นมาแล้วมองซ้ายมองขวา มองหน้าคนนู้นทีคนนี้ที ไม่โอเคเลย จะคิดว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของคนส่วนใหญ่เลยก็ว่าได้ ใครไม่ทำตามก็อาจจะถูกมองว่าเชยได้เช่นกัน และนี่ก็คือที่มาของคำว่าสังคมก้มหน้า แม้ว่าผู้คนในปัจจุบันส่วนใหญ่จะนิยมทำแบบนี้แต่ผู้เขียนว่าเราควรเงยหน้ามามองโลกแห่งความเป็นจริงดีกว่า อาจจะเห็นอะไรที่ชัดเจนกว่า และเป็นความจริงมากกว่าสิ่งที่อยู่ในโทรศัพท์ก็ได้

 

เทศกาลมหาพรต

   เมื่อในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2016 ที่ผ่านมานั้น ประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนก็ได้มีการไหว้บูชาบรรพบุรุษเนื่องในวันตราจีนทั่วทุกสารทิศ ครึ่งค่อนประเทศไทย แต่ละบ้านก็มีการจัดของไหว้ต่างๆ ผลหมากรากไม้ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า รุ่งขึ้นเมื่อไหว้เสร็จแล้วก็มีการจุดประทัดเสียงดังกึกก้องสนั่น เมื่อไหว้เสร็จแล้วก็จะนำของไหว้มาแจกจ่ายลูกหลานร่วมกับรับประทานอย่างมีความสุข หลังจากนั้นก็จะมีการแจกอั่งเปาให้ลูกหลานได้เก็บไว้ใช้สอยกันถ้วนหน้า ถือเป็นเทศกาลแห่งความสุขเทศกาลหนึ่งของคนไทยเชื้อสายจีนที่เรียกว่า เทศกาลตรุษจีน หรือเทศกาลขึ้นปีใหม่ของชาวจีน และเทศกาลนี้ก็มีการจัดขึ้นเป็นประจำทุกๆปี เรียกได้ว่าเป็นเทศกาลประจำชาติของคนไทยเชื้อสายจีนไปแล้ว เพราะในประเทศไทยมีคนไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่มากมายครึ่งค่อนประเทศ และเมื่อเทศกาลตรุษจีนของชาวไทยเชื้อสายจีนผ่านพ้นไปแล้ว ลำดับต่อไปก็มาถึงวันของชาวคริสต์กันบ้าง

   เทศกาลที่เกิดขึ้นหลังจากเทศกาลตรุษจีนและเกิดก่อนเทศกาลสงกรานต์ในทุกๆปีของชาวไทยศาสนาคริสต์ และชาวคริสต์ทั่วโลกนั้นก็คือ เทศกาลมหาพรต เทศกาลนี้อาจไม่มีชื่อเสียงโด่งดังมากนักสำหรับในประเทศไทย แต่สำหรับชาวคริสต์ทุกคนย่อมเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี และมีการปฏิบัติตามหลักของเทศกาลนี้กันอย่างเคร่งครัดโดยในปีนี้เทศกาลมหาพรตจะเริ่มขึ้นในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ – 26 มีนาคม ส่วนเทศกาลมหาพรตในปีที่ผ่านมานั้นเริ่มขึ้นต้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ – 4 เมษายน 2558 รวมทั้งหมด 40 วัน ซึ่งเหตุใดที่เทศกาลมหาพรตนี้จะต้องมี 40 วันนั้น มีที่มาจากจากเลข 40 ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ในศาสนาคริสต์ในอดีต คือเหตุการณ์

40 วัน 40 คืน ที่ฝนตกติดต่อกันในสมัยโนอาห์

40 วันที่โมเสสจำศีลอดอาหารบนภูเขาซีนาย

40 วัน 40 คืน ที่ประกาศกเอลียาห์ เดินางไปยังภูเขาโฮเร็บ ภูเขาของพระเจ้า

40 วันของการประกาศกโยนาห์ ประกาศการกลับใจแก่ชาวนีนะเวห์

40 วันของการอดอาหารของพระเยซูเจ้า ในถิ่นทุรกันดารก่อนปฏิบัติภารกิจของพระองค์

40 ปีของการเดินทางในทะเลทราย ก่อนเข้าสู่แผ่นดินแห่งพันธสัญญา ของประชากรอิสราเอล

ถ้านับวันที่กำหนดไว้ในปฏิทินของเทศกาลมหาพรตแล้วจะนับรวมได้ทั้งหมด 46 วัน แต่เนื่องจากชาวคริสต์จะไม่ถือศีลอดอาหารในวันอาทิตย์ เมื่อลบวันอาทิตย์ออกไปจึงเหลือเพียง 36 วันจึงจำเป็นที่จะต้องเพิ่มวันจำศีลเข้ามาอีก 4 วันให้ครบ 40 วัน เทศกาลมหาพรตจึงเริ่มขึ้นในวันพุธ แต่การเริ่มเทศกาลมหาพรตในวันพุธนั้นจะปฏิบัติกันเฉพาะศาสนาคริสต์ฝั่งตะวันตกเท่านั้น ส่วนศาสนาคริสต์ฝั่งตะวันออกจะเริ่มเทศกาลมหาพรตในวันจันทร์หรือ วันจันทร์สะอาด

   ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่จะเริ่มเทศกาลมหาพรตนี้ จะตรงกับวันพุธ ซึ่งชาวศาสนาคริสต์จะเรียกกันว่า “วันพุธรับเถ้า” และจะไปจบตรงกับวันอีสเตอร์พอดี ในเทศกาลมหาพรตนี้ชาวศาสนาคริสต์ส่วนใหญ่จะมีความเข้าใจไปในทางเดียวกันว่าเป็นการทรมานตนเองเพื่อชดใช้บาป ทรมานโดยการอดอาหาร จำศีล เสียสละความสุขส่วนตัวให้แก่ผู้อื่น หรือวิธีการพลีกรรมอื่นๆ ในเทศกาลมหาพรตนี้ชาวศาสนาคริสต์ทุกคนจะต้องปฏิบัติเฉกเช่นเดียวกันอย่างนี้ทุกคน ไม่ถือว่าเป็นการบังคับ การไม่ทำก็ไม่ถือว่าเป็นบาป แต่การปฏิบัติตามกฎของเทศกาลมหาพรตนี้ก็ถือเป็นการล้างบาป สิ่งที่ชาวศาสนาคริสต์จะปฏิบัติกันในเทศกาลมหาพรตนี้ก็คือ การสวดภาวนา การจำศีลอดอาหาร และกิจการแห่งความรัก

   การสวดภาวนา โดยปกติแล้วชาวคริสต์ทุกคนจะมีการเข้าโบสถ์เพื่อสวดภาวนาในทุกๆวันอาทิตย์อยู่แล้ว นั้นก็คือการร่วมมิสซา เมื่อเข้าสู่เทศกาลมหาพรต จากที่จะเข้าโบสถ์เพื่อเข้าร่วมพิธีมิสซาแค่ในวันอาทิตย์ก็เปลี่ยนเป็นการเข้าร่วมมิสซาในทุกๆวันในเทศกาลมหาพรต และหากใครไม่สะดวกจะเข้าโบสถ์ในทุกๆวันก็สามารถสวดภาวนาแบบส่วนตัวได้ เพราะการสวดภาวนานั้นขึ้นอยู่กับจิตใจของแต่ละคนไม่จำเป็นว่าจะต้องสวดในพิธีรีตรองใดๆ เพราะจิตใจของชาวคริสต์ทุกคนเวลาสวดภาวนาจะมุ่งไปสู่พระเจ้าสมอ และกระทำด้วยความรักในทุกๆครั้งที่สวดภาวนา

   การจำศีลอดอาหาร การจำศีลอดอาหารในศาสนาคริสต์นั้นไม่ใช่การอดอาหารทุกมื้ออย่างที่พระเจ้าทรงเคยปฏิบัติ แต่เป็นการอดเพื่อให้รู้จักประมาณตน กินแต่พออิ่มไม่ใช่กินให้พุงกาง กินไปให้ควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิต เป็นการจำศีลอดอาหารเพื่อให้เรานึกถึงเพื่อนพี่น้องในโลกที่ขาดแคลน ให้เราช่วยกันแบ่งปันไปยังผู้อื่นบ้าง โดยคริสตชนที่มีอายุตั้งแต่ 14 ปีขึ้นไปให้จำศีลโดยการงดเนื้อสัตว์ คริสตชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ให้อดอาหาร การอดอาหารนั้นก็หมายถึงการกินเพียงแค่วันละ 1 มื้อเท่านั้นมิได้หมายถึงการอดโดยไม่กินอะไรเลย และมีข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่กำลังป่วยหรือไม่สามารถอดอาหารได้ก็สามารถทำอย่างอื่นแทนการอดอาหารได้ เช่นการช่วยเหลือผู้อื่น แบ่งปันผู้อื่น

   กิจการแห่งความรัก สำหรับศาสนาคริสต์นั้นการกระทำทุกอย่างจะเป็นการปฏิบัติด้วยความรักเสมอ กิจการแห่งความรักที่ว่านี้นั้นก็คือการให้อภัย เราต้องให้อภัยผู้ที่ทำผิดด้วยความรัก เพื่อเป็นการล้างบาปต่อพระเจ้า