พรีวิว New Honda City 2017 ปรับโฉมใหม่ไมเนอร์เชนจ์ เพิ่มความทันสมัยและความปลอดภัยเปิดตัวแล้วในเมืองไทย

 

       ถ้าจะพูดถึงรถยนต์จากค่าย Honda ในรุ่น City นั้นถือว่าได้รับความนิยมกันในทุกๆ รุ่น ทุกเวอร์ชั่นมาตลอดหลายปีในเมืองไทยเรา ก็กลายเป็นอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์ของหลายๆ คนที่กำลังรอคอยการเปิดตัวในปี 2017 นี้ด้วย ซึ่งถือว่าตอนนี้ 108plaza ของเราก็มีข้อมูลเบื้องต้น สเปคคร่าวๆ พร้อมกับราคาเปิดตัวมานำเสนอกันก่อนเป็นพรีวิว ส่วนการทดสอบขับและรีวิวฉบับเต็มๆ นั้นต้องตามมาในไม่ช้าอย่างแน่นอน ก็รอติดตามอ่านบทความกันได้ที่นี่เช่นเคย

ด้วย New Honda City 2017 นี้ก็มาพร้อมกับแนวคิด ประหยัดเชื้อเพลิง ให้ความสะดวกขณะขับ และเพิ่มความปลอดภัยในทุกการเดินทาง ซึ่งการปรับเปลี่ยนโฉมของรถยนต์คันนี้ ก็จะมีการเปลี่ยนไปในทิศทางที่ทันสมัยมากขึ้น และ มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ทันสมัยมากขึ้นด้วย

New city มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ LED ในรุ่น sv, sv+ และเป็นครั้งแรกที่ไฟ LED daytime จะมาในทุกรุ่นย่อย และมีไฟตัดหมอก LED ในรุ่น sv,sv+ ซึ่งใช้การสะท้อนแสงภายในโคม ช่วยลดการใช้พลังงาน มาพร้อมกับการดีไซน์กันชนทั้งด้านหน้าและด้านหลังใหม่ และ กระจังหน้าแบบใหม่ ตกแต่งเพิ่มเติมด้วยกรอบโครเมี่ยม มาพร้อมกับล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 16 นิ้ว สำหรับรุ่น sv,sv+ ส่วนในรุ่น v,v+ จะเป็นล้อขนาด 15 นิ้ว สำหรับพื้นที่ภายในห้องโดยสารนั้น ก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่ ด้วยการตกแต่งในโทนสีดำ พร้อมคอนโซนหน้าที่มีพื้นผิวต่างกัน พร้อมแผงคอนโซนกลางทรง T และมีทรงแบบแบนเรียบ ซึ่งฮอนด้าแจ้งว่าสามารถเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ได้ดี มาพร้อมกับเบาะสีดำที่มีการเดินด้ายแบบ 2 แถว เป็นรุปทรงเบาะแบบสปอร์ด ในรุ่น sv+ จะมีไฟอ่านแผนที่ LED อยู่ด้านบน และ มีไฟส่องสว่างในห้องโดยสารแบบ LED ด้วย แต่ในส่วนของอุปกรร์อำนวยความสะดวกนั้น จะต่างกันไปตามรุ่นย่อย อาทิ รุ่น v+ ,sv , sv+ จะมีระบบแอร์ออโต้ พร้อมแผงควบคุมแบบสัมผัส และในรุ่น sv+ ชุดเบาะหลังจะสามารถปรับพับได้แบบ 60/40 และในรุ่น sv,sv+ จะติดตั้งลำโพง 8 ตำแหน่ง พร้อมกับมีช่องจ่ายไฟสำรองสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง 2 ช่อง ส่วนด้านหน้าอีก 1 ช่อง นั้นจะมีมาให้ในทุกรุ่นย่อย ถัดมาในรุ่น v+,sv,sv+ นั้นภายในรถจะรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android สามารถเชื่อมต่อหน้าจอได้จากพอร์ด HDMI

สำหรับระบบความปลอดภัยในรถ New Honda City 2017 นี้ ในรุ่น sv,sv+ จะมาพร้อมกกับระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ 7 จังหวะ มีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ และมีปุ่ม multifunction ที่พวงมาลัย และในรุ่น v+,sv,sv+ ก็จะมีระบบควบคุมประตุอัจฉริยะ และ ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะด้วย

ในส่วนของขุมกำลังนั้นยังคงมากับเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.5 ลิตร iVTEC ให้กำลังสูงสุด 117 แ รงม้า แรงบิดสูงสุด 14.8 กก.-ม. ส่วนเกียร์นั้นมีให้เลือกทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะและเกียร์ CVT ในรุ่นเกียร์ธรรมดานั้นมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 18.2 กม./ลิตร ส่วนในรุ่นเกียร์ออโต้นั้น จะมีอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 17.9 กม./ลิตร ซึ่งทั้งสองรุ่นนี้ จะมีตัวเลขที่ไม่ได้ห่างกันมากนัก แต่นี่คือตัวเลขที่มาจากทางฮอนด้าที่ได้การันตีตัวเลขนี้มาจากการทดสอบ ซึ่งในตัวเลขการใช้งานจริงๆ บนท้องถนนจริงๆ อาจจะไม่ได้ถึงตัวเลขนี้ก็ได้ แต่ก็ต้องรอการทดสอบจากทางทีมงานกันอีกครั้งหนึ่งในช่วงของการรีวิว แต่เครื่องยนต์ของฮอนด้า city รุ่นนี้จะสามารถรองรับน้ำมันได้สูงสุดที่ E85 พร้อมเสริมความประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่านั้น ด้วยการให้โหมด Econ มาให้ด้วย เป็นโหมดที่จะช่วยให้เครื่องยนต์นั้นคำนวณการใช้พลังงานเชื้องเพลิงให้ได้ประโยชน์สูงสุด แต่สำหรับเกียร์ออโต้นั้น จะมีอัตราการทดเกียร์ที่กว้าง จะมีแรงบิดที่สูงในรอบเครื่องยนต์ที่ตำลง ก็ทำให้เครื่องยนต์ออกตัวได้ง่ายขึ้นและไม่กินเชิ้อเพลิงมากเท่าไหร่นัก พร้อมกับมีการออกแบบการทรงตัวและการออกตัวใหม่ สามารถตอบสนองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็ต้องไปทดสอบกันอีกครั้งหนึ่งเช่นกัน พร้อมกับระบบความปลอดภัยใหม่ ที่ช่วยลดการเกิดแรงกระแทกในการชน รุ่น sv+ ติดตั้งถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง ส่วนระบบความปลอดภัยพื้นฐานได้แก่ เบรก EBS ระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบควบคุมการทรงตัว VSA ระบบช่วยออกตัวในทางราดชัน HAS และระบบส่งสัญญาณฉุกเฉินเมื่อมีการเบรก ESS

New Honda City 2017 สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้มีราคาเปิดตัวเริ่มต้นที่ 550,000 บาท แล้วก็มีราคาขึ้นไปจนถึงรุ่นท็อปที่ 751,000 บาท ถ้าใครที่สนใจรอการมาของรถยนต์คันนี้ก็ลองเข้าไปทดสอบขับกันได้ตามศูนย์บริการของทางฮอนด้าได้แล้วทั่วประเทศ

      

รีวิว Polk Audio Hampden ลำโพงคอมที่ครบทุกฟังก์ชั่นเป็น Active 2.0 Bluetooth,AUX,USB DAC

 

   เพื่อนๆ คนไหนที่กำลังมองหาลำโพงสักหนึ่งชุด ที่เอาไว้ตั้งบนโต๊ะทำงาน เป็นลำโพงคอม ใช้ร่วมกบ PC, Notebook หรือเครื่องเล่นเพลงต่างๆ ก็สามารถใช้งานได้ รองรับได้ทั้งบลูทูธ สายแจ็ค input aux 3.5 มม. ก็รองรับ แล้วยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเปิดกับคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุค ก็จะสามารถเสียงผ่านพอร์ด USB ได้เลย จะเป็น DAC ในตัว เสียบปุบมองเห็นตัวลำโพงปับ ไม่ต้องลง driver ใดๆ เปิดผ่านพอร์ด USB ให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าการเชื่อมต่อแบบอื่นๆ แน่นอน ซึ่งก็คงจะเหมาะกับทุกท่านที่ชอบฟังเพลงเป็นชีวิตจิตใจ อยากได้ลำโพงคอมดีๆ สักตัวหนึ่งก็ลองมาอ่านรีวิวตอนนี้กันเลย

   นี่คือลำโพงแบรนด์จากต่างประเทศที่มีจุดเริ่มต้นเพียงแค่ 3 คน ที่เป็นเพื่อนกัน แล้วอยากจะทำลำโพงในแบรนด์ตัวเอง ก็เริ่มต้นทำกันเอง ขายกันเอง เมื่อหลายสิบปีก่อน จนโด่งดังมาเป็นบริษัทใหญ่โตอย่าง Polk นั่นเอง แล้วลำโพงชุดนี้ก็มีชื่อรุ่นว่า Hampden จัดว่าเป็นลำโพงบลูทูธอีกหนึ่งรุ่นก็ว่าได้ แต่ลำโพงชุดนี้ไม่ใช่ลำโพงพกพา ไม่มีแบตเตอร์รี่ในตัว เป็นแบบ Active 2.0 ต้องเสียบไฟตลอด และ หมาะมากกับการตั้งบนโต๊ะทำงาน ตั้งเว้นห่างกันประมาณ 1 เมตรขึ้นไป ถือว่าเสียงจะได้มิติที่เหมาะสมมากเลยกับลำโพงรุ่นนี้

   ต้องบอกว่าสไตล์เสียงของลำโพงแบรนด์ polk นั้นตั้งแต่ต้นเลย ก็ถือว่าเป็นลำโพงที่เน้นฟังสนุก ฟังได้นานๆ แต่อาจจะไม่ใช่แนวที่เน้นรายละเอียดของเสียงมากนัก ก็ถือว่าเป็น signature ของแบรนด์เลยก็ว่าได้ สำหรับลำโพง polk hampden รุ่นนี้ ก็จะมีดีไซน์ดูเป็นวินเถจหน่อยๆ สีสันภายนอกก็จะดูเป็นลายไม้สวยงาม อิงธรรมชาติ ในส่วนของการใช้งานนั้น ก็ไม่ได้ยากอะไร แต่ก็มีรายละเอียดเยอะ ที่บริเวณตัวด้านหน้าของลำโพงด้านขวา จะมีปุ่มควบคุมที่เป็นอานาร็อก ก็ดีไซน์วิตเถจเลย แต่จริงๆ แล้วปุ่มเปิด-ปิด และ ปุ่มเพิ่มลดเสียงจะเป็นอานาร็อก ดูเก่าๆ ก็จริง แต่วงการภายในเป็นดิจิตอล สามารถดูสถานะของระดับเสียงได้จากด้านหน้า ก็ถือว่าเป็นวงจรที่เสถียร์เป็นดิจิตอลแบบ DSP เลย ถัดมาก็จะเป็นปุ่มเลือกโหมด ก็จะมีไฟแสดงสถานะอยู่ว่า ถ้าขึ้นสีแดง จะเป็นโหมด aux 3.5 ไฟสีน้ำเงิน เป็นบลูทูธ ไฟสีขาวเป็น USB DAC ก็จะมีง่ายๆ เท่านี้เองสำหรับการใช้งานและปุ่มต่างๆ

   มาดูในส่วนของสเปคของตัวลำโพงภายในกันบ้าง เริ่มต้นด้วยวัสดุที่นำมาทำ driver หรือตัวดอกลำโพงนั้นจะมาจากวัสดุที่เรียกว่าโพรี่โพไพลิน ซึ่งข้อดีของวัสดุแบบนี้ มันสามารถที่จะรองรับความถี่ในย่านเสียงต่ำได้ดี ซึ่งมันจะไม่บิดตัวเมื่อมีการขยับเข้าออก เสียงก็จะไม่ค่อยเพี้ยนนั่นเอง ก็แต่นอนว่าดีกว่าวัสดุที่เป็นกรวยกระดาษแน่ๆ เพราะมีความอ่อนตัวและทำให้เสียงแกว่ง ส่วนตัวดอกลำโพงเสียงแหลมหรือ twitter นั้นจะทำมาจากวัสดุที่เป็นผ้าและโพรี่เอทเตอร์มาร่วมกัน ซึ่งก็จะดึงเอาคุณสมบัติของวัสดุที่เป็นผ้านั้นก็คือ จะให้เสียงแหลมที่นุ่มนวล ไม่บาดหู มีความใส แต่พอมาเป็นโพรี่เอทเตอร์ มันก็จะช่วยในเรื่องของการแสดงตำแหน่งของเสียงแหลม เรื่องดนตรีที่อยู่ในย่านเสียงแหลมทั้หงมด มันจะทำให้ไม่ผิดเพี้ยนเรื่องมิติเสียงนั่นเอง จะรู้สึกได้ว่าเครื่องดตรีชนิดนี้อยู่ใกล้หรืออยู่ไกล ตำแหน่งเป็นอย่างไร ตรงนี้สัมผัสได้ รู้สึกได้จากตัวลำโพงชุดนี้ ส่วนบอดี้ด้านนอก ด้านข้าง จะให้วัสดุที่เป็นตู้ไม้แท้มาทำ แต่จะเคลือบด้วยผิวที่เป็นเนื้อไม้แบบไม้วีเนี่ยร์ ทำสีเป็นโทนสีซีบลาโน่มา ก็สัมผัสได้ว่าเป็นลายไม้แท้ดูสวยงาม ดูวินเถจอย่างที่บอกไป พร้อมกับดีไซน์ตัวตู้เอง ก็จะมีการทำมุมแบบเอียงขึ้น ตามรูปจะเห็นได้ว่าเอียงขึ้นประมาณ 20 องศาจากพื้น ข้อดีตรงนี้ไม่ใช่แค่ดีไซน์อย่างเดียว แต่มันจะช่วยในเรื่องของการเปิดเพลงเสียงดังๆ แต่เป็นลำโพงคอม คือวางไกล้ตัว ใกล้หูเรามากๆ มันจะช่วยให้เสียงไม่เข้าหูเกินไป ทำให้ฟังเพลงได้นานๆ ไม่เจ็บหู ไม่บาดหู นั่นเอง

   ส่วนด้านหลังของลำโพงบลูทูธ Polk Hampden รุ่นนี้ก็จะมีแผงระบายความร้อน พร้อมช่องเสียบอแด็ปเตอร์ที่มีให้มาในกล่องอยู่แล้ว และ ก็มีช่อง USB DAC เอาไว้เชื่อมต่อกับพีซี โน๊ตบุ๊คทั่วไปได้เลย แนะนำเลยว่าเสียงดีกว่าแจ็ค 3.5 และเชื่อมต่อผ่านบลูทูธแน่นอน รายละเอียดเสียงดีกว่า และก็มีช่องเสียบต่อลำโพงไปฝั่งซ้ายแบบ 4 pin ก็จะมีสายแถมมาให้เรียบร้อย ส่วนราคาก็อยู่ที่ราว 12,xxx บาทกันเลยทีเดียว ใครที่วางงบเอาไว้ประมาณนี้ก็ลองไปหาฟังตัวจริงเสียงจริงกันได้ว่าชื่นชอบหรือไม่ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ

รีวิว Harman Kardon Onyx Mini ลำโพงบลูทูธรูปทรงจานบินขนาดเล็ก พกพาง่ายๆ คุณภาพเสียงไม่ธรรมดา

 

       108plaza ของเราในตอนนี้ ก็มีอีกหนึ่ง gadget ตัวใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวกันมาในช่วงต้นปี 2017 แบบนี้ในบ้านเรา เป็นกลุ่มสินค้าประเภทลำโพงบลูทูธแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Harman Kardon กันเลยทีเดียว ก็ถือว่าเป็นซีรีส์ที่พัฒนามาแล้วจากขนาดใหญ่ ให้กลายมาเป็นลำโพงพกพาขนาดเล็กๆ ถือง่าย ใช้ง่าย สะดวก และมีดีไซน์ที่แปลกตากับรูปทรงจานบิน จะมีรายละเอียดอย่างไรนั้น ไปดูกันเลย

นี่คือลำโพงบลูทูธ Harman Kardon รุ่น Onyx Mini เริ่มต้นแกะกล่องมาดูอุปกรณ์เสริมที่ให้มากันก่อนเลย ก็จะมีตั้งแต่สายชาร์จที่เป็นแบบ micro USB และมาพร้อมกับหัวชาร์จที่ตรงรุ่น ไม่ต้องไปใช้หัวชาร์จตัวอื่นๆ ก็ได้ ใช้ที่ตรงรุ่นจะดีที่สุด เพราะจะสามารถยึดอายุการใช้งานของแบตเตอร์รี่ได้ด้วย นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรให้มาแล้ว ไม่มีสายแจ็ค 3.5 มม. ไม่มีถุงใส่ลำโพง

ทีนี้มาดูที่ตัวลำโพงกันบ้าง Harnan Kardon Onyx Mini นั้นจัดได้ว่าเป็นลำโพงทรงจานบินขนาดเล็ก ดีไซน์ด้านล่างตัวลำโพงเองก็จะมีแผ่นยางแบบนุ่ม สามารถวางตั้งได้และจะติดอยู่กับพื้นได้ไม่ลื่นไหล ในส่วนของสเปคตัวลำโพงนั้น จะมาพร้อมกับแบตเตอร์รี่แบบริเที่ยมไอออน ความจุอยู่ที่ 3,000 mAh สามารถที่จะใช้งานได้ต่อเนื่องกันนานประมาณ 10 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ขึ้นอยู่กับการใช้งาน ระดับความดังต่างๆ สเปคถัดมา มีการ built-in microphone มาให้แล้วในตัว สามารถที่จะกดรับสายเรียกเข้าโทรศัพท์ได้เลย ซึ่งแอดมินเองก็ได้ทดสอบใช้งานตัวไมค์โครโฟนเรียบร้อยแล้ว ก็ลองพูดคุยโทรศัพท์ผ่านลำโพงดูแล้ว ก็พบว่าได้เสียงที่ชัดเจนทั้งปลายสายและตั้วสายดี ไม่มีเสียงสะท้อน เสียงดีเลย์ แต่อย่างใด อีกหนึ่งฟังก์ชั่นถัดมา สามารถที่จะรองรับการเชื่อมต่อระหว่างลำโพงรุ่นเดียวกันได้ถึง 2 ตัวคือโหมด Wireless Dual sound หมายความว่า ถ้าใครที่มีลำโพง Harman Kardon Onyx Mini รุ่นนี้ 2 ตัว ให้โหมดนี้เชื่อมต่อแบบไร้สายเข้าด้วยกัน ตั้งค่าให้เป็น สเตอริโอ ผ่านแอปพลีเคชั่นของ Harman เอง แล้ววางห่างกันประมาณ 1.5 เมตร หรือ กว้างกว่านั้น ดูพื้นที่ให้เหมาะสมกับห้อง เสียงก็จะมีคุณภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอน สำหรับใครที่อยากให้เสียงกระหึ่มขึ้น มีมิติแบบเสียงแยกกันซ้ายขวาได้ชัดเจนขึ้น โหมดนี้รองรับ ในส่วนของกำลังขับของลำโพงรุ่นนี้อยู่ที่ 8wrms ก็ถือว่าไม่น้อยเลยสำหรับลำโพงพกพาขนาดเล็กแบบนี้ มาพร้อมกับ driver แบบ Full range ขนาด 45 มม. จำนวน 2 ดอกด้วยกันอยู่ภายใน และด้านล่างก็ยังมี passive radiator ที่จะให้มิติเสียงเบสได้หนักแน่นขึ้น ก็มีให้มาด้วยเช่นเดียวกัน

อีกหนึ่งสเปคเด่นๆ เลยที่มีให้มาในลำโพงบลูทูธรุ่นนี้ก็คือ อัดแน่นมาพร้อมกับบลูทูธที่เป็นเวอร์ชั่น 4.2 แล้วด้วย นั่นหมายความว่ามันรองรับการใช้งานในอนาคตได้อีกอย่างน้อยๆ 5 ปี ก็ใช้ได้ เพราะเป็นเวอร์ชั่นบลูทูธตัวใหม่ล่าสุดเลย มีความเสถียรในการเชื่อมต่อ สัญญาณไม่ขาดไม่หายและเที่ยงตรงมากที่สุดในปัจจุบันนี้แล้ว แถมยังเชื่อมต่อได้ระยะไกลอีกด้วย ในระยะประมาณ 30 เมตร ก็ใช้งานได้สบายๆ แต่เชื่อว่าไม่มีไครใช้งานทั่วไปจริงๆ ก็น่าจะไม่ไกลถึงขนาดนั้นอยู่แล้ว สำหรับการใช้งานครั้งแรกนั้นก็ง่ายๆ ในการ pair บลูทูธ ก็กดที่ปุ่ม pair ที่ตัวลำโพงหนึ่งครั้ง จะมีไฟกระพริบๆ อยู่ นั้นหมายความว่ากำลังรอการจับคู่ เราก็ไปเปิดค้นหาบลูทูธที่ตัวสมาร์ทโฟนของคุณทุกรุ่น ทุกค่าย ทุกฝั่ง รองรับหมด หรือเครื่องเล่นเพลงพกพาต่างๆ ที่มีบลูทูธรองรับหมด ก็จะมีขึ้นมาว่าเป็น Onyx Mini ก็กดเชื่อมต่อเข้าไป ถ้าเชื่อมต่อได้แล้วไฟที่ตัวลำโพงจะติดค้าง นั่นหมายความว่าพร้อมใช้งานได้แล้ว

สำหรับลำโพงบลูทูธ Harman Kardon Onyx Mini รุ่นนี้ก็คงเหมาะกับการพกพาไปท่องเที่ยว ไปในสถานที่ต่างๆ แต่อาจจะไม่ใช่แนวลุยๆ มากนัก เพราะไม่สามารถกันน้ำได้ ก็ต้องใช้กันอย่างระมัดระวังด้วย ใครที่จะเอไปฟังในห้องน้ำก็อย่าให้เปียกหรือโดนน้ำ  สำหรับบุคลิกเสียงหรือแนวเสียงจากตัวลำโพงที่แอดมินเองก็ทำการทดสอบใช้งานกันมาสักระยะหนึ่งแล้ว ก็เปิดเพลงทดสอบกันทุกๆ แนวแล้วด้วย ก็จะรีวิวกันตามหูของแอดมินที่ได้ยินก็แล้วกันโดยพบว่า เนื้อเสียงกลาง แหลม นั้นมีความใส เคลียร์ตามแบบฉบับของ Onyx รุ่นพี่เลยทีเดียว โดยเฉพาะเสียงกลางฟังดูมีมิติที่ดี มีความอิ่มของเสียง และ มาพร้อมกับมิติเสียงเบสแบบนุ่มๆ แต่เนื้อเบสค่อนข้างหนาดีเลยทีเดียว เน้นฟังเพลงแนวฟังสบายๆ แต่เพลงมันส์ๆ ก็จะพอฟังได้นิดหน่อย แต่ไม่ได้มันส์มากเหมือนลำโพงตัวใหญ่ๆ ก็ลองไปหาฟังด้วยหูของท่านเองกันได้ตามร้านค้าชั้นนำทั่วไปได้เลย

รีวิว Parrot Zik 2.0 Bluetooth Headphones หูฟังไร้สายแบรนด์ดังจากฝรั่งเศส

 

   108plaza ในตอนน้ก็มีอีกหนึ่งหูฟังบลูทูธแบรนด์ดังจากประเทศฝรั่งเศสมารีวิวให้เพื่อนๆ ที่กำลังมองหาหูฟังแบบ Headphones ได้อ่านรีวิวกัน มีชื่อแบรนด์ว่า Parrot นั่นเอง ก็ถือว่ามีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง สำหรับแบรนด์นี้ในบ้านเราเองก็มีผู้นำเข้ามาทำตลาดดกันอย่างต่อเนื่อง แล้วหูฟังที่แอดมินนำมาในตอนนี้มีชื่อรุ่นว่า Parrot Zik 2.0 stereo Bluetooth headphones รายละเอียดของหูฟังบลูทูธรุ่นนี้จะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันเลย

   ต้องบอกว่าหูฟังไร้สายแบบ Headphones รุ่นนี้ ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นรุ่นใหม่อะไร ก็มีการเปิดตัวกันมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่สาเหตุที่เลือกนำเอาหูฟังรุ่นนี้มาเขียนรีวิวอีกนั้นมีแน่นอน เนื่องด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานก็ดี รวมไปถึงบุคลิกเสียงก็ดี มีให้ติดตามกันแน่นอน โดยจะเริ่มจากตัวรายละเอียดของฟังก์ชั่นการใช้งานก่อนเลย

   หูฟังรุ่นนี้มาพร้อมกับระบบ noise reduction เป็นรุ่นแรกๆ ของหูฟังที่มีระบบป้องกันเสียงรบกวนภายนอกได้ คือปกติแล้วเราใส่หูฟังแบบครอบหูธรรมดา เสียงก็จะปิด ไม่ค่อยได้ยินเสียงภายนอก เสียงคนเรียก เสียงรถ เสียงพูดคุยกันอะไรแบบนี้จะไม่ค่อยได้ยิน เพราะหูฟังปิดครอบหูอยู่ แต่พอมีระบบนี้มา มันจะมีคลื่นความถี่หนึ่ง ที่จะเข้ามาแทรกเสียงรบกวนนั้นๆ ให้เราไม่ได้ยินเสียงแต่ก็ยังได้ยินเสียงอยู่บ้าง แต่น้อยมาก เพื่ออะไร ก็เพื่อให้ผู้ฟังหรือการใช้งานนั้นได้ยินเสียงเพลงที่ฟังอยู่อย่างสมบูรณ์มากที่สุดนั่นเอง ฟังก์ชั่นต่อมา ก็จะสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบเสียงที่เป็นแบบอะครุสติกส์ รูม ได้ด้วย และ มาพร้อมกับระบบประหยัดพลังงาน สามารถที่จะเปิดเพลงฟังแบบไร้สายได้ติดต่อกันนานถึง 18 ชั่วโมง นี่ถือว่าเป็นจุดเด่นของคนชอบฟังเพลงยาวๆ กันไปเลย อีกหนึ่งฟังก์ชั่นถัดมาก็คือ ที่ตัวหูฟังเอง จะเป็นระบบ Touch control จะใช้เป็นระบบสัมผัส จะใช้แบบแตะที่บริเวณด้านหลังหูฟัง แต่จะใช้อย่างไรนั้นติดตามกันต่อไป

สำหรับอุปกรณ์เสริมที่ให้มาในกล่องของหูฟังไร้สาย Parrot Zik 2.0 ตัวนี้นั้น ก็จะให้อุปกรณ์เสริมมาก็ได้แก่ คู่มือการใช้งาน แยกมาให้เป็นเล่มเล็กๆ ก็อ่านกันได้ทุกวันเลย สนุกมาก ต่อมาก็จะให้ถุงผ้าใส่หูฟังมา 1 ชิ้น เวลาพกพาไปไหนก็ใส่ถุงผ้าก็จะกันรอยขีดข่วนได้เล็กน้อย แล้วก็จะมีสายชาร์จแบตเตอร์รี่มาให้แต่ไม่มีหัวชาร์จสามารถชาร์จกับคอมพิวเตอร์หรือหัวชาร์จสมาร์ทโฟนได้ ถัดมาก็จะให้สาย AUX 3.5 มาให้ 1 เส้น สามารถเสียบฟังได้ในกรณ๊แบตเตอร์รี่รี่หมดแต่อยากฟังเพลงต่อ แล้วก็จะมีก้อนแบตเตอร์รี่เล็กๆ แยกมาให้ ข้อดีคือ มันสามารถถดแบตเปลี่ยนได้ สามารถแกะเปลี่ยนเองได้เลย โดยแบตเตอร์รี่ให้ความจุมาที่ 830 mAh ก็ถือว่าไม่ได้มากอะไร แต่สามารถฟังได้นานก็ถือว่าน่าสนใจ

   สำหรับความรู้สึกในการสวมใส่หูฟังรุ่นนี้ ต้องบอกอย่างนี้ว่าแอดมินเองก็เคยได้รีวิวหูฟัง Parrot zik รุ่นก่อนหน้านี้มาแล้วด้วย รู้สึกว่ารุ่นใหม่นี้ต่างกันมากในด้านของการสวมใส่ รู้สึกว่าไม่บีบศรีษะมากไป ใส่ได้นานขึ้น แต่ก็ยังให้ความกระชับอยู่ ไม่หลุดง่าย ตรงนี้เหมาะมากกับคนที่ชอบฟังเพลงนานๆ สำหรับสเปคของหูฟังนั้น จะมาพร้อมกับบลูทูธเวอร์ชั่น 3.0 และรองรับการเชื่อมต่อบลูทูธให้เร็วขึ้นก็มี NFC มาด้วย ใครที่มีมือถือที่มี NFC ก็ใช้งานร่วมกับหูฟังรุ่นนี้ได้ง่ายขึ้น แต่ติดอยู่ที่ว่าตอนนี้เวอร์ชั่นบลูทูธไปไกลพอสมควร แต่สเปคที่ให้มายังเก่าพอสมควรเลยเช่นเดียวกัน แต่ก็ถือว่าถ้าใช้งานในระยะไม่เกิน 10 เมตร ก็ถือว่าไม่มีปัญหาอะไร ใช้งานได้สบายๆ สำหรับการชาร์จแบตจาก 0 จนเต็ม จะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง และ จะสามารถเปิดสแตนบายด์เอาไว้ได้นาน 8 วัน ใช้งานก็นาน 18 ชั่วโมงอย่างที่บอกไป แต่การใช้งานจริงๆ ก็อาจจะไม่ถึงก็ขึ้นอยู่กับการใช้งาน ส่วนขนาดของ driver ภายในนั้นมีขนาดข้างละ 40 มม. พร้อมกับการออกแบบแม่เหล็กของตัว driver ที่เรียกว่า neodymium ซึ่งใน่คู่มือการใช้งานและตามข้อมูลที่ได้ไปค้นหามาเพิ่มเติมก็คือว่า แม่เหล็กแบบนี้จะใช้ให้เสียงนั้นออกมาครบ ครอบคลุมทุกย่านเสียงกันเลยทีเดียว

   ในส่วนสุดท้ายเลยก็คือบุคลิกเสีย่ของหูฟังบลูทูธรุ่นนี้ แนวเสียงที่ได้จากตัวหูฟังรุ่นนี้ก็คือ จะเป็นหูฟังที่ออกไปทางแนวเสียง แฟลช คือกลางๆ เป็นเวทีเสียงที่กว้างแต่ไม่ได้กว้างมาก ให้อารมณ์เหมือนกับไปยืนฟังเพลงอยู่หน้าเวทีขนาดย่อมๆ แต่เน้นที่เสียงเบสลงได้ลึก เนื้อเบสดี อิมแพ็คได้ แต่เสียงกลางก็ดูโปร่งแต่ไม่ได้โปร่งมากนัก พร้อมกับเสียงแหลมที่มีความใส แต่ไม่ได้ใส่มากนัก เป็นโทนกลางๆ มากกว่า ทั้งนี้ก็ลองไปหาฟังกันได้ตามร้านค้าชั้นนำทั่วไป

รีวิว Lenovo ideaPad 500s โน้ตบุคดีไซน์บางเบา สเปคน่าสนใจในการใช้งาน

 

   สำหรับการรีวิวสินค้าอินเทรนด์ในตอนนี้ของเรา 108plaza ก็มีโน้ตบุคดีไซน์บางเบา และ น่าสนใจเหมาะกับการใช้งานแบบพกพาอย่างยิ่งจากทาง Lenovo มาฝากกันอีกหนึ่งรุ่น ในงบที่สามารถซื้อได้ที่ไม่เกิน 20,xxx บาท เป็นโน้ตบุคในสเปค Core I ที่คิดว่าน่าจะมีหลายคนกำลังมองหาอยู่ในตอนนี้เลย กับ Lenovo ideaPad 500s นั่นเอง

   สเปคของโน้ตบุครุ่นนี้ก็มาพร้อมกับชิปประมาวลผลเป็น intel core I5 ขนาดหน้าจอ 14 นิ้ว ความละเอียดของหน้าจอระดับ HD นอกจากนั้นยังมาพร้อมกับ GPU NVdia GeForcs GTX940M 2GB RAM DDR3 4GB มาพร้อมกับพื้นที่เก็บข้อมูลในตัวเครื่อง 1 TB ที่น่าสนใจไปกว่านั้น ตัวเครื่องมีน้ำหนักเบาเพียงแค่ 1.6 กิโลกรัมเท่านั้นเอง ซึ่งตอนที่เปิดตัวมานั้น ก็จะมีราคาอยู่ที่ 20,990 บาทเท่านั้นเอง แต่สำหรับช่วงที่เปิดตัวมานั้น ก็อาจจะมีส่วนลดอยู่ตามร้านค้าชั้นนำและตามตำแทนจำหน่ายต่างๆ ก็คงต้องแนะนำว่าไปลองเปรียบเทียบกันได้ตามราคากลางนี้ได้เลย

   แล้วถามว่าโน้ตบุคเครื่องนี้ รุ่นนี้สามารถใช้งานได้ในแบบใดบ้าง เหมาะสมกับกลุ่มคนที่อยากได้ไปทำงานประเภทไหน ก็ต้องบอกว่า สเปคแบบนี้ intel core i5 ก็ถือว่าไม่ธรรมดา สามารถที่จะใช้งานได้เกินกว่างานทั่วไปอยู่แล้ว มาตรฐานเลยถ้าใช้เข้าเว็บไซต์ เปิดหาข้อมูล ใช้พิมพ์งาน แก้ไฟล์งานเอกสารต่างๆ สามารถใช้ได้อย่างไหลลื่นอยู่แล้วในสเปคแบบนี้ แต่ที่เกินไปกว่านั้นกับสิ่งที่สเปคให้มาก็คือ สามารถที่จะเอาไปเล่นเกมส์ได้ ด้วยการ์ดจอที่แยกมาแบบนี้ แต่ด้วยความที่จอเองนั้นมีความคมชัดแค่ระดับ HD ก็อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์สำหรับสายเกมส์มิ่งทั้งหลายมากเท่าไหร่นัก คือเป็นสเปคกลางๆ ที่พอจะเล่นได้ แต่ไม่ถึงกับที่สุด กราฟฟิกต่างๆ การแสดงสีสันต่างๆ นั้นก่คงจะไม่ใช่ในรูปแบบของการใช้งานเพื่อเล่นเกมส์โดยตรง แต่สามารถที่จะนำไปใช้กับงานทางด้านกราฟฟิค งานตัดต่อ อะไรแบบนี้ก็ได้เช่นเดียวกัน ถือว่าสามารถรองรับโปรแกรมที่มีการกินทรัพยากรสูงๆ ได้ในระดับหนึ่งเช่นเดียว แต่จะเหมาะกับเครื่องสำรอง ที่เอาไว้พกพาไปทงานนอกสถานที่มากกว่า อาจจะไม่ใช่เครื่องที่ใช้งานเป็นประจำในที่ทำงาน ในออฟฟิต หรือที่บ้านสักเท่าไหร่นัก เพราะตัวเครื่องนั้นทำมาดีไซน์บางเบา พร้อมกับการพกพามากกว่านั่นเอง

   สำหรับเรื่องของการดีไซน์รอบๆ ตัวเครื่องนั้น เริ่มต้นจากด้านหน้าจะเป็นบอดี้ที่เป็นพลาสติกแข็งแรงดี พร้อมกับโลโก้ Lenovo อยู่ด้านบน เปิดฝาเครื่องออกมาก็จะเห็นว่ามีปกติเป็นหน้าจอ เป็นแป้นคีย์บอร์ดที่ได้ลองกดแล้วก็พิมพ์ได้ง่าย มีความลึกของปุ่มพอประมาณกำลังดีเลย ระยะห่างของปุ่มก็ไม่ชิกกันเกินไป พร้อมกับ TouchPad ด้านล่างใช้งานเป็นเมาส์เหมือนกับโน๊ตบุคทั่วไป ส่วนด้านบนของหน้าจอนั้นก็จะให้กล้องที่มีความคมชัดระดับ HD มาให้ 1 ตัว พร้อมกัมีไมค์โครโฟนจำนวน 2 ตัวด้วยกัน เอาไว้ตัดเสียงรบกวนและเสียงสะท้อนอีกหนึ่งตัว ก็ถือว่าครบครันในการใช้งาน สามารถที่จะวีดีโอคอลได้อย่างดี คมชัดและเสียงก็ชัดเจนเป็นปกติดีเลยทีเดียว

   สำหรับพอร์ดเชื่อมต่อต่าๆง ที่ให้มากับตัวเครื่องนั้น ก็จะประกอบไปด้วยพอร์ด HDMI 1 port , RJ45 หรือที่เสียบสาย LAN 1 ช่อง ถัดมาก็จะให้พอร์ด USB 3.0 มาอีก 2 ช่องด้วยกัน แล้วที่พิเศษไปกว่านั้น ที่บริเวณด้านข้างก็จะมีไฟแจ้งเตือนสถานะของแบตเตอร์รี่เอาไว้ให้เราดูด้วยว่า แบตเตอรืรี่เหลืออยู่เท่าไหร่ ใกล้จะหมดหรือยัง ส่วนอีกหนึ่งฝั่งของตัวเครื่องก็จะมีปุ่มเพิ่มเสียง ลดเสียงต่างๆ มาให้ได้ใช้งานกันง่ายๆ ถัดมาก็จะเป็นปุ่ม mute เสียง และก็เป็นช่องเสียบแจ็คหูฟังและไมค์โครโฟนแบบ 3.5 มม. แล้วสุดท้ายก็จะเป็นช่อง USB 2.0 อีกหนึ่งช่องเสียบ พร้อมกับช่องเสียบไฟ AC adaptor ก็ถือว่าให้พอร์ดเชื่อมต่อมาอย่างครบครันเช่นเดียวกัน แต่อาจจะเริ่มตัดพอรืดเชื่อมต่อเก่าๆ ที่เคยใช้กันมานานอย่างพอร์ด VGA ออกไปแล้ว ตรงนี้ก็อาจจะต้องไปมองหาอแด็ปเตอร์แปลงแจ็คกันเอา ถ้าหลายๆ ท่านยังใช้อยู่

   ก็ต้องบอกว่าสินค้าอินเทรนด์รุ่นนี้ ถึงแม้ว่าจะเปิดตัวกันมาสักระยะหนึ่งแล้วก็ตาม แต่ในปัจจุบันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ ก็ยังคงใช้งานโน้ตบุคที่ไม่ได้หนีห่างจากในอดีตมากมายนัก ก็แค่ใช้ในการทำงาน ไฟล์เอกสาร พิมพ์งาน จัดทำผลงานต่างๆ รวมไปถึงความบันเทิง เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนัง ฟังเพลง พร้อมกับทำโปรแกรมเสริมและงานตัดต่อบ้างเล็กๆ น้อยๆ ตรงนี้ถือว่าเป็นโน้ตบุคที่เหมาะเลยทีเดียว ไม่ต้องไปเสียเงินมากมายหลายหมื่นบาทเพื่อซื้อมาใช้งานอย่างที่กล่าวไป ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคาอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

รีวิว Harman Kardon Soho Wireless หูฟังไร้สายแบบ On-Ear ที่ให้เบสนุ่ม เสียงร้องพุงๆ พร้อมกับความใสเคลียร์ของเสียงแหลม


   108plaza ในตอนนี้ก็มีอีกหนึ่ง gadget เด็ดๆ ที่อยู่ในกลุ่มของหูฟังมาทำการรีวิวให้เพื่อนๆ ได้ติดตามกันว่าควรจะซื้อหรือไม่ซืออย่างไรกับหูฟังในแต่ละรุ่นที่มันเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคุณที่สุด เพื่อที่จะได้ซื้อไปแล้วไม่ผิดหวังและไม่เสียดายตังค์นั้นเอง แต่จะเป็นรุ่นไหนอย่างไรนั้นไปติดตามกันเลย

   นี่คือหูฟังบลูทูธแบรนด์ดังจาก Harman Kardon กันเลยทีเดียว เป็นหูฟังไร้สายที่เรียกว่าหูฟังแบบครอบหูทั้งใบหรือว่า On-Ear นั่นเอง มาในชื่อรุ่นว่า Soho Wireless ซึ่งจะสามารถเชื่อมต่อผ่านสัญญาณบลูทูธ แต่หลายท่านอาจจะคิดว่าชื่อรุ่น Wireless จะเชื่อมต่อผ่าน wi-fi อะไรแบบนั้น ไม่ใช้นะครับ สำหรับหูฟังรุ่นนี้เปิดตัวมาพร้อมกันให้เลือกหลากหลายสีสันเลย ได้แก่ สีดำ สีน้ำตาล แล้วก็สีขาว

   ภายในกล่องของหูฟัง HK Soho Wireless นั้นก็จะมาพร้อมกับอุปกรณ์เสริมหรือว่าของแถมที่ให้มาก็จะมีเคสแข็ง ที่เอาไว้ใส่หูฟัง เวลาที่จะพกพาไปที่ต่างๆ ก็ใส่เคสไปได้เลย เพื่อป้องกันความเสียหายจากตัวหูฟังนั่นเอง แล้วก็จะมีกระเป๋าใส่หูฟังแถมมาในกล่องด้วย 1 ชิ้น แล้วก็จะมีสายหูฟังที่เป็นแจ็คแบบ 3.5 มม. แถมมาให้ 1 เส้น ในกรณีที่แบตเตอร์รี่ในตัวหูฟังหมดนั้น จะสามารถเสียบสายแล้วก็ใช้งานได้ปกติแต่คุณภาพเสียงต่างๆ อาจจะด้อยลงไป เพราะหูฟังรุ่นนี้เป็นหูฟังบลูทูธฟังก์ชั่นที่จัดเต็มมากกว่าก็คือใช้กับแบตเตอร์รี่จะได้มีกำลังขับที่ดีกว่าการใช้สายแน่นอน นอกจากนั้นก็จะมีสายชาร์จเป็นแบบ micro usb มาให้อีก 1 เส้น แต่ไม่ได้แถมหัวชาร์จมาให้ ก็สามารถใช้ร่วมกับหัวชาร์จสมาร์ทโฟนได้ทั่วไปหรือชาร์จกับเพาเวอร์แบงค์หรือคอมพิวเตอร์ก็ได้

   สำหรับการใช้งานของตัวหูฟังบลูทูธ HK Soho Wireless รุ่นนี้ ถ้าเพื่อนๆ คนไหนที่ซื้อมาแล้ว และ เห็นว่ามันมีเพียงปุ่มเดียวเท่านั้น ก็คือปุ่มกด pair Bluetooth ก็ไม่ต้องตกใจว่าแล้วปุ่มควบคุมอื่นๆ มันหายไปไหนหมด จะให้ควบคุมผ่านทางสมาร์ทโฟนอย่างเดียวอย่างงั้นหรือ ไม่ใช่แน่นอน โดยแบรนด์ Harman ในหลายๆรุ่นที่เป็นหูฟังระดับกลางขึ้นไป จะมีการออกแบบดีไซน์ให้ดูเรียบหรู แต่จะใช้ระบบการ touchpad คือแบบสัมผัสและการควบคุมนั่นเอง โดยจะมีปุ่มให้สัมผัสที่บริเวณด้านขวาของหูฟัง ซึ่งบริเวณด้านใต้ของหูฟัง จะมีบอกเป็นสัญลักษณ์ L กับ R ที่จะให้ดูว่าเป็ฯข้างไหน เพราะด้านซ้ายจะไม่ใช่ touchpad จะควบคุมอะไรไม่ได้ โดยวิธีการควบคุมนั้น จะใช้ปลายนิ้วสัมผัส แตะตรงกลางหนึ่งครั้งจะเล่นเพลง-หลุดเพลง แตะเลื่อนขึ้น เลื่อนลง จะเป็ฯการควบคุมระดับเสียง เพิ่ม-ลดเสียง และ แตะรูดไปข้างหน้าหรือย้อนกลับ ก็จะเป็นการควบคุมให้เลื่อเพลงหรือย้อนกลับเพลง นั่นเอง ก็เป็นการใช้งานแบบง่ายๆ

   ในส่วนของสเปคของหูฟังรุ่นนี้ที่มีเครมเอาไว้ในคู่มือการใช้งานนั้น จะตอบสนองความถี่ต่ำตั้งแต่ 20Hz ไปจนถึงความพี่เสียงกลาง และ ความถี่สูงสุดที่ 20kHz ก็ถือว่าเป็นมาตรฐานที่ความถี่ต่ำในย่านเบสก็ลงได้ลึกดีเลยทีเดียว ค่าความด้านทานอยู่ที่ 32 โอห์ม แล้วก็สามารถบูสความดังไปได้ที่ 100 dB/1kHz ในส่วนของการใช้งานแบบบลูทูธนั้น แบตเตอร์รี่ใช้เวลาชาร์จจนเต็มจะอยู่ที่ 2 ชั่วโมง และ จะสามารถใช้งานได้ติดต่อกันนานถึง 9 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ขึ้นอยู่กับการใช้งานและระดับเสียงที่เปิดฟังเพลง นอกจากนั้น ถ้าใครที่ใช้สมาร์ทโฟนในฝั่ง android ก็ยังมีรองรับ NFC อีกด้วย สมาร์ทโฟนใครที่มี NFC ก็แตะแล้วก็เชื่อมต่อบลูทูธได้เลยง่ายๆ

   สำหรับบอดี่ของหูฟังบลูทูธ HK Soho Wireless รุ่นนี้ ก็ถือว่าเป็นหูฟังที่ใช้งานได้ดี สามารถพาลุยๆ ได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้ลุยไปได้ทุกที่ เพราะแน่นอนว่าหูฟัง on-ear มันใหญ่ พกพายาก ไม่เหมือนกับ in-ear หรือ earbuds แต่ก็สามารถฟังเพลงได้นานไม่หนีบหัว ไม่หนีบใบหู มีนวมบุนุ่มมาให้อย่างดี แต่เป็นหนังเทียมหรือหนังสังเคราะห์เกรดดี งานประกอบก็ถือว่าคุณภาพดีเลย

   มาถึงส่วนสำคัญที่ต้องรีวิวกันก็คือ เรื่องของบุคลิกเสียงหรือแนวเสียงของหูฟังรุ่นนี้ คือ ถ้าใครที่ชอบฟังเพลงใสๆ เคลียร์ๆ และเป็นหูฟังแบบ on-ear ขนาดไม่ได้ใหญ่มากแบบนี้ด้วยแล้ว ตัวนี้ตอบโจทย์ แนวเสียงแหลมเองเป็นเสียงแหลมที่ปลายเปิด มีความใส ไม่รู้สึกว่าจัดจ้านหรือบาดหูเกินไป แล้วก็ความถี่ในย่านเสียงกลางหรือเสียงร้อง จะให้สไตล์เหมือนนักร้องมาเอง คือเสียงกลาง เสียงร้องจะพุ่งเข้ามาเด่นและรายละเอียดชัดเจนทุกคำ รวมไปถึงเสียงเบสที่ไปในสไตล์นุ่มๆ แต่เป็นเบสที่มีอิมแพ็ค ลงได้ลึกพอสมควร ก็ลองไปหาฟังเสียงกันด้วยตัวเองกันดูได้เลย

Review ครีมกันแดดส้มใสตัวช่วยสำคัญของผิวหน้าของทุกวัย

 

   .พูดกันด้วยเรื่องของผิวพรรณแล้วมีหลายต่อหลายผลิตภัณฑ์ที่ถูกผลิตออกมาเพื่อเป็นตัวช่วยในการปกป้องและบำรุงผิวพรรณและคุณสมบัติของแต่ละผลิตภัณฑ์ก็ดูจะคล้าย ๆ กันหมด เว้นแต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ เรื่องของคุณสมบัติเฉพาะของแต่ละผลิตภัณฑ์และแต่ละแบรนด์ในเรื่องของส่วนผสม สารสกัดต่าง ๆ นา ๆ ที่ว่ากันไม่หมด สำหรับสินค้าอินเทรนด์ที่จะนำมารีวิวกันในบทนี้จะว่ากันด้วยเรื่องครีมกันแดดของแบรนด์ส้มใส ชื่ออาจฟังดูไม่คุ้นหูเพราะไม่ใช่เครื่องสำอางเค้าเตอร์แบรนด์ชั้นนำที่เห็นทั่วไปกันในบูธเครื่องสำอางในห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่าง ๆ ส้มใสเป็นชื่อเรียกของแบรนด์เครื่องสำอางที่ถูกผลิตขึ้นเมื่อ 8 ปีก่อนและเริ่มมีคนรู้จักกันมากขึ้นในปัจจุบัน ครีมประทินผิวประเภทของครีมกันแดดมีอยู่มากมายหลายยี่ห้อที่รู้จักกัน แต่ละยี่ห้อก็มีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็นด้วยเรื่องของเนื้อครีม ปริมาณของสารปกป้อง UV ชนิดต่าง ๆ ปริมาณของSPF++ ที่ให้ค่าที่แตกต่างกันออกไปแล้วแต่จะผลิตกันออกมาเพราะในปัจจุบันผู้ใช้มีกิจกรรมการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน จึงทำให้คุณสมบัติของครีมกันแดดต้องผลิตออกมาให้ตอบโจทย์ของผู้ใช้ได้อย่างลงตัว และคุ้มค่ากับเงินที่ต้องจ่ายเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์นั้นมาใช้

   ครีมกันแดดส้มใส สินค้าอินเทรนด์ที่เรานำมารีวิวในบทนี้เป็นครีมกันแดดเนื้อครีมซิลิโคนใยไหมคุณสมบัติหลักก็คือใช้ทาใบหน้าเพื่อป้องกันแสงแดดไม่ให้ผิวหน้าถูกแดดเผาหรือสิ่งที่ก่อให้เกิดรอยด่างดำส่วนลักษณะพิเศษของครีมกันแดดส้มใส ก็คือ เนื้อครีมจะเป็นเนื้อครีมแบบซิลิโคนใยไหมเวลาทาจะไม่รู้สึกเหนียวเหนอะหนะทั้งขณะทาหรือหลังการทาส่วนปริมาณของ SPF สามารถป้องกันแสงแดดได้ถึง 40++ ใช้กันแดดตัวนี้ไม่ต้องทารองพื้นหรืออะไรได ๆ อีกเลย คือหลังจากทาครีมบำรุงผิวหน้าปกติแล้วก็สามารถ

ทาครีมกันแดดทับและทาแป้งทับได้เลย เนื้อครีมมีความบางเบาไม่เหนียวเหนอะหนะไม่ว่าจะอยู่ในร่มหรือกลางแดดครีมก็ไม่ละลายทำให้หน้ามันเยิ้ม ถือเป็นครีมกันแดดที่ดีเลยทีเดียว เพราะปกติถ้าพูดถึงครีมกันแดดแล้วทุกคนที่เคยใช้จะต้องคิดถึงความเหนียวหนึดของเนื้อครีมทาแล้วหน้ามันเยิ้ม ยิ่งออกแดดยิ่งแล้วใหญ่หน้านี่มันวาวเลยทีเดียว แต่ครีมกันแดดของส้มใสนี่ผู้เขียนเองก็ใช้อยู่คือสามารถบอกได้เลยว่าตั้งแต่ใช้ครีมกันแดดมาไม่มียี่ห้อไหนที่ใช้แล้วติดขนาดนี้ มากกว่าการปกป้องแสงแดดทั้ง UVA และ UVB ที่เป็นปัญหาหลักของการเกิด ริ้วรอย ฝ้า กระ จุดด่างดำบนใบหน้าแล้ว เนื้อครีมยังให้ความกระจ่างใสบนใบหน้าอีกด้วย ความกระจ่างใสในที่นี้กระจ่างแบบไม่วอกไม่ลอย หลังทาครีมกับให้ความรู้สึกบางเบาและเมื่อทาเสร็จทาปิดด้วยแป้งพับหรือแป้งฝุ่นได้ทันทีหรือบางคนไม่ชอบทาแป้งก็ไม่ต้องทาจะออกมาลักษณะหน้าของสาวเกาหลีเลยทีเดียว ด้วยเนื้อครีมสีเบจช่วยปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนพร้อมทั้งควบคุมความมันได้อย่างดีเยี่ยมช่วยให้ผิวเบาสบายไม่เหนียวเหนอะหนะสวยกระจ่างใสตลอดทั้งวัน ปริมาณที่ใช้ก็แล้วแต่รูปหน้าของแต่ละคนแตะครีมเกลี่ยให้ทั่ว 1 กระปุก สามารถใช้ได้นานถึง 2 เดือน ส่วนปริมาณของ 1 กระปุกก็มี 2 กรัม จิ๋วแต่แจ๋วจริง ส่วนบรรจุภัณฑ์ก็ดูทันสมัยด้วยสีที่เข้ากับแบรนด์ ขาวคาดส้มคือสีกล่อง ส่วนของกระปุกที่บรรจุครีมเป็นสีขาวมุกดูเลอค่ามาก สินค้าเค้าได้รับการรับรองความปลอดภัยจาก อย. ด้วยนะ ใช้แล้วปลอดภัยแม้ผิวแพ้ง่ายหรือแม้แต่คุณแม่ตั้งครรภ์หรือให้นมลูกอยู่ก็สามารถใช้ได้

   เป็นอย่างไรกันบ้างกับคุณสมบัติและสรรพคุณเบื้องต้นที่ได้นำมาเล่ากันให้ฟังในบทนี้ สำหรับใครที่กำลังมองหาครีมกันแดดหรือใครที่กำลังอยากเปลี่ยนครีมกันแดดที่ใช้อยู่ ครีมกันแดดส้มใสถือเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ส่วนเรื่องที่จะหาซื้อผลิตภัณฑ์ได้จากที่ไหนนั้นก็ลองหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตดูหรือในfacebookก็ได้เพราะเด่วนี้เค้ามีตัวแทนจำหน่ายค่อนข้างเยอะแล้ว และเรื่องของ

ราคานั้นในส่วนของครีมกันแดดนั้น 1 กระปุก ขายกันอยู่ที่ 280 บาท ขนาดบรรจุ 2 กรัม/1กระปุกก่อนจะลากันไปในบทนี้ฝากไว้นิดนึงว่า การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับความงามควรคำนึงถึงแหล่งที่มา แหล่งผลิตความปลอดภัยและการรับรองความปลอดภัยของภาครัฐ เช่น อย. ที่เป็นเครื่องหมายที่ทุกคนให้ความไว้วางใจว่าเมื่อ อย.ออกมารับรองแล้วก็ต้องปลอดภัยแน่นอนเพื่อความสบายใจของผู้ใช้เองก่อนเลือกซื้อก็ควรหาข้อมูลก่อนตัดสินใจ

REVIEW ครีมกันแดด Snail White ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด

 

 

      ปัญหาผิวคล้ำเสียที่เกิดจากแสงแดดและมลภาวะ ถือว่าเป็นปัญหาที่ร้ายแรงและสำคัญมากสำหรับสาวๆ เพราะแสงแดดในประเทศไทยเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่ามีอนุภาพทำลายล้างสูงแค่ไหน ก่อนออกจากบ้านทั้งทีต้องใส่กางเกงขายาว เสื้อแขนยาวและหมวกเพื่อปิดบังผิวสวยๆเหมือนมัมมี่ เพราะสาเหตุเดียวคือกลัวดำ แต่การที่เราปกปิดผิวขนาดนั้นมันทำให้เรากลายเป็นคนที่เสียบุคลิกภาพไปเลยแทนที่จะได้โชว์ผิวสวยๆกับต้องมาใส่เสื้อผ้าที่มิดชิดซะขนาดนั้นถ้าเป็นหน้าร้อนคงต้องมีใครตายกันไปข้างหนึ่ง บางครั้งเทียบสีผิวเท้ายังขาวกว่าหน้าและตัวด้วยซ้ำ สายเดี่ยว เกาะอกนี้ไม่ต้องพูดถึงไม่มีวันได้สัมผัสแน่นอน สงกรานต์ทั้งทีก็เล่นสาดน้ำกับเพื่อนไม่ได้ ไปเที่ยวทะเล น้ำตก ก็ต้องขอบายเพราะว่ากลัวดำคำเดียวสั้นๆเลยค่ะ ซึ่งถ้าเรามีปัญหาผิวคล้ำเสียเป็นสองสีหรือผิวดำเมื่อไรแน่นอนว่ามันรักษายากมาก จะให้เป็นผิวสีน้ำผึ้งก็ไม่ได้ เพราะมันดำแบบด่างๆไม่สม่ำเสมอ จะดำตั้งแต่เกิดก็ไม่ใช่ จะเข้าครอสรักษาผิวก็ราคาสูงมากสู้ราคาไม่ไหว จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวก็มีให้เลือกมากมายเลือกไม่ถูก แต่ทางที่ดีที่สุดเราควรจะแก้ไขปัญหาจากต้นเหตุไม่ใช่ปลายเหตุ จะไปเก็บพระอาทิตย์ซ่อนไว้ก็ไม่ได้ แสงแดดประเทศไทยก็แรงซะขนาดนี้ เราก็หาครีมกันแดดมาปกป้องผิวมันซะเลย วันนี้เราจึงจะมารีวิวสินค้าอินเทรนด์ที่เป็นครีมกันแดดแต่มีส่วนผสมของหอยทากนั้นคือครีมกันแดดจาก Snail White

   ครีมกันแดด Snail White มีคุณสมบัติ ดังนี้

มีเนื้อครีมที่นุ่ม เบาระดับPremium เนียนลื่นจึงใช้ง่ายเพียงแค่เราตบๆลงบนผิว

พร้อมทั้งคุณสมบัติของครีมกันแดด Snail White ที่จะยึดเกาะผิวได้ดีไม่เหมือนใครเพราะมีส่วนผสมของหอยทาก

และยังช่วยดูดซับความมันส่วนเกิน จึงไม่ทำให้เหนียวเหนอะหนะไม่ทิ้งคราบขาวแม้ในวันที่มีอากาศร้อน ซึ่งครีมกันแดดทั่วๆไปในระหว่างวันเราจะพบได้เลยมามันทิ้งคราบขาวเอาไว้และบางทีเมื่อเรามีเหงื่อครีมกันแดดทั่วไปที่เราทาก็จะมันเยิ้มเต็มแขนและขาไปหมด

อ่อนโยนแม้มีผิวบอบบางสำหรับคนแพ้ง่ายก็สามารถใช้ได้และ มีคุณสมบัติกันน้ำได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมประสิทธิภาพในการลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัย จากรังสียูวี

มี SPF50 PA++++ ซึ่งถือว่าสูงมากและเพียงพอต่อการป้องกันแสงแดดในแต่ละวัน

สามารถใช้ได้ทั้งใบหน้า ลำคอ และตัว

วิธีใช้ ครีมกันแดด Snail White

หลังจากที่เราทำความสะอาดผิวหน้าในตอนเช้าเรียบร้อยแล้ว ให้ทาครีมกันแดดลงบนใบหน้าโดยทาให้ทั่วทั้งใบหน้าและลำคอเป็นประจำทุกวัน หลังจากที่เราทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวระหว่างวันและต้องทาก่อนลงเครื่องสำอางค์สำหรับการแต่งหน้าด้วยนะคะ สรุปแล้วมี 4 ขั้นตอนที่เราจะต้องปฏิบัติ คือ 1.ทำความสะอาดผิวหน้า 2.ทาครีมบำรุงผิง 3.ทาครีมกันแดด Snail White 4.แต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางที่เตรียมไว้ แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์สำหรับการใช้ค่ะ

ครีมกันแดด Snail Whiteเป็นสินค้าอินเทรนด์ ที่เปิดตัวไปได้ไม่นานแต่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเพราะมีส่วนผสมที่มาจากหอยทากซึ่งปกติแล้วที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครทำมาก่อนและด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นจึงทำให้กลายเป็นสินค้าด้านความงามอันดับต้นๆของประเทศไปแล้ว ครีมกันแดด Snail White มีปริมาณ 50ml ราคาอยู่ที่ประมาณ 6xxบาท ถ้าหากใครที่กำลังมองผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดดต้องตัวนี้เลยที่จะพลาดไม่ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มของนักศึกษากำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะถ้าเราจะปล่อยให้ผิวของเราคล้ำเสียจากแสงแดดมันก็ไม่ใช่ แสงแดดนี้มันไม่ใช่แค่ทำลายผิวของเราอย่างเดียวถ้าเราต้องโดนแดดทุกวันแต่ไม่มีการป้องกันๆใด ก็เสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งผิวหนังได้เช่นกันอีกทั้งผิวของเรายังตกกระ เป็นจุดดำๆ ทำให้หน้าเป็นฝ้าหนาอีกต่างหาก จึงเหมาะมากสำหรับคนที่เป็นกระหรือฝ้าอยู่ตอนนี้เพราะถ้าไม่อยากให้ปัญหานี้มันเป็นเพิ่มมากขึ้นเราก็ต้องป้องกันก่อน แต่ในเมื่อเรามีการป้องกันที่ดีการหาเสื้อผ้ามาใส่เพื่อเปิดเผยที่สวย ดูมีสุขภาพ ขาวใส จนใครก็ต้องมองก็เป็นเรื่องที่ง่าย เกาะอก สายเดี่ยว เสื้อแขนกุด กางเกงขาสั้นที่ใครว่าใส่ไม่ได้ ตอนนี้เราก็จะสามารถใส่ได้ทุกชุด แต่ที่สำคัญคือ การใช้ครีมกันแดดเป็นเพียงวิธีหนึ่งที่ช่วยปกป้องเท่านั้น ถ้าหากว่าเราสามารถหลีกเลี่ยงแสงแดดได้จะดีที่สุดนะคะ

Review HK Onyx Studio 3 ลำโพงไร้สายที่มีการพัฒนาอีกหนึ่งระดับกับรูปทรงจานบินที่คุณคุ้นเคย

 

   สำหรับใครที่ชื่นชอบและสะสมลำโพงพกพา ลำโพงไร้สายที่เป็นแบรนด์ Harnan Kardon เอง ก็คงจะพอจดจำและคั้นเคยกับลำโพงรูปทรงจานบินมาแล้วเมื่อปีที่ผ่านมาและปีก่อนหน้านั้น กับชื่อรุ่นว่า Onyx Studio นั่นเอง แล้วในต่างประเทศเอง ก็ได้ทำการเปิดตัวรุ่นล่าสุดเมื่อช่วงปลายปี 2016 ที่ผ่านมานี้แล้วด้วย ตอนนี้ช่วงต้นปี 2017 ก็มีเข้ามาวางจำหน่ายในบ้านเราแล้วด้วยเช่นเดียวกัน นั่นก็คือรุ่น Onyx Studio 3 ที่แอดมินได้มารีวิวกันในตอนนี้ จะมีรายละเอียดอย่างไร ไปติดตามกันเลย

   ต้องยอมรับว่าถ้าใครที่เล่นลำโพงบลูทูธทรงจานบินในรุ่นก่อนคือ Onyx Studio 2 มาแล้ว เมื่อมาดูดีไซน์ของรุ่นล่าสุดตัวนี้ ก็จะบอกว่ามันไม่ได้แตกต่างอะไรเลยในเรื่องของดีไซน์และรูปทรง แต่ภายในที่ Onyx Studio 3 พัฒนาขึ้นมานั้น ก็ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงอยู่พอสมควร

   เรื่องของดีไซน์ของ HK Onyx Studio 3 ตัวนี้ ด้านหน้าที่เป็นก็จะมีรูปทรงกลมๆ พื้นผิวสัมผัสบริเวณหน้ากากด้านหน้าก็จะนูนๆ ซึ่งตัว dimensions ของตัวลำโพงเองจะอยู่ที่ 278*162*258 มม. ซึ่งก็ถือว่าเป็นขนาดตามสูตร กว้าง*ยาว*สูง นั่นเอง ก็ลองคำนวณหรือจินตนาการกันดูว่าขนาดเท่านี้จะเหมาะกับเราหรือไม่ อะไรแบบนั้น แต่น้ำหนักของตัวลำโพงเอง ก็มีการปรับให้มีน้ำหนักที่เบากว่ารุ่นเดิมเล็กน้อย ซึ่งก็มีน้ำหนักเพียงแค่ 2 กิโลกรัม เท่านั้นเอง ในส่วนถัดมาเรื่องของสเปคภายในนั้น ก็จะปรกอบไปด้วยลำโพงแบบ woofer จำนวน 2 ตัว มีขนาดตัวละ 75 มม. และก็มาพร้อมกับ twitter หรือดอกลำโพงเสียงแหลมนั่นเอง ก็ให้มาจำนวน 2 ตัวเช่นเดียวกัน มีขนาดตัวละ 20 มม. และในส่วนของเสียงเบสหรือมิติเบสนั้น จะออกแบบมาเป็นท่อเบสที่เรียกว่า passive radiator ก็จะดีไซน์ท่อเบสตรงนี้เอาวที่บริเวณด้านหลังตัวลำโพง ก็จะให้มิติของเสียงเบสได้อย่างดีเลยทีเดียว แต่บุคลิกเสียงจะเป็นอย่างไรนั้น ต้องติดตามในช่วงท้ายๆ ของการริวิว

   สำหรับลำโพงบลูทูธ HK Onyx Studio 3 ตัวนี้นั้น จะมีกำลังขับอยู่ที่ 60wrms ซึ่งกำลังขับตรงนี้จะเป็นในกรณีที่เสียบปลั๊กใช้งาน เปิดฟังเพลงต่างๆ ภายในบ้าน แต่ถ้าในกรณีที่ใช้แบตเตอร์รี่ ระบบภาคขยายจะตัดกำลังขับจาก 60wrms เหลือ 30wrms ซึ่งตรงนี้ก็เพื่อให้สามารถใช้งานแบบพกพา ใช้แบตเตอร์รี่ได้ยาวนานมากขึ้นนั่นเอง แต่คุณภาพเสียงก็จะไม่ด็อปลงไปมากนัก ถือว่ายังมีความดังอยู่มากเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับขนาดของลำโพงตัวเล็กๆ แบบนี้ แต่ก็แน่นอนว่าจะให้ดังมากๆ เหมือนลำโพงใหญ่ๆ ก็คงไม่ใช่ ตรงนี้ก็คงต้องไปหาทดสอบฟังด้วยหูของตัวท่านเองก็จะดีที่สุดต่อการตัดสินใจซื้อ ในส่วนของการใช้บลูทูธนั้น ก็เป็นเวอร์ชั่น 4.1 ก็ถือว่ามีความเสถียรในการเชื่อมต่อที่ดีเลย แต่ก็ยังไม่ใช่เวอร์ชั่นที่ใหม่ล่าสุด แต่การใช้งานในระยะ 15-30 เมตรตรงนี้ใช้ได้สบายๆ เลย ในส่วนของการใช้งานแบตเตอร์รี่นั้น สามารถที่จะใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องกันไปได้นานถึง 5 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานว่าจะเร่งระดับเสียงดัง เบา มากน้อยแค่ไหนนั่นเอง แต่อีกหนึ่งฟังก์ชั่นที่มีเพิ่มขึ้นมาในรุ่นใหม่นี้ก็คือ ฟังก์ชั่น Wireless Dual Sound ก็คือ ในฟังก์ชั่นนี้จะสามารถเชื่อมต่อเข้าหากันเองในลำโพงรุ่นเดียวกันนี้ได้ 2 ตัว จากการเปิดเพลงเครื่องเดียว ซึ่งฟังก์ชั่นนี้ก็จะสามารถเพิ่มความดัง เพิ่มอรรถรดในรูปแบของ สเตอริโอ ได้ดียิ่งขึ้น อีกหนึ่งจุดที่หลังจากแอดมินเองได้ทดสอบใช้งานมาแล้ว ก็คงเป็นเรื่องของไมค์โครโฟนที่ติดมากับตัวลำโพงเอง ลำโพงไร้สายตัวนี้สามารถกดรับสายเรียกเข้าโทรศัพท์ได้ ซึ่งก็มีมาให้ตั้งแต่ในรุ่นก่อนหน้านี้ แต่ในรุ่นใหม่นี้ เสียงของไมค์จะมีความชัดเจนขึ้น สามารถพูดคุยโทรศัพท์ได้ดีมากเลย ไม่มีเสียงสะท้อน ไม่มีเสียงก้องเลย ถือว่าชัดเจนดีมาก

   มาถึงในส่วนที่คิดว่าสำคัญมากเลยในการรีวิวก็คือ เรื่องของบุคลิกเสียงที่ได้จากลำโพงไร้สาย HK Onyx Studio 3 รุ่นนี้ ซึ่งก็ต้องบอกว่าแนวเสียงเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม จะยังคงคล้ายคลึงกันมากเลย ถ้าใครที่เคยใช้รุ่นก่อนหน้านี้มา แต่จุดเปลี่ยนก็พอมีให้จับได้บ้าง ก็คือ รายละเอียดเสียงในย่านแหลม จะมีความในโปร่ง พร้วมากขึ้น ฟังสบายๆ พร้อมกับการปรับเปลี่ยนมิติเสียงเบส ที่มีความกระชับขึ้นกว่ารุ่นเดิม แต่อาจจะลดความหนักหน่วงของเบสลงมานิดหน่อย แต่จะได้ความกระชับฟังสบายๆ มากขึ้น พร้อมกับย่านเสียงกลาง เสียงร้องที่เป็นธรรมชาติ มีความอิ่มหนา รวมๆ แล้วเป็นลำโพงที่ฟังสบายๆ เน้นรายละเอียดของเสียงที่เป็นธรรมชาตินั่นเอง

รีวิวลำโพงบลูทูธ GGMM E5 ให้เสียงเพราะ ฟังอิ่มๆ พร้อมเบสนุ่มๆ ต้องลำโพงแบรนด์น้องใหม่รุ่นนี้เลย

 

   เปิดมาช่วงต้นปีแบบนี้ก็ต้องมี gadget ดีๆ สินค้าเด็ดๆ มาทำการรีวิวให้เพื่อนๆ ชาว 108plaza ได้อ่าน ได้ติดตามกันอีกเช่นเคย ในตอนนี้เราอยู่กับสินค้าแบรนด์น้องใหม่ที่มีชื่อว่า GGMM หลายท่านอาจจะยังไม่คุ้นหูคุ้นตากันสักเท่าไหร่ ก็ต้องมาอ่านรีวิวกันสิว่า คุณภาพการใช้งานเป็นอย่างไร มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบครันหรือไม่ กับ กลุ่มประเภทสินค้าลำโพงบลูทูธที่มีชื่อรุ่นว่า GGMM E5 ตัวนี้เลย

   สำหรับลำโพงพกพารุ่นนี้ ถ้าใครที่ไม่ยึดแบรนด์ดังๆ เป็นหลัก ก็ถือว่าตอบโจทย์ แล้วใครที่งบน้อย ไม่อยากเสียเงินซื้อลำโพงในราคาหลักหมื่น ก็ถือว่าตอบโจทย์เช่นเดียวกัน แต่ราคาจะเท่าไหร่นั้นรออ่านในช่วงท้ายบทความรีวิวได้เลย ลำโพงบลูทูธรุ่นนี้เปิดตัวมาให้เลือกใช้งานด้วยกันอยู่ 2 สี ก็คือ สีขาวและสีดำ สำหรับสเปคที่เขียนติดกันเอาไว้ข้างกล่องนั้น ก็จะมีตั้งแต่ สามารถที่จะกดรับสายเรียกเข้าโทรศัพท์ได้ เพราะมีไมค์โครโฟนติดมาให้ ถัดมาก็จะเป็นการเชื่อมต่อแบบไร้สาย แน่นอนว่าต้องเป็นบลูทูธ เป็นเวอร์ชั่น 4.0 พร้อมกับเหมาะเป็นลำโพงพกพา เพราะตามรูปก็จะมีสายคล้อง หรือ สายหิ้วก็ได้ แถมมาให้ด้วย ความหนาของตัวลำโพงเองเพียงแค่ 4.2 เซนติเมตรเท่านั้นเอง นอกจากนั้นก็ยังมีสเปคภายในบอกมาอีกด้วยว่า ภายในตัวลำโพงนั้นอัดแน่ไปด้วยตัว driver หรือตัวดอกลำโพงแบบ Full range ที่ให้ทั้งเสียงทุ้ม เสียงกลาง เสียงแหลม ภายในตัวเดียว ให้มาภายในจำนวน 2 ตัว มีขนาดตัวละ 2.25 นิ้ว แต่ที่เหนือไปกว่านั้น ยังมีตัว driver แบบ mid range อีกจำนวน 2 ตัว มีขนาดเท่ากันคือ 2.25 นิ้ว ที่จะให้พลังเสียงในย่านเสียงกลางต่ำและเสียงเบสเข้ามาช่วยให้มิติเสียงมันครบถ้วนขึ้น รวมทั้งหมดภายในก็จะมีดอกลำโพงจำนวน 4 ตัวด้วยกัน นอกจากนั้นก็ยังมีช่องจูนเสียงเบสที่เป็นช่องลมที่เรียกว่า passive radiator จำนวน 2 ตัวด้วยกัน ในส่วนของกำลังขับนั้นก็คือ 20wrms นอกจากนั้น การใช้งานแบบพกพาก็คือภายในตัวลำโพงเอง ก็จะมีแบตเตอร์รี่ในตัว การชาร์จหนึ่งครั้งจะสามารถใช้งานได้นานถึง 15 ชั่วโมงในความดังระดับปานกลาง แต่ช้าใครที่ชอบความสะใจเปิดดังๆ เร่งสุดๆ ก็จะใช้งานได้ประมาณ 8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ก็ถือว่าเป็นลำโพงที่พกพาไปท่องเที่ยว ไปเปิดฟังเพลงในที่ต่างๆ ได้สบายๆ ใช้งานกันยาวๆ ได้ แถมยังสามารถที่จะทำเป็นเพาเวอร์แบงค์ได้อีกด้วย เนื่องจากความจุของแบตเตอร์รี่ค่อนข้างเยอะ ก็จะมีพอร์ด USB ให้เสียบชาร์จแบตมือถือได้ชั่วคราวด้วย

   สำหรับอุปกรณ์เสริมที่ให้มาภายในกล่องลำโพงบลูทูธ GGMM E5 รุ่นนี้ก็มีเพียงแค่สายคล้องสีน้ำตาลมาให้ พร้อมกับ adaptor ชาร์จไฟ พร้อมสายชาร์จ มีแค่นี้เท่านั้น ไม่มีสายแจ็ค 3.5 มม. แถมมาให้ด้วย ในส่วนของขนาดตัวลำโพง ความกว้างอยู่ที่ 26.5 ซม. ความสูง 15.5 ซม. ก็เป็นลำโพงพกพาที่มีขนาดไม่ได้ใหญ่มาก พกพาง่าย แต่ตัวลำโพงอาจจะหนักสักนิดหนึ่ง หนักอยู่ที่ 1.3 กก. ก็ค่อนข้างหนักสักนิดหนึ่งเนื่องจากบอดี้ด้านหน้าเป็นตะแกรงเหล็ก พร้อมกับด้านบนก็เป็นอะลูมิเนี่ยม แต่บอดี้ด้านหลังเป็นพลาสติกที่แข็งแรงดี สามารถใช้งานแบบลุยๆ ได้ แต่ไม่สามารถกันน้ำได้ ก็ต้องระวังกันสักนิดหนึ่ง ถ้าใครที่ชอบเที่ยวทะเล เที่ยวน้ำตก

   จุดเด่นอีกหนึ่งอย่างของลำโพงพกพารุ่นนี้ก็คือ ถ้าสังเกตจากในรูปจะเห็นว่ามีปุ่ม volume อยู่ 2 ปุ่ม จะเป็นปุ่มสำหรับปรับเสียงทุ้ม ปรับเสียงแหลม ได้ตามต้องการ ใครที่ชอบโทนเสียงแบบไหนเลือกปรับกันได้เองเลย ซึ่งฟังก์ชั่นนี้จะหาได้ยากในลำโพงราคาหลักพัน โดยสเปคเองจะตอบสนองความถี่ตั้งแต่ 80Hz ไปจนถึงความถี่สูงที่ 20kHz กันเลยทีเดียว นอกจากนั้นก็จะมีปุ่มเพาเวอร์ ปุ่มเลื่อนเพลง ปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงและปุ่มกด pair Bluetooth อยู่ทางด้านหลัง พร้อมกับมีช่องเสียง AUX input 3.5 มาให้ใช้งานได้ด้วย แต่ต้องหาสายเชื่อมต่อเอง ไม่มีแถมมาให้

   สำหรับเรื่องของบุคลิกเสียงหรือแนวเสียงที่หลังจากแอดมินเองได้ทดสอบใช้งานลำโพงพกพา GGMM E5 รุ่นนี้แล้ว ก็รู้สึกได้ว่าลำโพงรุ่นนี้ไม่ตอบโจทย์สำหรับคนที่ชอบบ้าพลัง เอาเบสหนักหน่วง เอาพลังเสียงที่สะใจ เอามันส์อย่างเดียว แบบนั้นไม่ใช่ แต่ลำโพงรุ่นนี้จะออกไปในทางแนวเสียงแบบผู้ดี เป็นเสียงเพราะๆ ฟังสบายๆ เวทีเสียงกลางกว้างๆ เสียงแหลมใสๆ พร้อมกับเบสที่นุ่ม ส่วนราคาก็อยู่ที่ประมาณ 4,xxx บาทเท่านั้นเอง ก็สามารถไปลองหาฟังเพลงด้วยหูของทุกท่านเองว่าชอบหรือไม่ชอบอย่างไรได้แล้วทั่วประเทศ

อยากรู้เรื่องสินค้าโดนๆ gadget ไอที สินค้าอินเทรนด์ ติดตามได้เรามีรีวิวดีๆให้ท่านได้ศึกษา