Category Archives: gadgetไอทีสุดล้ำ

รีวิว Parrot Zik 2.0 Bluetooth Headphones หูฟังไร้สายแบรนด์ดังจากฝรั่งเศส

 

   108plaza ในตอนน้ก็มีอีกหนึ่งหูฟังบลูทูธแบรนด์ดังจากประเทศฝรั่งเศสมารีวิวให้เพื่อนๆ ที่กำลังมองหาหูฟังแบบ Headphones ได้อ่านรีวิวกัน มีชื่อแบรนด์ว่า Parrot นั่นเอง ก็ถือว่ามีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง สำหรับแบรนด์นี้ในบ้านเราเองก็มีผู้นำเข้ามาทำตลาดดกันอย่างต่อเนื่อง แล้วหูฟังที่แอดมินนำมาในตอนนี้มีชื่อรุ่นว่า Parrot Zik 2.0 stereo Bluetooth headphones รายละเอียดของหูฟังบลูทูธรุ่นนี้จะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันเลย

   ต้องบอกว่าหูฟังไร้สายแบบ Headphones รุ่นนี้ ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นรุ่นใหม่อะไร ก็มีการเปิดตัวกันมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่สาเหตุที่เลือกนำเอาหูฟังรุ่นนี้มาเขียนรีวิวอีกนั้นมีแน่นอน เนื่องด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานก็ดี รวมไปถึงบุคลิกเสียงก็ดี มีให้ติดตามกันแน่นอน โดยจะเริ่มจากตัวรายละเอียดของฟังก์ชั่นการใช้งานก่อนเลย

   หูฟังรุ่นนี้มาพร้อมกับระบบ noise reduction เป็นรุ่นแรกๆ ของหูฟังที่มีระบบป้องกันเสียงรบกวนภายนอกได้ คือปกติแล้วเราใส่หูฟังแบบครอบหูธรรมดา เสียงก็จะปิด ไม่ค่อยได้ยินเสียงภายนอก เสียงคนเรียก เสียงรถ เสียงพูดคุยกันอะไรแบบนี้จะไม่ค่อยได้ยิน เพราะหูฟังปิดครอบหูอยู่ แต่พอมีระบบนี้มา มันจะมีคลื่นความถี่หนึ่ง ที่จะเข้ามาแทรกเสียงรบกวนนั้นๆ ให้เราไม่ได้ยินเสียงแต่ก็ยังได้ยินเสียงอยู่บ้าง แต่น้อยมาก เพื่ออะไร ก็เพื่อให้ผู้ฟังหรือการใช้งานนั้นได้ยินเสียงเพลงที่ฟังอยู่อย่างสมบูรณ์มากที่สุดนั่นเอง ฟังก์ชั่นต่อมา ก็จะสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบเสียงที่เป็นแบบอะครุสติกส์ รูม ได้ด้วย และ มาพร้อมกับระบบประหยัดพลังงาน สามารถที่จะเปิดเพลงฟังแบบไร้สายได้ติดต่อกันนานถึง 18 ชั่วโมง นี่ถือว่าเป็นจุดเด่นของคนชอบฟังเพลงยาวๆ กันไปเลย อีกหนึ่งฟังก์ชั่นถัดมาก็คือ ที่ตัวหูฟังเอง จะเป็นระบบ Touch control จะใช้เป็นระบบสัมผัส จะใช้แบบแตะที่บริเวณด้านหลังหูฟัง แต่จะใช้อย่างไรนั้นติดตามกันต่อไป

สำหรับอุปกรณ์เสริมที่ให้มาในกล่องของหูฟังไร้สาย Parrot Zik 2.0 ตัวนี้นั้น ก็จะให้อุปกรณ์เสริมมาก็ได้แก่ คู่มือการใช้งาน แยกมาให้เป็นเล่มเล็กๆ ก็อ่านกันได้ทุกวันเลย สนุกมาก ต่อมาก็จะให้ถุงผ้าใส่หูฟังมา 1 ชิ้น เวลาพกพาไปไหนก็ใส่ถุงผ้าก็จะกันรอยขีดข่วนได้เล็กน้อย แล้วก็จะมีสายชาร์จแบตเตอร์รี่มาให้แต่ไม่มีหัวชาร์จสามารถชาร์จกับคอมพิวเตอร์หรือหัวชาร์จสมาร์ทโฟนได้ ถัดมาก็จะให้สาย AUX 3.5 มาให้ 1 เส้น สามารถเสียบฟังได้ในกรณ๊แบตเตอร์รี่รี่หมดแต่อยากฟังเพลงต่อ แล้วก็จะมีก้อนแบตเตอร์รี่เล็กๆ แยกมาให้ ข้อดีคือ มันสามารถถดแบตเปลี่ยนได้ สามารถแกะเปลี่ยนเองได้เลย โดยแบตเตอร์รี่ให้ความจุมาที่ 830 mAh ก็ถือว่าไม่ได้มากอะไร แต่สามารถฟังได้นานก็ถือว่าน่าสนใจ

   สำหรับความรู้สึกในการสวมใส่หูฟังรุ่นนี้ ต้องบอกอย่างนี้ว่าแอดมินเองก็เคยได้รีวิวหูฟัง Parrot zik รุ่นก่อนหน้านี้มาแล้วด้วย รู้สึกว่ารุ่นใหม่นี้ต่างกันมากในด้านของการสวมใส่ รู้สึกว่าไม่บีบศรีษะมากไป ใส่ได้นานขึ้น แต่ก็ยังให้ความกระชับอยู่ ไม่หลุดง่าย ตรงนี้เหมาะมากกับคนที่ชอบฟังเพลงนานๆ สำหรับสเปคของหูฟังนั้น จะมาพร้อมกับบลูทูธเวอร์ชั่น 3.0 และรองรับการเชื่อมต่อบลูทูธให้เร็วขึ้นก็มี NFC มาด้วย ใครที่มีมือถือที่มี NFC ก็ใช้งานร่วมกับหูฟังรุ่นนี้ได้ง่ายขึ้น แต่ติดอยู่ที่ว่าตอนนี้เวอร์ชั่นบลูทูธไปไกลพอสมควร แต่สเปคที่ให้มายังเก่าพอสมควรเลยเช่นเดียวกัน แต่ก็ถือว่าถ้าใช้งานในระยะไม่เกิน 10 เมตร ก็ถือว่าไม่มีปัญหาอะไร ใช้งานได้สบายๆ สำหรับการชาร์จแบตจาก 0 จนเต็ม จะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง และ จะสามารถเปิดสแตนบายด์เอาไว้ได้นาน 8 วัน ใช้งานก็นาน 18 ชั่วโมงอย่างที่บอกไป แต่การใช้งานจริงๆ ก็อาจจะไม่ถึงก็ขึ้นอยู่กับการใช้งาน ส่วนขนาดของ driver ภายในนั้นมีขนาดข้างละ 40 มม. พร้อมกับการออกแบบแม่เหล็กของตัว driver ที่เรียกว่า neodymium ซึ่งใน่คู่มือการใช้งานและตามข้อมูลที่ได้ไปค้นหามาเพิ่มเติมก็คือว่า แม่เหล็กแบบนี้จะใช้ให้เสียงนั้นออกมาครบ ครอบคลุมทุกย่านเสียงกันเลยทีเดียว

   ในส่วนสุดท้ายเลยก็คือบุคลิกเสีย่ของหูฟังบลูทูธรุ่นนี้ แนวเสียงที่ได้จากตัวหูฟังรุ่นนี้ก็คือ จะเป็นหูฟังที่ออกไปทางแนวเสียง แฟลช คือกลางๆ เป็นเวทีเสียงที่กว้างแต่ไม่ได้กว้างมาก ให้อารมณ์เหมือนกับไปยืนฟังเพลงอยู่หน้าเวทีขนาดย่อมๆ แต่เน้นที่เสียงเบสลงได้ลึก เนื้อเบสดี อิมแพ็คได้ แต่เสียงกลางก็ดูโปร่งแต่ไม่ได้โปร่งมากนัก พร้อมกับเสียงแหลมที่มีความใส แต่ไม่ได้ใส่มากนัก เป็นโทนกลางๆ มากกว่า ทั้งนี้ก็ลองไปหาฟังกันได้ตามร้านค้าชั้นนำทั่วไป

รีวิว Lenovo ideaPad 500s โน้ตบุคดีไซน์บางเบา สเปคน่าสนใจในการใช้งาน

 

   สำหรับการรีวิวสินค้าอินเทรนด์ในตอนนี้ของเรา 108plaza ก็มีโน้ตบุคดีไซน์บางเบา และ น่าสนใจเหมาะกับการใช้งานแบบพกพาอย่างยิ่งจากทาง Lenovo มาฝากกันอีกหนึ่งรุ่น ในงบที่สามารถซื้อได้ที่ไม่เกิน 20,xxx บาท เป็นโน้ตบุคในสเปค Core I ที่คิดว่าน่าจะมีหลายคนกำลังมองหาอยู่ในตอนนี้เลย กับ Lenovo ideaPad 500s นั่นเอง

   สเปคของโน้ตบุครุ่นนี้ก็มาพร้อมกับชิปประมาวลผลเป็น intel core I5 ขนาดหน้าจอ 14 นิ้ว ความละเอียดของหน้าจอระดับ HD นอกจากนั้นยังมาพร้อมกับ GPU NVdia GeForcs GTX940M 2GB RAM DDR3 4GB มาพร้อมกับพื้นที่เก็บข้อมูลในตัวเครื่อง 1 TB ที่น่าสนใจไปกว่านั้น ตัวเครื่องมีน้ำหนักเบาเพียงแค่ 1.6 กิโลกรัมเท่านั้นเอง ซึ่งตอนที่เปิดตัวมานั้น ก็จะมีราคาอยู่ที่ 20,990 บาทเท่านั้นเอง แต่สำหรับช่วงที่เปิดตัวมานั้น ก็อาจจะมีส่วนลดอยู่ตามร้านค้าชั้นนำและตามตำแทนจำหน่ายต่างๆ ก็คงต้องแนะนำว่าไปลองเปรียบเทียบกันได้ตามราคากลางนี้ได้เลย

   แล้วถามว่าโน้ตบุคเครื่องนี้ รุ่นนี้สามารถใช้งานได้ในแบบใดบ้าง เหมาะสมกับกลุ่มคนที่อยากได้ไปทำงานประเภทไหน ก็ต้องบอกว่า สเปคแบบนี้ intel core i5 ก็ถือว่าไม่ธรรมดา สามารถที่จะใช้งานได้เกินกว่างานทั่วไปอยู่แล้ว มาตรฐานเลยถ้าใช้เข้าเว็บไซต์ เปิดหาข้อมูล ใช้พิมพ์งาน แก้ไฟล์งานเอกสารต่างๆ สามารถใช้ได้อย่างไหลลื่นอยู่แล้วในสเปคแบบนี้ แต่ที่เกินไปกว่านั้นกับสิ่งที่สเปคให้มาก็คือ สามารถที่จะเอาไปเล่นเกมส์ได้ ด้วยการ์ดจอที่แยกมาแบบนี้ แต่ด้วยความที่จอเองนั้นมีความคมชัดแค่ระดับ HD ก็อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์สำหรับสายเกมส์มิ่งทั้งหลายมากเท่าไหร่นัก คือเป็นสเปคกลางๆ ที่พอจะเล่นได้ แต่ไม่ถึงกับที่สุด กราฟฟิกต่างๆ การแสดงสีสันต่างๆ นั้นก่คงจะไม่ใช่ในรูปแบบของการใช้งานเพื่อเล่นเกมส์โดยตรง แต่สามารถที่จะนำไปใช้กับงานทางด้านกราฟฟิค งานตัดต่อ อะไรแบบนี้ก็ได้เช่นเดียวกัน ถือว่าสามารถรองรับโปรแกรมที่มีการกินทรัพยากรสูงๆ ได้ในระดับหนึ่งเช่นเดียว แต่จะเหมาะกับเครื่องสำรอง ที่เอาไว้พกพาไปทงานนอกสถานที่มากกว่า อาจจะไม่ใช่เครื่องที่ใช้งานเป็นประจำในที่ทำงาน ในออฟฟิต หรือที่บ้านสักเท่าไหร่นัก เพราะตัวเครื่องนั้นทำมาดีไซน์บางเบา พร้อมกับการพกพามากกว่านั่นเอง

   สำหรับเรื่องของการดีไซน์รอบๆ ตัวเครื่องนั้น เริ่มต้นจากด้านหน้าจะเป็นบอดี้ที่เป็นพลาสติกแข็งแรงดี พร้อมกับโลโก้ Lenovo อยู่ด้านบน เปิดฝาเครื่องออกมาก็จะเห็นว่ามีปกติเป็นหน้าจอ เป็นแป้นคีย์บอร์ดที่ได้ลองกดแล้วก็พิมพ์ได้ง่าย มีความลึกของปุ่มพอประมาณกำลังดีเลย ระยะห่างของปุ่มก็ไม่ชิกกันเกินไป พร้อมกับ TouchPad ด้านล่างใช้งานเป็นเมาส์เหมือนกับโน๊ตบุคทั่วไป ส่วนด้านบนของหน้าจอนั้นก็จะให้กล้องที่มีความคมชัดระดับ HD มาให้ 1 ตัว พร้อมกัมีไมค์โครโฟนจำนวน 2 ตัวด้วยกัน เอาไว้ตัดเสียงรบกวนและเสียงสะท้อนอีกหนึ่งตัว ก็ถือว่าครบครันในการใช้งาน สามารถที่จะวีดีโอคอลได้อย่างดี คมชัดและเสียงก็ชัดเจนเป็นปกติดีเลยทีเดียว

   สำหรับพอร์ดเชื่อมต่อต่าๆง ที่ให้มากับตัวเครื่องนั้น ก็จะประกอบไปด้วยพอร์ด HDMI 1 port , RJ45 หรือที่เสียบสาย LAN 1 ช่อง ถัดมาก็จะให้พอร์ด USB 3.0 มาอีก 2 ช่องด้วยกัน แล้วที่พิเศษไปกว่านั้น ที่บริเวณด้านข้างก็จะมีไฟแจ้งเตือนสถานะของแบตเตอร์รี่เอาไว้ให้เราดูด้วยว่า แบตเตอรืรี่เหลืออยู่เท่าไหร่ ใกล้จะหมดหรือยัง ส่วนอีกหนึ่งฝั่งของตัวเครื่องก็จะมีปุ่มเพิ่มเสียง ลดเสียงต่างๆ มาให้ได้ใช้งานกันง่ายๆ ถัดมาก็จะเป็นปุ่ม mute เสียง และก็เป็นช่องเสียบแจ็คหูฟังและไมค์โครโฟนแบบ 3.5 มม. แล้วสุดท้ายก็จะเป็นช่อง USB 2.0 อีกหนึ่งช่องเสียบ พร้อมกับช่องเสียบไฟ AC adaptor ก็ถือว่าให้พอร์ดเชื่อมต่อมาอย่างครบครันเช่นเดียวกัน แต่อาจจะเริ่มตัดพอรืดเชื่อมต่อเก่าๆ ที่เคยใช้กันมานานอย่างพอร์ด VGA ออกไปแล้ว ตรงนี้ก็อาจจะต้องไปมองหาอแด็ปเตอร์แปลงแจ็คกันเอา ถ้าหลายๆ ท่านยังใช้อยู่

   ก็ต้องบอกว่าสินค้าอินเทรนด์รุ่นนี้ ถึงแม้ว่าจะเปิดตัวกันมาสักระยะหนึ่งแล้วก็ตาม แต่ในปัจจุบันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ ก็ยังคงใช้งานโน้ตบุคที่ไม่ได้หนีห่างจากในอดีตมากมายนัก ก็แค่ใช้ในการทำงาน ไฟล์เอกสาร พิมพ์งาน จัดทำผลงานต่างๆ รวมไปถึงความบันเทิง เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนัง ฟังเพลง พร้อมกับทำโปรแกรมเสริมและงานตัดต่อบ้างเล็กๆ น้อยๆ ตรงนี้ถือว่าเป็นโน้ตบุคที่เหมาะเลยทีเดียว ไม่ต้องไปเสียเงินมากมายหลายหมื่นบาทเพื่อซื้อมาใช้งานอย่างที่กล่าวไป ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคาอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

เสียงทรงพลังกับ R7 Wireless Audio 360 Multiroom Speaker

 

   สวัสดีค่ะเพื่อนๆทุกคนวันนี้เราก็มาพบกันเหมือนเคยนะค่ะ สำหรับวันนี้เราจะมาพูดคุยกันถึงเรื่องของเครื่องเสียงค่ะ สำหรับเครื่องเสียงในปัจจุบันนี้มีการออกแบบในเรื่องของดีไซน์ให้เข้ากับบ้านในยุคสมัยใหม่มากขึ้น และที่สำคัญเรื่องของเทคโนโลยีต่างๆก็มีการพัฒนาปรับปรุงให้มีความทันสมัยสามารถที่จะใช้งานได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เครื่องเสียงถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ยังคงได้รับความสนใจอยู่อย่างต่อเนื่องไม่ว่ายุคสมัยจะมีการเปลี่ยนไปก็ตาม มีรุ่นใหม่ๆออกมาเสมอซึ่งก็ถือได้ว่าเครื่องเสียงเป็นสินค้าอินเทรนด์ที่น่าสนใจเป็นอย่างมากเลยทีเดียว เครื่องเสียงที่น่าติดตามทุกรุ่นนั้นก็ต้องพลาดไม่ได้เลยกับแบรนด์ Samsung ที่มีการออกแบบในเรื่องของดีไซน์ให้มีความทันสมัยอยู่ตลอดเวลาสร้างความหน้าสนใจให้กับเครื่องเสียงให้เราสามารถที่จะติดตามอย่างต่อเนื่องนั้นเองค่ะ ทำให้เราอยากจะพาเพื่อนๆทุกคนได้ไปทำความรู้จักกับเครื่องเสียงของแบรนด์นี้กันค่ะ เป็นสินค้าอินเทรนด์อีกหนึ่งอย่างที่มีความน่าสนใจและน่าติดตามเป็นอย่างมาก เอาเป็นว่าเรามาทำความรู้จักไว้ก็ไม่เสียหายอะไรเผื่อเพื่อนๆจะสนใจและอยากจะเป็นเจ้าของเครื่องเสียงก็เป็นได้ค่ะ สำหรับรุ่นที่เราจะมาแนะนำวันนี้ถือได้ว่าเป็นตัวเด่นของสินค้าเลยก็ว่าได้ค่ะ R7 Wireless Audio 360 Multiroom Speaker เป็นเครื่องเสียงที่มีความน่าสนใจในเรื่องของเสียงที่มีความทรงพลังนั้นเองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการออกแบบดีไซน์ หรือจะเป็นในเรื่องของคุณภาพเสียง คุณสมบัติต่างๆที่มีการพัฒนาและปรับปรุงอยู่เสมอของเทคโนโลยีนั้นเองค่ะ เอาเป็นว่าเรามาทำความรู้จักกันดีกว่าค่ะ

   สำหรับ R7 Wireless Audio 360 Multiroom Speaker จะเน้นไปในเรื่องของประสบการณ์ที่มีการสะสมมาอย่างยาวนานและมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการออกแบบและดีไซน์ที่มีความลงตัวเป็นอย่างมาก ที่สำคัญ R7 Wireless Audio 360 Multiroom Speaker ยังมี Ring Rediotor Technology ที่สามารถจะสร้างเสียงได้ทั้ง 360 องศากันเลยที่เดียวค่ะ แต่ว่ามี Woofer ที่ทำให้ทุกอย่างมีขนาดที่เล็กลงไปแต่ยังคงในเรื่องของคุณสมบัติของเสียงที่มีความทรงพลังเหมือนเคยนั้นเองค่ะ ในส่วนของเรื่อง Wireless Audio 360 เป็นในส่วนของการจัดตั้งห้องปฏิบัติการใหม่ที่มีความทันสมัยซึ่งถือได้ว่าเป็นก้าวที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการพัฒนาอุปกรณ์ในเรื่องของเครื่องเสียงให้ก้าวหน้าไปอีกหนึ่งขั้น R7 Wireless Audio 360 Multiroom Speaker มีการออกแบบที่น่าสนใจเป็นอย่างมากโดยเป็นการออกแบบที่มีความพิเศษเพื่อที่จะให้กลมกลืนไปกับการตกแต่งภายในบ้านไปด้วยค่ะ โดยที่มีดีไซน์ที่โค้งมน ทำให้ดูโฉบเฉี่ยว และมีสไตล์ที่หลากหลายมากขึ้นนั้นทำให้เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวกับการตกแต่งภายในบ้านได้เป็นอย่างดีนั้นเองค่ะ นอกจากจะมีในเรื่องของการตกแต่งบ้านที่ดูจะสามารถเข้ากับบ้านในปัจจุบันนี้ได้ยังไม่เท่านั้นในเรื่องของเสียงที่สามารถรอบทิศได้ถึง 360 องศา เนื่องจากในอดีตลำโพงรุ่นเก่าๆนั้นจะสามารถที่ส่งเสียงได้เพียงทิศทางเดียวเท่านั้น แต่สำหรับ R7 Wireless Audio 360 Multiroom Speaker นั้นสามารถที่จะมีการถ่ายทอดเสียงอย่างเต็มรูปแบบโดยที่สามารถจะถ่ายทอดเสียงได้ทั่วห้อง ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยี Ring Radiator ของ Samsung นั้นเองจะช่วยในเรื่องของการกระจายเสียงให้สามารถที่จะกระจายเสียงได้รอบทิศทางนั้นเองค่ะ ไม่เพียงเท่านั้นยังมีระบบ Multiroom Link ที่ทำหน้าที่สำคัญในเรื่องของการควบคุมและแบ่งปันในเรื่องของแหล่งสัญญาณเดียวกัน ก็คือเราสามารถที่จะควบคุมอุปกรณ์เสียงหลายๆอุปกรณ์ได้นั้นเองค่ะ ยังสามารถที่จะเพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงสตรีมมิ่งได้ง่ายมากขึ้นด้วยลำโพง Wi-Fi ซึ่ง   Wireless Audio 360 Multiroom Speaker จะช่วยในเรื่องของการเข้าถึงเสียงเพลงได้ง่ายขึ้นทำให้เพื่อนๆสามารถที่จะเพลิดเพลินไปกับการฟังเพลงได้ง่ายมากยิ่งขึ้นนั้นเองค่ะ เนื่องจากมีการเล่นเสียงแบบ HD สามารถที่จะสัมผัสกับเสียงที่ดังกระหึ่มได้อย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้นนั้นเองค่ะ

   Wireless Audio 360 Multiroom Speaker จะเห็นได้แล้วว่าเป็นลำโพงที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมากในเรื่องของการฟังเพลงที่สามารถฟังได้สะดวกมากยิ่งขึ้นและในเรื่องของคุณภาพเสียงที่มีการพัฒนาและปรับปรุงขึ้นนั้นเองค่ะ ที่สำคัญเพื่อนๆจะต้องพึ่งพอใจกับเรื่องของการออกแบบดีไซน์ตัวเครื่องที่สามารถจะใช้ในการตกแต่งบ้านได้อย่างกลมกลืนและลงตัวที่สุด ถือได้ว่า Wireless Audio 360 Multiroom Speaker เป็นอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์ที่น่าติดตามเป็นอย่างมาก เพื่อนๆคนไหนสนใจก็สามารถที่จะเข้าไปสัมผัสกับเครื่องจริงได้ที่ศูนย์ของ Samsung ได้เลยค่ะ เชื่อได้ว่าจะต้องถูกใจเพื่อนๆอย่างแน่นอนค่ะ

 

รีวิว RHA S500 หูฟังที่ราคาเบาที่สุดจาก RHA แบรนด์มาแรงจากอังกฤษ

 

   หลังจากที่ 108plaza ของเราได้ทำการรีวิวหูฟังแบรนด์น้องใหม่ที่พึ่งเข้ามาทำตลาดในบ้านเรา ที่เป็นหูฟังระดับพรีเมี่ยม ราคาไม่ได้สบายกระเป๋ามาก แต่มาด้วยการออกแบบ ดีไซน์เสียง ระบบเสียงต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะแบรนด์อย่าง RHA กันไปแล้ว ก็ถือว่าในตอนที่ผ่านมาเป็นหูฟังรุ่นท๊อปไปแล้ว แต่ก็มีเพื่อนๆ ถามกันเข้ามาทาง inbox ในเพจ 108plaza ของเราว่าหูฟังแบรนด์นี้มีรุ่นอื่นที่ราคาเบาๆ แต่คุณภาพไม่ต่างกันเยอะเท่าไหร่ พอมีหรือไม่ แอดมินก็เลยไปจัดการสรรหาหูฟังรุ่นน้องอย่างตัวนี้เลย RHA S500 รุ่นน้องสุดของค่ายมารีวิวกันในตอนนี้

   สำหรับหูฟัง in-ear ตัวนี้ก็จะมีจุดเด่นอยู่ที่เป็นรุ่นน้องสุดที่มีราคาถือว่าเบาที่สุดในแบรนด์ RHA แล้ว แต่ถามว่าราคาอยู่ที่เท่าไหร่ แล้วเบาจริงหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าราคาไม่ได้เบามาก เอาเป็นว่าหลักพัน ราคาก็จะอยู่กลางๆ สักนิดหนึ่ง จุดเด่นอย่างแรกเลยที่ RHA ทำขึ้นมาก็คือ ตัวบอดี้ที่เป็นอะลูมีเนี่ยมอัลลอย มีน้ำหนักที่เบา แล้วก็แข็งแรง พร้อมกับการทำสีและยิงโลโก้ด้วยเลเซอร์มาอย่างดี ไม่หลุด ไม่ลอก ใครที่เป็นนักสะสมหูฟังเกรดพรีเมี่ยมเนี่ยนะครับ RHA ก็ถือว่าเป้นอีกหนึ่งแบรนด์น่าสะสมมากเลยทีเดียว

   ถามว่าการที่เป็นรุ่นน้องสุดแบบนี้ ราคาก็จะถูกกว่ารุ่นพี่ใหญ่ แต่มีอะไรบ้างที่จะเทียบกับรุ่นพี่ไม่ได้ อย่างแรกเลย ก็คงเป็นเรื่องของขนาดไดเวอร์ที่เล็กลง อย่างต่อมา ก็คือขนาดของสายหูฟังที่ไม่ได้เส้นใหญ่ หนา อย่างกับรุ่นพี่ แต่ถามว่าคงทน แข็งแรง หรือไม่ ก็ถือว่าใช้งานทั่วไป ฟังเพลง แต่อาจจะไม่ได้ลุยๆ เหมือนกับรุ่นพี่มากนัก ต้องใช้ความระมัดระวังการใช้งานสักนิดหนึ่ง เท่านี้ก็สามารถใช้งานได้ยาวๆ กันเลยทีเดียว ซึ่งตัวหูฟังเองก็ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของตัวหูฟังที่เป็นการดีไซน์ระบบห้องเสียงและแหล่งกำเนิดเสียงภายในที่เหมือนกับรุ่นพี่อยู่เช่นกัน ซึ่งก็จะแตกต่างจากหูฟังธรรมดาๆ ทั่วไปที่มีไดเวอร์ให้เสียงที่เป็นเส้นตรงจ่อเข้ารูหูเลย แต่การดีไซน์รูปแบบใหม่ของ RHA นั้นมีการเรียนแบบเครื่องดนตรีเครื่องเป่า ที่มีการนไดเวอร์หันเข้าข้างใน แล้วก็มีท่อนำเสียงที่วนกลับออกมายังด้านนอกแล้วก็เข้ารูหูเรา ทำให้มีห้องเสียงที่กว้างและยาวกว่าหูฟังรุ่นทั่วไป ตรงนี้ยังมีการสัมผัสได้ถึงคุณภาพเสียงที่แตกต่างกันอยู่มาก ซึ่งถามว่าจำเป็นไหมที่ต้องเป็นคนหูเทพ ฟังและเล่นเครื่องเสียง เล่นหูฟังมานานๆ ถึงจะเหมาะกับการใช้งานหูฟังรุ่นนี้ คำตอบคือไม่จำเป็น เพราะคนทั่วไปที่ปกติฟังจากหูฟังบ้านๆ ทั่วไป แล้วก็มาทดสอบฟังหูฟังจาก RHa นี้ ก็เห็นถึงความแตกต่างและรู้สึกได้ถึงคุณภาพเสียงที่เปลี่ยนไปได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว ดังนั้น หูฟังรุ่นน้องสุดอย่าง RHA S500 ตัวนี้มันก็สามารถใช้งานได้ในกลุ่มคนทุกกลุ่มที่อยากจะมีหูฟังดีๆ สักคู่หนึ่ง เอาไว้ฟังเพลงโดยเฉพาะเลย แต่ไม่อยากจะเสียงเงินมากนัก ก็ไปหาลองหูฟังรุ่นนี้กันดูได้

   สำหรับในกล่องของหูฟัง in-ear ของ RHA S500 ตัวนี้ ก็จะมีอย่างแรกเลยที่ให้มา ตัวจุกหูฟังที่เป็นแบบซีลีโคลนแต่ละไซต์มาให้เลือกใช้งานกัน มีทั้งหมด 5 ขนาด รวมที่ตัวหูฟังด้วย แล้วก็มีจุกหูฟังแบบ 2 ชั้นอีก 1 คู่ เพื่อเปลี่ยนให้ใช้งานได้อย่างหลากหลาย และก็จะได้เสียงที่แตกต่าง ถัดมา ก็จะมีหูฟังที่จุดเด่นนอกเหนือจากที่ได้กล่าวไปแล้ว ตัวขั้วแจ็ค 3.5 มม. ก็จะมีสปริงครอบทับอยู่ เพื่อการใช้งานที่ทนทานขึ้น บางคนชอบเอาเครื่องเล่นเพลงหรือสมาร์ทโฟนใส่ในกระเป๋ากางเกง ถ้าไม่มีตัวสปริงที่ขั้วแจ็ค สายจะชอบขาดใน พัง ใช้งานไม่ได้ แต่ RHA รุ่นน้องสุดตัวนี้ก็มีมาให้เช่นกัน สุดท้าย ตัวกล่องใส่หูฟังที่เป็นซิบปิด-เปิด ด้านในก็จะมีคลิปหนีบมาให้ เอาไว้สำหรับปนีบกับปกเสื้อนั้นเอง

   สำหรับบุคลิกเสียงของหูฟังที่นำมาเป็น gadget สินค้าอินเทรนด์ในตอนนี้ ต้องบอกว่าเสียงที่ได้ยินในหูฟังคู่นี้ เป็นเสียงแบบแฟลดซ์ เสียงแบบแฟลดซ์คืออะไร ก็คือว่า เป็นเสียงที่ไม่ได้ผ่านกมาปรับแต่ง เน้นเสียงที่ออกมาธรรมชาติ ไม่ได้เพิ่มให้เบสมันหนักแน่นหรือดังมาก ไม่ได้เน้นไปที่เสียงแหลมจัดๆ แต่เน้นครบทุกย่านเสียง แบบมีรายละเอียดของเครื่องดนตรีครบถ้วน เสียงร้องชัดเจน ใครชอบหูฟังที่ให้เสียงแบบนี้ก็ลองไปหาซื้อ หาทดสอบใช้งานกันได้

Review BOBOVR Z4 Virtual Reality แว่น VR ราคาเบาๆ จับต้องง่าย

 

   เรื่องของแว่น VR ในปี 2016 นี้ กำลังมาแรงแซงหน้าเทคโนโลยีอื่นๆ และ gadget สินค้าอินเทรนด์ อื่นๆ แต่ว่าแว่น VR ที่เปิดตัวออกมาในแบรนด์ดัง ก็จะมีราคาที่ค่อนข้างจะแพง บางตัวก็มีราคาถึงหลักหมื่น ดังนั้น การที่คนทั่วไปที่อยากจะลองใช้งานเพื่อความบันเทิง เพื่อการดูหนัง เล่นเกมส์ ที่เป็นระบบ Virtual Reality นั้นก็เข้าถึงได้ยากขึ้น แต่ใน 108plaza ตอนนี้ก็นำเอาแว่น VR ราคาเบาๆ อีกหนึ่งรุ่นมารีวิวกัน จะเป็นตัวไหนนั้นไปดูกันเลย

   นี่คือแว่น VR ที่มาจากแบรนด์ BOBOVR รุ่น Z4 นั้นเอง รูปร่างหน้าตาของแว่น VR ก็จะเป็นอย่างที่เพื่อนๆ เห็นกันในรูปตัวอย่างสินค้าด้านบน เรื่องของดีไซน์ก็จะเป็นแว่น VR ที่ค่อนข้างใหญ่สักนิดหนึ่ง แต่มันสามารถรองรับสมาร์ทโฟนได้ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ และก็ทุกฝั่ง ไม่ว่าจะเป็น IOS หรือ Android แล้วก็จะรองรับสมาร์ทโฟนที่มีหน้าจอใหญ่ที่สุดถึง 6 นิ้ว ส่วนใครที่ใช้จอใหญ่กว่านี้ก็จะไม่รองรับ แต่สมาร์ทโฟนที่นำมาใช้คู่กับแว่น VR ตัวนี้ ต้องดูด้วยว่ามือถือของคุณเอง มีโหมด VR หรือไม่ด้วยนะครับ ส่วนใหญ่ถ้ามือถือราคาหมื่นกลางๆ ขึ้นไปก็จะมีตัวเซนเซอร์ VR รองรับมาหมดแล้วนะครับ นอกจากนั้นอุปกรณ์เสริมที่ต้องดูหรือต้องเช็คตอนที่เราจะไปซื้อแว่น VR ของ BOBOVR ตัวนี้ก็คือ เรื่องของรีโมทควบคุมหน้าจอสมาร์ทโฟนนั้นเอง ซึ่งบางร้านหรือบางเว็บที่ขายออนไลน์ก็จะแถมรีโมทมาให้ด้วย แต่บางทีก็อาจจะไม่แถมมาต้องซื้อแยก ก็ลองไปหาร้านที่มีแถมและเปรียบเทียบราคากันได้ เพราะเราต้องใช้ตัวรีโมทควบคุมหน้าจอสมาร์ทโฟนเราด้วย สามารถใช้ได้ทั้ง IOS และ Android เช่นกัน เนื่องจากว่า แว่น VR ตัวนี้เราต้องเอามือถือเข้าไปในแว่น ถ้าจะควบคุมก็ทำไม่ได้ จำเป็นต้องมีรีโมทนั้นเอง แต่สิ่งที่แถมมาให้แน่ๆ ก็คือหูฟังที่ให้เสียงได้คุณภาพก็อยู่ในระดับปานกลาง ไม่ถึงกับดีมาก ก็พอจะฟังได้ แถมมาให้ด้วยในกล่อง ที่ตัวแว่น VR ด้านบนจะมีปุ่มปรับระยะสายตาของแต่ละคน ใครสายตายาว สายตาสั้น ก็สามารถหมุนปรับระยะได้ที่ด้านบนแว่น ถัดมาตัวแว่นเองก็มีสายรัดหัวที่เป็นตัวโฟมบุนุ่มมาให้ด้วย ซึ่งแอดมินเองก็ทดสอบใช้งานมาสักระยะหนึ่งแล้ว ก็สามารถใช้งานได้นาน เกินกว่า 1 ชั่วโมงขึ้นไป ก็ไม่รู้สึกหนีบหัวแต่อย่างใด แต่ต้องบอกก่อนว่า สายจะหนีบหัวหรือไม่หนีบนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะแว่น VR มันคือแว่นที่จะทำให้เรานั้นเห็นภาพแบบ 360 องศา หรือ รอบตัวเอง ดังนั้น ใครที่ไม่เคยเล่นแว่นแบบนี้หรือเคยใช้งานมาก่อน จะมีอาการเวียนศรีษะ เหมือนจะอาเจียนได้ ก็ต้องระวังกันด้วยในการใช้งานช่วงแรกๆ ที่ยังไม่ชีน เดี่ยวจะเกิดอุบัติเหตุหกล้มกันได้ง่ายๆ นะครับ

   สำหรับวิธีการใช้งานก็ไม่ได้ยากอะไร ขั้นแรกเราก็กดปุ่มเปิดเครื่องที่แว่น VR ก่อน จากนั้นเราก็นำเอามือถือเราเนี่ยนะครับ เอาไปใส่ที่ตรงด้านหน้าของแว่น จะมีช่องให้เลือกปรับตามขนาดตัวเครื่องหรือขนาดหน้าจอมือถืออยู่ แล้วก็หนีบตัวเครื่องเอาไว้ให้แน่น แล้วก็ปิดฝาแว่น จากนั้น เราก็ทำการเสียบหูฟัง เพื่อที่จะฟังเสียงต่างๆ ถัดมาก็เป็นการเชื่อมต่อรีโมทควบคุมหน้าจอมือถือ การเชื่อมต่อก็จะผ่านบลูทูธ เราต้องเปิดบลูทูธมือถือเราก่อนด้วยก่อนที่จะเอาตัวเครื่องเข้าไปที่ข้างในแว่น พอเสร็จแล้วเราจะเลือกใช้งานอะไรบ้าง ถ้าดูหนัง ดูคลิป ก็ไปหาดาวน์โหลดไฟล์ที่เป็น VR มาดูได้ มันก็จะเห็นภาพที่เป็นสองจอแบบ 360 องศาเลย แต่ตอนที่เราสวมแว่น VR ไปนั้น อาจจะต้องปรับระยะสายตาให้พอดี ให้รู้สึกว่าดูแล้วสบายตามากที่สุดก่อน จะดูหนัง เล่นเกมส์ ก็สามารถเลื่อนหรือเลือกใช้งานได้จากตัวรีโมทควบคุมได้เลย

   แต่สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่มีสมาร์ทโฟนรุ่นเก่านิดหนึ่ง หรือ ตัวเครื่องไม่รองรับ VR mode ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะแอดมินเองก็ไปลองหาวิธีมาให้แล้ว เดี่ยวนี้จะมีแอปพลีเคชั่นมาคอยควบคุมเป็น VR Player อะไรแบบนี้ก็มีหลากหลายแอปมากเลย ก็มีทั้งแบบฟรีและไม่ฟรี ก็ลองไปดาวน์โหลดมาติดตั้งแล้วก็ลองเล่นกันดูได้ สำหรับคนที่มีมือถือที่ไม่รองรับ VR นะครับ แต่ใครที่ใช้ไอโฟนจะมีเซนเซอร์ที่รองรับทุกรุ่นเลย ใช้ได้สบายๆ

   สำหรับราคาของแว่น VR ที่นำมาเป็นอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ ก็จะมีราคาวางขายอยู่ประมาณ 1,4xx บาท ก็ลองไปเปรียบเทียบราคาหรือโปรโมชั่นหรือของแถมกันได้ ราคาไม่แพงแต่ก็มีการใช้งานที่ถือว่าเป็นการทดลองใช้งานในโหมด VR แบบเบื้องต้น

สำหรับคนรัก Galaxy Note ถ้ามี Note 2 3 4 5 ควรเปลี่ยนมาเป็น Note 7 ดีหรือไม่ ที่นี่มีคำตอบ

 

   ล่าสุดก็อย่างที่เป็นข่าวฮือฮากันในช่วงนี้เลย กับการเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงของทาง Samsung ที่ชิงเปิดตัวก่อนค่ายคู่ปรับตลอดกาลอย่าง Apple ที่จะเปิดตัว iPhone 7 มาในเดือนกันยายนนี้ ถ้าใครที่มีความคิดว่าเบื่อ Android แล้ว อยากจะเปลี่ยนมาใช้ IOS บ้าง ก็ต้องรอกันอีกนิดหนึ่งนะครับ แต่ถ้าใครที่ใช้ Android อยู่แล้วและไม่อยากเปลี่ยน หรือ ใช้ IOS เบื่อแล้ว อยากเปลี่ยนมา android บ้าง แล้ว Note 7 ที่เปิดตัวมาแล้ว ฟี่เจอร์เด็ดๆ ก็เผยมาหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปรอ iPhone 7 แล้ว ก็ลองเข้ามาอ่านข้อมูลเกี่ยวกับ gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้กันว่า Samsung galaxy note 7 เราควรเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนดี

   ซึ่งในช่วงที่เปิดตัว Note 7 มานั้นก็มีกระแสที่แรงพอสมควร ก็ทำให้มีเพื่อนๆ เข้ามาถามทาง inbox ของเว็บไซต์ 108plaza ของเรากันมากมายเลยว่า ควรเปลี่ยนสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ไปใช้ Note 7 ดีหรือไม่ ในราคาที่เกือบๆ 3 หมื่นบาทเนี่ยนะครับ มันก็เป็นเงินไม่ใช่น้อยๆ เพราะฉะนั้น ในบทความของเราตอนนี้ก็เลยมีคำตอบให้เพื่อนๆ แบบนี้ว่า ประการแรก ถ้าคุณใช้สมาร์ทโฟนเครื่องเก่ามานานเกิน 3 ปีแล้ว แล้วมีงบพอ คำตอบคือควรเปลี่ยน ต่อมา ถ้าใครที่ใช้ Note ตัวแรกเลย ก็ควรเปลี่ยน หรือ Note 2 ก็ควรเปลี่ยน เพราะว่ามันนานเกินไปแล้ว

   ทีนี้มาที่ Note 3 ใครที่รักในตระกูล Note ทั้งหลาย ใช้งานมาโดยตลอด แล้วก็คิดที่จะใช้ในตระกูลนี้ต่อไปเพราะว่ามันมีปากกาเนี่ยนะครับ ใครที่มีงบพออยากจะเปลี่ยนก็ควรเปลี่ยน เพราะว่าจาก Note 3 มาเทียบกับ Note 7 ก็ถือว่ามีการอัพเกรดอะไรเพิ่มขึ้นมามากพอสมควร ทั้งเรื่องของฟี่เจอร์ต่างๆ เรื่องของกล้องที่อัพเกรดขึ้นมาใหม่ ตัวสเปคก็มีการอัพเกรดขึ้น วัสดุ บอดี้ต่างๆ ก็มีการอัพเกรดขึ้น ดังนั้น ใครที่ใช้ Note 3 อยู่ตอนนี้ แล้วคิดว่ามีงบพอที่จะเปลี่ยน แอดมินฟันธงเลยว่าควรเปลี่ยนครับ

   แต่ถัดมา สำหรับคนที่ใช้ galaxy note 4 อยู่ มันก็มีประเด็นที่ให้ต้องคิดหนักและลังเลอยู่เหมือนกัน ว่าควรเปลี่ยนหรือไม่ควรเปลี่ยนดี เพราะตอนที่ตัว Note 5 ออกมาใหม่ๆ หลายๆ คนก็ใช้ Note 4 เหมือนเดิมเลย เพราะว่ารุ่นใหม่ที่ออกมามันไม่สามารถเพิ่มเมมโมรี่ได้ แล้วก็ไม่สามารถถอดแบตเตอร์รี่ได้ แล้วก็ใช้ได้แค่ 1 ซิมการ์ดเท่านั้นสำหรับในตัว Note 5 ก็ถือว่ามันกักสเปคพอสมควร อะไรแบบนั้น ก็เลยไม่อยากจะเปลี่ยน แต่ทีนี้ พอมาเป็น Note 7 มันรองรับ 2 ซิม มันใส่เมมโมรี่ได้แล้ว แต่มันถอดแบตไม่ได้ แต่ก็เพิ่มความจุแบตมาให้ แล้วก็มีระบบชาร์จไวด้วย เพราะฉะนั้น คนที่ใช้ Note 4 อยู่ตอนนี้ แอดมินให้คำแนะนำว่า ขึ้นอยู่กับความต้องการเหล่านี้ครับ ถ้าคุณมีงบพอ ถ้าคุณต้องการอัพเกรดตัวเอง บอดี้สวยขึ้น เครื่องหรูหราขึ้น ฟี่เจอร์เด็ดๆ ก็มีมากขึ้นกว่า Note 4 แล้วกล้องก็ดีขึ้นกว่าเดิมด้วย มีสแกนม่านตา สามารถกันน้ำได้ มีปากกาที่เขียนได้ดีขึ้นกว่าเดิม ฉะนั้น ถ้าคิดว่ามีงบพอ ไม่เดือดร้อน แล้วก็สามารถใช้งานฟี่เจอร์เหล่านี้ได้ครบถ้วย ก็จัดไปอย่ารอช้า เปลี่ย่นได้เลย

   มาถึงคนที่ใช้ Note 5 อยู่ตอนนี้ คิดหนักเลย ว่าควรเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนดี หลายคนบอกว่าพึ่งไปถอย Note 5 มาเมื่อไม่นานมานี้เอง ในช่วงลดราคาก่อนเปิดตัว Note 7 เอาล่ะสิงานนี้ ทำอย่างไรดี บอกตามตรงเลยครับว่า ถ้าเพื่อนๆ มีเงินพอ งบมี ถึงแม้ว่าพึ่งใช้ Note 5 แต่พอไปเห็น Note 7 ใจเรียกร้องอยากได้ ก็จัดไปอย่ารอช้า แต่สำหรับคนที่เน้นความคุ้มค่าเป็นหลักล่ะทำอย่างไรดี เพราะ Note 5 กับ Note 7 สเปคและฟี่เจอร์มันไม่ได้ห่างกันมากแบบที่ต้องหวือหวาเลย สเปคจาก RAM 3 ไป 4 แค่นั้นเอง เรื่องของกล้องก็ใกล้เคียงกันมากเลย ไม่ได้โดดเด่นไปกว่ากันมากสักเท่าไหร่ สิ่งที่เปลี่ยนก็แค่กันน้ำได้ s pen ดีกว่านิดหน่อย

   แอดมินของสรุปแบบนี้แล้วกันสำหรับ gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ ถ้าใครที่ใช้ Note 5 อยู่ หรือ ใครที่กำลังมองหา galaxy Note อยู่ ไม่อยากจะเสียเงินมาก ไปซื้อ Note 7 ที่ราคาค่อนข้างสูง ก็มีงบน้อยนิดหนึ่ง ตอนนี้ราคา Note 5 ก็ลดลงมาแล้ว แล้วคนที่มี Note 5 อยู่แล้ว ยังใช้ได้ดีอยู่ งบจะซื้อใหม่ก็ยังไม่ค่อยมี คำตอบคือใช้ Note 5 ไปก่อนได้อีกนานเลย เพราะบอดี้ก็โลหะคล้ายๆ กัน แต่ใครที่อยากได้มือถือที่มีปากกา แล้วงบน้อยก็อย่างที่บอกไป ไปซื้อ Note 5 มาใช้ก็ยังถือว่าไม่ตกเทรนด์ ทุกอย่างก็ยังรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดีเหมือนกัน

รีวิว Zhiyun Z1 Smooth-C อุปกรณ์ที่จะช่วยให้การ Live ผ่านโซเชียลด้วยกล้องมือถือให้ภาพนิ่งขึ้น ดู smooth ขึ้น ภาพไม่สั่น แพนได้ตามต้องการ

 

   ยุคนี้ใครๆ ก็พากันถ่ายทอดสดผ่านทางวีดีโอของตัวเอง หรือการ Live สดนั้นเอง ก็มีหลากหลายช่องทาง ทั้ง facebook , youtube, instragrame หรือช่องทางโซเชียลอื่นๆ มากมายก็มีให้ Live กันสดๆ แล้ว แต่หลายๆ คนที่ชอบถ่ายทอดสดแล้วมันเกิดปัญหาอย่างหนึ่งก็คือว่า เวลาที่เราจับสมาร์ทโฟนของเราถ่ายทอดสดอยู่นั้น มันจะมีภาพที่สั่น ภาพไม่นิ่ง ทำให้คนดูนั้นดูยาก ดูลำบาก ไม่น่าดู แล้วก็ทำให้เวียนหัวในบางครั้งที่ต้องแพนกล้องไปมาๆ อยู่เรื่อยๆ รวมไปถึงการเดินไปด้วย ถ่ายทอดสดไปด้วย ก็ทำให้วีดีโอที่ได้นั้นมันสั่นไหว ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป ด้วยอุปกรณ์เสริมที่จะมาช่วยให้คุณไม่ต้องไปหาซื้อกล้องถ่ายวีดีโอราคาแพงๆ ใช้กล้องจากสมาร์ทโฟนของเราปกตินี่แหละ เพียงแค่มี gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้

   Zhiyun Z1 Smooth-c นีคือชื่อของอุปกรณ์เสริมที่เรานำมารีวิวกันใน 108plaza ตอนนี้เลย เพื่อนๆ ที่ยังไม่เคยเห็นหรือยังไม่คุ้นเคย นึกภาพง่ายๆ ว่ามันก็คือไม้เซลฟี่อะไรประมาณนั้น คือเราก็ต้องเอาสมาร์ทโฟนของเรา ที่สามารถใช้ได้ตั้งแต่หน้าจอขนาดเล็ก 4 นิ้ว จนหน้าจอขนาดใหญ่ประมาณ 6 นิ้ว ก็ใช้ได้ทั้งหมดเลย แล้วก็สามารถใช้กับสมาร์ทโฟนทุกรุ่น ทุกฝั่ง ไม่ได้จำกัดว่ามันต้องเป็น IOS หรือ android นะครับ เพราะตัว smooth-c ตัวนี้จะมีระบบที่เรียกว่ามันคล้ายๆ กับตัวเคลนที่ช่างกล้องที่ชอบใช้ถ่ายรายการกันในสตูแบบนั้นเลย แต่ก็จำลองการใช้งานมาแบบนั้นเลย เมื่อเราใส่สมาร์ทโฟนของเราลงไปปุบตรงที่ตัวหนีบ มันจะมีระบบไฟฟ้าที่จะหมุนตัวสมาร์ทโฟนของเรานั้นมันหมุนอยู่ในแกนกลางมากที่สุด คือพูดง่ายๆ ว่ามันจะไม่เองไปตามมือเรา มันจะไม่สั่นไปตามมือเรา ในขณะที่เราสั่นมือหรือเดิน ภาพมันก็จะนิ่ง หรือ เราต้องการจะถ่ายทอดสดแบบอัดรายการอยู่ แบบว่าหันกล้องมาทางเราเพื่อพูด แล้วจากนั้นก็แพนกล้องไปทางซ้าย ไปทางขวา เพื่อไปโฟกัสกับบุคคลอีกคนหนึ่งหรือไปโฟกัสสิ่งของที่เราอยากจะนำเสนอในการถ่ายทอดสดครั้งนั้น อะไรแบบนี้ ก็จะมีปุ่มให้กดตรงด้ามจับให้เราได้กดแพนซ้าย แพนขวา กดขึ้นกดลง ตามมุมกล้องที่เรานั้นอาจจะบังคับ มันเหมือนกับไม้เซลฟี่ที่มีปุ่มบังคับทิศทางแบบนั้นเลย แต่ข้อดีคือมันจะทำตัวให้เหมือนกับระดับน้ำที่ขนาดกับพื้นโลกอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าเราจะเอียงมือหรือมือไม่นิ่ง กล้องก็ยังคงอยู่ในแกนขนาดอยู่เช่นเดิม แบบนั้นเลย ก็จะมีตัวอย่างให้เห็นอย่างในรูปตัวอย่างสินค้าด้านบนนะครับ

   ตัวเครื่อง Smooth-c นั้นจะใช้แบตเตอร์รี่ 2 ก้อนอยู่ด้านใน สามารถที่จะเสียบชาร์จแบตเตอร์รี่ได้ แต่หลังจากที่แอดมินได้ลองใช้งานกับสมาร์ทโฟนที่จอใหญ่ๆ อย่างตัว iphone 6s plus หรือตัว galaxy note 5 หรือตัว galaxy note 7 ที่หน้าจอใหญ่ๆ ตัวเครื่องหนักๆ เนี่ยนะครับ มันจะมีปัญหาเรื่องจุดศูนย์ถ่วง จะทำให้ตัวสมาร์ทโฟนนั้นหัวดิ่งลงทันที แต่เขาก็มีตัวแก้ปัญหามาให้ในกล่อง เป็นตัวแม่เหล็กที่เป็นตัวลูกตุ้มถ่วงน้ำหนักอยู่ ก็สามารถใช้งานได้กับสมาร์ทโฟนทุกรุ่นอย่างไม่มีปัญหาอะไร ก็จะมีแม่เหล็กหลายๆ ขนาดแถมมาให้ในกล่องตอนที่ซื้อมานะครับ เพื่อนๆ หลายคนที่มีใช้อยู่ตอนนี้อาจจะไม่ทราบว่าทำไมมันใช้งานไม่ได้ ตัวไม้จับมันเสียไหม อะไรแบบนี้ คือต้องใช้ตัวลูกตุ้มถ่วงน้ำหนักด้วยสำหรับสมาร์ทโฟนจอใหญ่ แน่นอว่าราคาที่เปิดตัวมานั้น มันอาจจะไม่ได้ถูกมากสักเท่าไหร่ แต่มันก็ไม่ได้แพงมาก เปิดตัวมาก็มีหลายๆ ร้านค้าไอทีชั้นนำทั่วไปก็นำเข้ามาวางจำหน่ายกันแล้ว ในราคาบางร้ายก็ 8 พันบาท บางร้านก็ 7 พันบาท ก็ลองๆ เข้าไปหาสอบถามดู ก็อาจจะมีโปรโมชั่นที่ราคาอยู่ประมาณนี้ ถ้าใครหาได้ถูกกว่านี้ก็เป็นการดีมากเลยทีเดียว เพราะหลังจากที่แอดมินได้ลองใช้งานมาแล้ว แล้วก็เช็คคุณภาพของวีดีโอที่เดี่ยวนี้กล้องสมาร์ทโฟนก็ถือได้ว่าคุณภาพดีมากแล้ว ถ่ายได้ในระดับ 4K ด้วยในบางรุ่น แล้วก็มีอุปกรณ์เสริมแบบนี้เข้ามาช่วยก็ทำให้ภาพที่ออกมานั้นมันดูเนียนตา ดูง่าย น่าสนใจมากขึ้น

   เพื่อนๆ คนไหนที่มีรายการสด ชอบ Live บนโซเชียล ก็ลองๆ ไปหา gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้มาใช้งานกันได้เลย แล้วก็เชื่อว่าในอนาคตก็อาจจะมีแบรนด์อื่นๆ ที่เปิดตัวมาในราคาที่ถูกกว่านี้ตามๆ มาอีกเยอะเลย ใครที่คิดว่าราคามันแพงอยู่ก็อดใจรอแล้วก็ค่อยซื้อมาใช้งานก็คงไม่สายนะครับ

รีวิว Samsung galaxy Note 7 Blue Coral ความรู้สึกจับครั้งแรกสีฟ้า ใครอยากได้ ใครอยากรู้สีฟ้าเป็นอย่างไร ติดตามได้ที่นี่

 

   หลังจากที่ Samsung ปล่อยสมาร์ทโฟนเรือธงที่ดีที่สุดของทางค่ายออกมา นั้นก็คือตัว galaxy note 7 นั้นเอง ซึ่งแน่นอนว่า gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ ทางแอดมินและทีมงาน 108plaza ก็เคยเขียนรีวิวไปแล้วในหลายๆ ส่วน ถ้าเพื่อนๆ คนไหนที่ยังไม่ได้เข้ามาติดตาม เข้าไปอ่านเรื่องของสเปค เรื่องของฟี่เจอร์เด็ดๆ การสแกนม่านตา การกันน้ำได้ถึงระดับ IP68 ที่กันได้แม้กระทั่งปากกาที่ไปเขียนในน้ำได้เลย แล้วก็มีฟี่เจอร์การใช้งานอื่นๆ ก็ลองเข้าไปหาอ่านกันได้เลย แต่ในตอนนี้ แอดมินได้ตัวเครื่องที่คิดว่าหาได้น้อย แล้วก็ยังไม่ค่อยมีใครได้มา เพราะว่าตัวเครื่องจริงๆ ที่จะวางขายกันทั่วไประเทศ ก็คือวันที่ 9 กันยายน แต่ใครที่จองเอาไว้ก่อนก็จะได้มาแล้วในช่วงนี้ แต่จะได้แค่ 3 สี ก็คือ ตัวสีเงิน สีทอง แล้วก็สีดำ แต่เราได้มาแล้ว ก็คือ สีฟ้า ที่ซัมซุงเองจะปล่อยออกมาทีหลัง ใครที่อยากจะรอหรือไม่รอดี จะเอาสีฟ้าดีไหม อะไรแบบนี้ มาอ่านรีวิวนี้ก็น่าจะพอตัดสินใจได้เหมือนกัน

   ถ้าเพื่อนๆ ดูจากในรูปด้านบน ก็จะพอทราบถึงอารมณ์ความเป็นสีฟ้า Blue coral ของตัว galaxy note 7 ได้ประมาณหนึ่งนะครับ ในส่วนที่เป็นสีฟ้า ก็จะของตัวเครื่องด้านหน้า ด้านบน ด้านล่าง แล้วก็ตัวเครื่องด้านหลังทั้งหมด จะเป็นสีฟ้า พอกดปากกา s pen ออกมา ก็จะเป็นสีฟ้าเช่นกัน แล้วก็มีคำว่า Samsung เขียนติดเอาไว้เลย แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าตรงขอบเครื่องด้านข้าง รอบๆ ตัวเครื่อง มันจะเป็นสีทอง ตัวปากกาด้านบนก็เป็นสีทอง เสียบปากกาลงไปก็จะกลืนเป็นสีเดียวกันกับขอบเครื่อง นี่คือจุดเด่นของ note 7 สีฟ้า

   ถ้าถามแอดมินว่าความรู้สึกมันเป็นอย่างไรบ้างกับ สีฟ้า ก็ต้องบอกตามความรู้สึกว่า แอบเสียใจนิดๆ ว่า ทางซัมซุงน่าจะทำสีฟ้าที่มันเข้มกว่านี้สักนิดหนึ่ง คือถ้าอยู่ในแสงปกติ ในห้องที่มีแสงน้อย ก็จะพอรู้อยู่ว่ามันคือสีฟ้า แต่พอไปเจอหลอดไฟสว่างๆ ไปอยู่กลางแจ้ง มันก็จะทำให้กลายเป็นสีเงินทันที แล้วทีนี้หลังจากแอดมินได้ตัวเครื่องสีฟ้ามาใช้งานจริงๆ ในชีวิตประจำวันมาสักประมาณ 1 สัปดาห์แล้ว ก็ยังไม่มีใครทัก ใครเข้ามาถามว่านี่คือ note 7 สีฟ้าใช่ไหม อะไรแบบนี้นะครับ คือถ้าตามความคิดที่คิดเอาไว้ สีฟ้า กับ สีเงิน มันก็คงใกล้เคียงกัน แต่ถ้าซัมซุงทำสีฟ้าออกมาให้เข้มกว่า แล้วก็สีฟ้าขอบทอง มันอาจจะไม่ค่อยเข้ากันสักเท่าไหร่ อันนี้ก็ต้องแล้วแต่คนชอบนะครับ แต่ถ้าแอดมินคิดเป็นสีฟ้าแบบเมทอล สีเข้มๆ ทำให้ดูแตกต่างจากสีเงิน อะไรแบบนี้คิดว่าน่าจะสวยกว่า ขอบตัวเครื่องก็เป็นสีเดียวกันไปเลย ก็คิดว่าน่าจะสวยกว่านี้

   นอกจากเรื่องของสีที่รีวิวกันไปแล้ว ก็คงไม่มีอะไรมาก ก็คงขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลก็ลองไปดูเครื่องจริงกันได้ถ้าเพื่อนๆ อยากจะรอตัวเครื่องสีฟ้าออกมาวางตลาด แต่ถ้าใครที่ไม่จำเป็นสีฟ้า สีเงิน ก็สีคล้ายๆ กันแยกแทบไม่ออก ก็ซื้อสีเงินได้เลย แต่ในส่วนที่จะรีวิวในการใช้งานจริงที่เจอมากันบ้างดีกว่า แน่นอนเดี่ยวนี้ฮิตเกมส์โปเกม่อน ต้องบอกเลยว่าแบตเตอร์รี่ note 7 ก็ยังถือว่าไม่ได้อึดมากนัก ถ้าเล่นเกมส์หนักๆ ไปสัก 3-4 ชั่วโมง แบตเตอร์รี่ก็แทบจะเอาไม่อยู่แล้วนะครับ คือแบตมันก็ไม่ได้อึดมากๆ เหมือนที่เคยใช้สมาร์ทโฟนแบรนด์จีนบางรุ่นที่แบต 3000 mAh เหมือนกัน แต่ทำได้อึดกว่านี้ คือเล่นกันได้ยาวๆ มากกว่า 4 ชั่วโมงก็ยังเหลือๆ อยู่ แต่ข้อดีของ note 7 ที่เล่นเกมส์นานๆ ตัวเครื่องไม่ค่อยร้อนสักเท่าไหร่ แต่พอรู้สึกได้ว่ามีอุ่นๆ บ้าง แล้วที่คิดว่าดีกว่าเดิม ดีกว่า s7 ดีกว่า note 5 ก็คือเรื่องของหน้าจอที่มีความคมชัดระดับ QHD รู้สึกว่าจอดีมากเลย จอสวย จอชัด ก็ถือว่าเป็นจอที่มีคุณภาพสูงที่สุดในสมาร์ทโฟนทุกรุ่นเลยก็ว่าได้

   จุดเด่นอีกหนึ่งสิ่งที่คิดว่าดี มีให้ใช้งานแล้วมันดีกว่ารุ่นอื่นๆ ก็คือตัว ปากกา s pen คือหลายคนมักจะเทียบว่ามันดีกว่า apple pencil ไหม ต้องบอกเลยว่าการเขียน การวาดภาพ การทำงานด้วยปากกา s pen ถือว่าดีกว่า รองรับได้มากกว่า แต่ต้องบอกว่า ณ ตอนนี้ แต่ถ้าในอนาคตอีกไม่นานนี้ ต้องรอดูว่าทาง apple จะงัดไม้เด็ดอะไรมาแข็งกันอีกในการเปิดตัว iPhone 7 อีกไม่กี่วันนี้ อย่างไรแล้วก็ลองไปทดสอบใช้งานกันได้สำหรับ gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้นะครับ ถ้าชอบแล้วก็มีงบพอ ก็ลองไปหาซื้อกันได้

รีวิว D-LINK DSL-2877AL ROUTER 5GHz รองรับมาตรฐาน AC ตัวช่วยที่จะทำให้เน็ตแรงขึ้น สัญญาณดีขึ้น

 

   หลายๆ คนชอบบ่นว่า wifi ที่บ้านเราทำไมมันช้า ทั้งๆ ที่ก็อัพโปรให้มีความแรง ความเร็วขึ้นมาแล้ว ก็ยังช้าอยู่ดี จ่ายเงินไปต่อเดือนก็เยอะอยู่ แต่กลับได้สัญญาณอินเตอร์เน็ต wifi มาใช้แบบหลุดๆ ติดๆ อะไรแบบนี้ อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้อินเตอร์เน็ตช้าก็อาจจะเกิดจาก ROUTER ของเราที่มันอาจจะไม่รองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างระบบ AC ก็เป็นได้ ดังนั้น 108plaza ก็มีอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์จาก D-LINK มาทำการรีวิวกัน เพื่อช่วยให้อินเตอร์เน็ต wifi ในบ้านของคุณนั้นเร็วและแรงขึ้นก็ได้ ไปติดตามการรีวิวกันเลย

   D-LINK DSL-2877AL ROUTER เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ไอทีที่หลายๆ บ้านต้องมีและยังใช้งานกันในรูปแบบเก่าๆ อยู่ ซึ่งอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช่งานร่วมกันอย่าง สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค แท็ปเล็ด ไอแพ็ด ไอโฟน ต่างๆ ของท่านที่ใช้งานถ้าเป็นรุ่นใหม่ๆ จะมีตัวรับสัญญาณ Wireless ที่มันเป็นมาตรฐาน AC หมดแล้ว แต่บางบ้านยังไม่ได้เปลี่ยนเลาท์เตอร์ ยังใช้แบบเก่าอยู่ ก็ทำให้การรับ-ส่งสัญญาณ wifi นั้นช้าลงได้

   ในส่วนของสเปคเบื้องต้นของเลาท์เตอร์รุ่นนี้ ก็จะมีมาตรฐานเป็นแบบ ADSL แต่ล่าสุดก็สามารถที่จะอัพเฟิร์มแวร์ขึ้นมาเป็นมาตรฐาน VDSL ได้แล้ว ถ้าเพื่อนๆ คนไหนที่ใช้เลาท์เตอร์ตัวนี้อยู่แล้วยังไม่ได้อัพเฟิร์มแวร์ก็ลองเข้าไปอัพเกรดอุปกรณ์กันได้ ตัวเครื่องเลาท์เตอร์นั้นมี 3 เสาส่งสัญญาณ แต่จุดเด่นอยู่ตรงที่เสากลางจะเป็นเสาที่ส่งสัญญาณแบบ 5GHz ได้ด้วย ก็รองรับมาตรฐาน AC นั้นเอง แล้วก็เสาส่งสัญญาณอีก 2 เสาที่เหลือก็จะส่งสัญญาณแบบ 2.4GHz ได้พร้อมๆ กันแบบ Dual Band ได้ด้วย ในกล่องที่ให้มาก็มีแค่ตัวสาย LAN ความยาวประมาณ 1 เมตรแถมมาให้ 1 เส้น แล้วก็มีตัวปลั๊กอแด็ปเตอร์ที่เสียบไฟเท่านั้นเอง การใช้งานเมื่อใช้ไปยาวๆ เสียบใช้งานกันทั้งวันทั้งคืน ซึ่งปกติหลายๆ บ้านก็จะไม่ค่อยถอดเลาท์เตอร์กันสักเท่าไหร่ ก็พบว่าอุณหภูมิที่ด้านหลังตัวเครื่องนั้นค่อนข้างร้อนเลยทีเดียว วัดอุณภูมิได้ประมาณ 42 องศา ก็ถือว่าข้อเสียจะอยู่ที่ความร้อนนี่แหละครับ ที่อาจจะต้องมีการถอดเพื่อให้ตัวเครื่องเย็นลงบ้างในช่วงเวลาที่ไม่ได้ใช้งานหรือตอนที่ไม่มีใครอยู่บ้าน แต่ความร้อนก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ตัวเครื่องไม่ตัดการปล่อยสัญญาณ ยังสามารถใช้ได้ปกติ ตัวเครื่องของเลาท์เตอร์รุ่นนี้ก็เป็นการวางตั้งกับโต๊ะได้เท่านั้น ไม่สามารถที่จะแขวนติดกำแพงได้ เพราะไม่มีช่องให้แขวนมาที่ด้านหลังตัวเอง ก็มีไฟ LED บอกสถานะต่างๆ ของตัวเครื่องที่สามารถตรวจสอบความผิดปกติของสัญญาณได้อย่างชัดเจน

   เลาท์เตอร์รุ่นนี้รองรับการใช้งานแบบ WPS ที่สามารถใช้งานได้แบบไม่ต้องใส่รหัสผ่านก็ได้ ทั้งระบบ 2.4GHz และ 5GHz ส่วนพอร์ดเชื่อมต่อต่างๆ จะอยู่ที่ด้านหลังของตัวเครื่องทั้งหมดเลย จะมีพอร์ดที่เสียบสายโทรศัพท์หรือว่าพอร์ด RJ-11 ถัดมาก็จะมีพอร์ด LAN มาให้ทั้งหมด 4 พอร์ดด้วยกัน ถัดมาก็จะมีพอร์ด USB 3.0 อยู่ 1 พอร์ด ดังนั้นในเลาท์เตอร์ตัวนี้จะสามารถรับสัญญาณอินเตอร์เน็ตขาเข้ามาได้ทั้งหมด 3 ช่องทางด้วยกัน แต่ก็ต้องเลือกว่าจะใช้พอร์ดไหน ไม่สามารถทำโหลดบาลานท์ได้พร้อมๆ กับทั้ง 3 ช่องทางได้ ถัดมาด้านข้างของเลาท์เตอร์ก็จะมีพอร์ด USB 3.0 อีกหนึ่งพอร์ด เพื่อที่จะใช้เป็น Interner server หรือ Stored server ก็ได้ แล้วก็จะมีปุ่มกด WPS ทั้งแบบ 2.4GHz และ 5GHz อยู่ด้านข้างของตัวเครื่อง

   ในส่วนของการทดสอบใช้งานแบบทั่วไป ทั้งแบบ 2.4GHz รวมไปถึงการใช้งานแบบมาตรฐาน AC แบบ 5GHz ในช่วงแรกที่ยังไม่ได้อัพเฟิร์มแวร์ต้องบอกว่าค่อนข้างที่จะหลุดบ่อยอยู่บ้างในการใช้ wifi แต่พอได้ทำการอัพเฟิร์มแวร์ที่ทางค่ายของ D-LINK ส่งมาให้อัพก็รู้สึกว่าใช้งานได้อย่างต่อเนื่องมากขึ้น เมื่อทำการ Test speed แล้วผ่านการใช้งานแบบ wifi แล้วด้วย ซึ่งความเร็วของอินเตอร์เน็ตที่ใช้อยู่ก็ 50Mb ก็ทำการทดสอบค่า ping ได้ที่ประมาณ 18 Up speed ก็อยู่ที่ 48Mb เท่านั้นเอง ตรงนี้อาจจะเป็นข้อเสียที่การปล่อย wifi ออกมาได้ไม่เต็มที่สักเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่ามีความคลาดเคลื่อนที่น้อยมาก การใช้งาน wifi ก็ถือว่าลื่นไหลดีเลย

   ต้องบอกอย่างนี้ครับว่า gadget สินค้าอินเทรนด์รุ่นนี้ ที่นำมารีวิว มันเหมาะกับการใช้งานในบ้านแบบทั่วไปที่มีราคาประมาณ 2 พันบาทเท่านั้น ประสิทธิภาพต่างๆ อาจจะไม่ได้เต็มร้อยเหมือนราคาแพงๆ แต่มันก็ทำได้เกือบเต็มร้อยเลย ถือว่าถ้าใช้งานในบ้าน ที่มีอุปกรณ์ไอที มือถือ โน๊ตบุ๊ค และอื่นๆ เพียงไม่กี่ตัว เลาท์เตอร์ตัวนี้ก็เอาอยู่สบายๆ ครับ ในราคาประหยัด

รีวิว Xiaomi MI BAND 2 สายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพรุ่นใหม่ ดีกว่าเดิม

 

   ตอนนี้คนรักสุขภาพมากขึ้น จะสังเกตเห็นว่าสินค้าต่างๆ ที่ผลิตขึ้นมาวางจำหน่ายในบ้านเรา ที่เป็นสินค้าเพื่อสุขภาพ ความงาม นั้นมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่มาในอันดับต้นๆ ของธุรกิจตอนนี้เลย ในวงการไอทีก็เช่นกัน ก็มีนักวิจัยและพัฒนาสินค้าไอทีต่างๆ ขึ้นมามากมาย ทำให้เว็บไซต์ 108plaza ของเราก็ต้องนำเอา gadget สินค้าอินเทรนด์เหล่านั้นมารีวิวให้เพื่อนๆ ได้ติดตามกันอยู่ทุกๆ วันกันเลยทีเดียว แล้ว gadget ในครั้งนี้ของเราก็เป็นสินค้าไอทีรุ่นที่ 2 ของตัว Xiaomi Mi BAND กันแล้ว เรียกได้ว่าได้รับการตอบรับจากผู้คนในบ้านเรากันจำนวนมากเลยทีเดียว ทำให้มีทั้งของจริง ของปลอม ออกมาวางขายกันให้เกลื่อนไปเลย อย่างไงแล้วเพื่อนๆ ที่จะเลือกซื้อสินค้าเหล่านี้ก็ต้องตรวจเช็คกันให้ละเอียดสักนิดหนึ่งนะครับ

   สำหรับสายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพตัว Xiaomi Mi BANd 2 ที่จะมารีวิวนั้น ภาพรวมหลังจากที่ได้ทดสอบใช้งานกันมาแล้ว ก็พบว่าเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้ ถือว่ามีการพัฒนาการใช้งานให้ดีกว่าเดิมเยอะเลยทีเดียว ฉลาดขึ้น ใช้งานได้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น แล้วก็ใช้งานได้นานขึ้นด้วย ในเรื่องของฟังก์ชั่นการใช้งานนั้น ด้านหลังของตัวสายรัดข้อมือก็จะมีตัวเซนเซอร์ที่จะวัดอัตราการเต้นของหัวใจฝังอยู่ด้วย ในเรื่องของขนาดนั้นจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าตัว Mi BAND 1 , Mi BAND 1S ดังนั้นการจะใช้สายร่วมกันก็คงใช้ไม่ได้ ต้องซื้อแยกต่างหากสำหรับใครที่ใช้รุ่นก่อนหน้านี้นะครับ น้ำหนักของตัวสายรัดข้อมือจะหนักอยู่เพียงแค่ 18 กรัมเท่านั้นเอง ถือว่าค่อนข้างสวมใส่สบาย ไม่รู้สึกว่ามันรำคาญแต่อย่างใด ในส่วนของหน้าจอที่มีอยู่ในตัวสายรัดข้อมือก็จะเป็นหน้าจอแบบ OLED ขนาด 0.42 นิ้ว ก็เป็นหน้าจอที่สามารถใช้งานได้จากตัวเครื่องเพียงอย่างเดียวเลยก็ได้เช่นกัน หรือ ใครจะเชื่อมต่อผ่านแอปไปยังสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานได้หลากหลายด้านมากขึ้นและความสะดวกในการอ่านข้อมูลบนหน้าจอที่ใหญ่กว่าได้ดีขึ้น ก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ตัวหน้าจอที่มีมาให้นั้นสามารถที่จะแสดงผลได้ทั้งการบอกเวลา วัน วันที่ เดือน ปี ได้ครบ นอกจากนั้นยังมีเซนเซอร์ที่จะคอยวัดจำนวนก้าวที่เดิน รวมไปถึงกับเก็บข้อมูลในระยะทางทั้งหมดต่อวันที่เราสามารถเดินไปได้ ถัดมาก็จะสามารถวัดการเผาผลาญแคลลอรี่ที่ทำได้ต่อวัน แล้วก็การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ โดยเราจะต้องสวมใส่สายรัดข้อมือนี้เอาไว้ก่อน แล้วก็ถึงจะวัดค่าต่างๆ ที่ได้กล่าวมาเมื่อสักครู่นี้ได้ นอกจากนั้นทั้งหมดที่สามารถวัดได้นั้น สามารถกดดูได้จากหน้าจอของตัวสายรัดข้อมือได้เลย โดยที่ไม่ต้องเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนก็ได้ด้วย เมื่อแอดมินได้ลองสวมใส่ดูแล้วนั้น ก็พบว่าตัวสายทำมาจากวัสดุที่ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม มีความรู้สึกว่ามันสวมใส่สบาย แล้วก็ไม่ค่อยเกิดอาการแพ้ง่าย เวลาที่มีเหงื่อหรือระคายเคืองใดๆ เหมาะสำหรับผู้ที่ผิวแพ้ง่ายเช่นกัน นอกจากนั้นตัว Mi BAND 2 ก็มีระบบพลิกข้อมือขึ้นมา หน้าจอก็จะแสดงผลบอกเป็นนาฬิกาให้เราได้เห็นอีกด้วย แต่พอพลิกข้อมือกลับหน้าจอก็จะดับ เพื่อเป็นการประหยัดแบตเตอร์รี่นั้นเอง

   สำหรับใครที่ชอบออกำลังกายด้วยการว่ายน้ำ ดำน้ำ ก็สามารถที่จะใส่ตัว Mi BAND 2 นี้ใส่ลงน้ำได้เช่นกัน เพราะมีมาตรฐาน IP68 สามารถที่จะกันน้ำได้ ถัดมาในส่วนของอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องนั้น ก็จะมีเพียงแค่สายชาร์จแบตเตอร์รี่เท่านั้นเอง นอกจากนั้นในกล่องก็จะมีคู่มือการใช้งาน แล้วก็ ใบรับประกันตัวสินค้าต่างๆ เท่านั้น แต่ก็ต้องขอเน้นย้ำกันอีกครั้งหนึ่งว่า สำหรับตัว Mi BAND 2 นั้นก็มีของปลอมออกมาวางจำหน่ายกันแล้วด้วย ก็ต้องตรวจเช็คกันให้ดีสำหรับใครที่ไม่ได้ซื้อที่ศุนย์บริการโดยตรงนะครับ ในส่วนของการใช้งานตัวสายรัดข้อมือที่จะต้องเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนนั้น เราก็จะต้องเข้าไปดาวน์โหลดแอปพลีเคชั่นตัวอ Mi BAND มาติดตั้งไว้ในเครื่อง แล้วจากนั้นก็ทำให้เชื่อมต่อตัวสายรัดข้อมือกับสมาร์ทโฟนผ่านทางบลูทูธ จากนั้นตัวแอปจะให้เรานั้นกรอกข้อมูลเบื้องต้น อย่างเช่น น้ำหนักตัว อายุ เพศ ส่วนสูง และอื่นๆ ที่จะสามารถนำไปคำนวนต่าต่างๆ ทางด้านสุขภาพของเราได้ ก็ไม่ยากเลย สามารถที่จะกดเช็คตัวเลขค่าต่างๆ ได้ผ่านตัวแอปพลีเคชั่นได้เช่นกัน ก็สามารถเก็บข้อมูลได้ดี ลื่นไหล ไม่มีอาการหน่วงหรือเออเรอร์แต่อย่างใดครับ

   ก็ต้องถือว่า gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ สามารถใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนได้ดีเลยทีเดียว ตัวแบตเตอร์รี่ในสายรัดข้อมือก้สามารถใช้งานได้นาน 20 วันต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ก็ถือว่านานพอสมควรเลย